ก้อย รัชวิน ยันเลือกเองไม่เคยถูกบังคับ แจงดราม่าย้ายไปภูเก็ต รับมีน้อยใจสามีบ้าง ขอบคุณ พี่ตูน เป็นสามีและพ่อที่ดี มองการณ์ไกลเพื่ออนาคตครอบครัว

หลังจากที่คุณแม่ลูกสอง ก้อย รัชวิน เปิดใจเกี่ยวกับการย้ายไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่ภูเก็ต ในรายการ “มั่วบ้านงาน” ของผู้จัด จ๋า ยศสินี โดยบางช่วงของการสัมภาษณ์ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ กลายเป็นประเด็นดราม่าถูกชาวเน็ตคอมเมนต์ในทำนองเห็นใจที่ต้องเสียสละจนสูญเสียตัวตนไป ทำให้เทัวร์ไปลงที่สามีหนุ่ม ตูน บอดี้สแลม

ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 69 ก้อย รัชวิน เปิดใจครั้งแรกในงานรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนรัก เพื่อนลับ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ถึงประเด็นดราม่าบทสัมภาษณ์เรื่องการย้ายไปใช้ชีวิตที่ภูเก็ตถูกตีความในแง่ลบ ยืนยันไม่เคยถูก ตูน บอดี้สแลม บังคับให้ละทิ้งงานหรือเสียสละเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการตัดสินใจร่วมกันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เพื่อให้ลูกเติบโตท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมย้ำแม้ในฐานะแม่จะมีวันที่เหนื่อย น้อยใจสามีหรืออยากระบายบ้าง แต่วันนี้ยังเชื่อว่าการย้ายไปภูเก็ตคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง และขอบคุณสามีที่วางแผนอนาคตของครอบครัวไว้อย่างดีที่สุด

ล่าสุดดราม่าที่ให้สัมภาษณ์ย้ายไปภูเก็ต หลายคนไปตีความหมายในเชิงลบ? “ก้อยไม่ได้อ่านคอมเมนต์เท่าไหร่ มันอาจจะเป็นช่วงเวลานึงของผู้หญิงสองคนที่มามาคุยกัน พี่จ๋าเป็นพี่ที่น่ารักมากๆ เขาเข้าใจความเป็นผู้หญิง เขาเข้าใจความเป็นแม่ เพราะเขามีแม่ที่ทุ่มเทมากๆ ในมุมของเขาเราก็อาจจะต้องเสียสละบางอย่าง เพื่อในวันนี้ได้มาอยู่ตรงนี้ ซึ่งอันนี้มันก็เป็นพาร์ตนึงของบทสัมภาษณ์ แต่ก้อยอยากให้ทุกคนมองว่าการเป็นพ่อแม่ มันไม่ได้แปลว่าคนใดคนนึงต้องเสียสละ พ่อแม่ทุกคนต่างเสียสละในมุมของตัวเองในบทบาทของตัวเอง พี่ตูนเองก็ต้องออกไปทำงาน เขาก็เสียสละเวลาที่เขาได้อยู่กับลูก ก้อยมาอยู่ที่บ้านอยู่กับลูกดูแลลูก 100% ก้อยก็อาจจะไม่ได้กลับไปทำงาน แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เรามีมีความสุข”

“ถามว่ามันมีวันที่เราอาจจะเหนื่อยบ้าง อาจจะไม่ได้เป็นดั่งใจบ้างมันเป็นธรรมดาของชีวิต แล้ววันนั้นที่ก้อยคุยกับพี่จ๋า ก้อยก็อาจจะเล่าในพาร์ตที่ก้อยไม่เคยพูด เพราะว่าเวลาทุกคนเห็นก้อย เราก็อยากจะนำเสนอ เราไม่อยากจะเอาเรื่องเศร้าๆ หรือว่าความรู้สึกส่วนตัวของเราไปทำให้คนรู้สึกเศร้าหรือเสียใจอยู่แล้ว แต่จริงๆวันนั้นก้อยไม่ได้คิดว่าก้อยถ่ายรายการอยู่ ก้อยคิดว่าก้อยคุยกับเพื่อน คุยกับพี่จ๋า แค่นั้นเอง”

มันเป็นปมในใจของเราใช่มั้ย? “อุ้ย มันไม่ถึงขั้นนั้นหรอก มันเป็นแค่แว้บนึงของผู้หญิง ก้อยว่าคนเป็นแม่ทุกคนจะเข้าใจนะ อารมณ์อาจจะเป็นวันนั้น(หัวเราะ) อาจจะเป็นช่วงเวลานั้นที่แบบฮอร์โมน”

“คืออยากให้คิดว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเหนื่อย ไม่ว่าเราจะมีความรู้สึกยังไงก็ตาม แต่ว่าเราเป็นคนเลือกเอง เรามีความสุขที่เราได้เป็นแม่ แล้วถ้าให้วันนี้ก้อยเลือกได้ ก้อยก็ยังขอบคุณพี่ตูนที่เขาตัดสินใจพาก้อยไปอยู่ที่ภูเก็ต วันนี้ก้อยก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ถูก ไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากกลับมาอยู่ตรงนี้ กลับมาอยู่ที่แสงไฟ เขาไม่ได้บังคับก้อย สุดท้ายเราก็รักเขา เราอยากมีครอบครัวกับเขา เราก็แค่จับมือไปด้วยกัน ไม่ว่าไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนจะเหนือหรือใต้ จะที่ไหนก็ตาม ต่อให้ไม่เป็นภูเก็ตก้อยก็ไป”

ก้อยรู้อยู่แล้วว่าถ้าแต่งงานกับผู้ชายคนนี่จะต้องไปอยู่ภูเก็ต เขาบอกเรามาตลอดว่าสร้างบ้านไว้แล้ว? “ใช่ค่ะ จริงๆแล้ว แพลนการย้ายมาภูเก็ตเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จะแต่งงานด้วยซ้ำ เขาไปซื้อที่ดินไว้แล้วเขาก็บอกว่า อยากจะย้ายมาอยู่ที่นี่ เรารู้อยู่แล้วว่าสักวันนึงเราจะต้องมาอยู่ที่นี่ แต่ว่าทุกอย่างมันเร็วขึ้นเพราะว่ามันมีโควิด แล้วก้อยมีน้อง พี่ตูนก็เลยคิดว่าการที่ย้ายมาตอนนี้เลย ให้ลูกได้เติบโตในที่ที่เป็นธรรมชาติ แล้วเราก็มีเวลาให้กับลูกได้แบบเต็มที่ 100% เพราะเขารู้ว่าอยู่กรุงเทพฯ ก้อยอาจจะยังต้องทำงาน ถ้าเราไปอยู่ตรงนั้นเลย เราน่าจะให้เวลากับลูกได้แบบเต็มที่ ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ เราก็ขอบคุณพี่ตูนมากๆที่ เขาตัดสินใจในวันนั้น แต่ในระหว่างทางมันมีบ้างอยู่แล้วบางทีเราจะรู้สึกนู่นนั่นนี่ มันเป็นธรรมดาของชีวิตอ่ะค่ะ”

ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่ามีสิ่งไหนที่เรายังไม่ได้ทำมันสักที หลังจากตัดสินใจเป็นคุณแม่ในวันนั้นแล้ว? “ก้อยว่ามันเป็นจังหวะของชีวิตมากกว่าค่ะ พอเราเป็นแม่จังหวะชีวิตมันก็จะเปลี่ยนจากสิ่งที่เราเคยเป็นอยู่ อาจจะอยู่ในการทำงาน แล้ววันนึงเราต้องย้ายไปอยู่ตรงนั้น เป็นแม่ มันก็คือเป็นจังหวะชีวิตนึงที่เราจะต้องเปลี่ยนไปแล้วเราจะต้องปรับตัวกับตัวเอง ก็แน่นอนมันไม่สามารถที่จะเหมือนเดิมได้อยู่แล้ว เพราะว่าเรามีสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่เราจะต้องดูแลและรับผิดชอบ เขาคือหัวใจอีกดวงนึงของก้อยไปแล้ว เราเลือกลูกมาเป็น Priority อยู่แล้ว”

“อะไรที่มันเป็นชีวิตส่วนตัวของเรา หรือสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำมันสามารถที่จะวางไว้ก่อน แล้ววันนึงลูกโตขึ้นก้อยว่าเราก็คงมีเวลาที่จะได้กลับมาใช้เวลาของตัวเองบ้าง”

สิ่งที่ได้เล่าไปในรายการ ณ วันนี้มันได้บรรเทาลงหรือได้แก้ปมอะไรไปบ้าง? “จริงๆแม่ทุกคนไม่ได้ต้องการ เขาเรียกว่าอะไรแค่ใครสักคนที่รับฟัง ได้พูด บางคนอาจจะเป็นสามี เป็นเพื่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ ก้อยว่ามนุษย์ทุกคนดีกว่าไม่ต้องเป็นแม่ก็ได้ อย่างก้อยไปอยู่ตรงนั้นก้อยอาจจะไม่ได้มีเพื่อนสนิท ที่ปกติเราอยู่กรุงเทพกริ๊งเดียวมาหา มันมีความรู้สึกที่เราอยากจะแชร์เหมือนกัน คนคนนั้นที่จะอยู่ข้างก้อยได้ตลอด ก็คือพี่ตูน ก็คือสามีของเรา”

มีทัวร์ไปลงที่สามีเราด้วย? “ก้อยไม่รู้จริงๆ มันคืออะไร”

คนตีความว่าพี่ตูนตัดสินใจคนเดียวโดยที่ไม่บอกก้อย แล้วก้อยขอคำปรึกษาพี่ตูน แต่ไม่ได้คำตอบกลับมา? “ก้อยก็อยากจะให้คิดในมุมนึงว่า อย่างตอนที่พี่ตูนวิ่งจากใต้ไปเหนือ มันเป็นอะไรที่เสี่ยงอันตรายมาก มันก็เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ในชีวิตเหมือนกันแต่ว่าวันนั้นเขาก็ไม่ได้มาขอก้อย หรือมาบอกก้อยว่าก้อยจะต้องวิ่งไปกับเขา แต่เราเองเป็นคนเลือกที่จะทำ มันก็เป็นเรื่องเดียวกันคือ เขาอยากจะย้ายนะ อยากจะให้ลูกได้มาเติบโตที่นี่นะ โอเคเราก็มีคำถามแหละ ตั้งคำถามว่าเฮ้ยมันจะโอเคไหม ทุกอย่างมันจะราบรื่นมั้ย ไปคลอดที่นั่น หมอจะเป็นยังไง ในวันแรกมันมีความกังวลอยู่แล้ว แต่เมื่อทุกอย่างมันผ่านมา มันก็ผ่านไปได้ เราก็รู้สึกว่าณวันนี้มันก็โอเคแล้ว”

เขาเตรียมทุกอย่างไว้สำหรับเรากับลูก? “พี่ตูนเป็นคนคิดการณ์ไกล เขาจะมองภาพอนาคตไว้ค่อนข้างชัดเจน จริงๆต้องมองที่เจตนา ก้อยว่า เจตนาเขาอยากให้ครอบครัวให้เราให้ก้อยไปอยู่ตรงนั้น แล้วเราได้มีเวลาเลี้ยงลูกด้วยกันเต็มที่ แต่ว่าพี่ตูนก็เหนื่อยมากๆนะ ในมุมของผู้ชายที่ต้องออกไปทำงาน ก็อยากจะให้เข้าใจว่าผู้หญิงกับผู้ชายมันก็มีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน”

มองที่ผลลัพธ์ที่ปลายทาง ของครอบครัว? “ณ วันนั้นก้อยไม่ได้ปฏิเสธไง ถ้าก้อยยืนยันว่าฉันไม่ไปแน่ๆ มันก็จะไม่เป็นแบบนี้ในวันนี้ไง คนเราพอเราแต่งงานกันแล้ว เชื่อมั่นในการตัดสินใจของอีกฝ่าย เรารู้สึกว่าเขาเป็นผู้นำครอบครัว เขาต้องคิดมาแล้วว่า เขาจะสร้างครอบครัวยังไง เรามีภาพยังไง อยากให้ลูกเติบโตที่ไหน เขาต้องคิดมาแล้ว”

ในมุมของก้อยคิดว่ามันดีกว่าที่เราคิดไว้ไหม? “ดีกว่ามาก ก้อยยังรู้สึกว่าภูเก็ตเป็นบ้านก้อยนะ แล้วก้อยก็รู้สึกว่าสิ่งที่พี่ตูนตัดสินใจมันเป็นสิ่งที่ถูกอยู่ดี ถึงแม้ว่าบางมุมที่เราพูด เราอาจจะเป็นผู้หญิงก็จะมีความน้อยใจสามีนิดหน่อย แต่ว่าสุดท้ายแล้ว พี่ตูนก็เป็นพ่อแล้วก็เป็นสามีที่ดีมากๆ ก้อยรู้สึกว่าแค่นี้ก็ขอบคุณแล้วก้อยรู้สึกว่าโชคดีมากๆ แล้ว แต่ถ้ามันจะมีวันที่ก้อยเหนื่อย ก้อยอาจจะระบายพูดอะไรออกมาบ้างกับเพื่อนสาว ก็อยากจะให้คิดว่ามันก็คือพาร์ทนึงของชีวิตมนุษย์ทุกคนที่มันจะ มันก็มีมุมที่มันไม่ได้ราบรื่นตลอดไป”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน