หนิง ปณิตา ลุยเรียนปริญญาโท แพลนต่อยอดธุรกิจ สุดภูมิใจ ‘ณิริน’ ฉายแววศิลปินชัด แต่ยังไม่รีบเดบิวต์ ลั่นประโยคจี๊ด! หลังเห็นภาพ ‘เป๊ก-ธัญญ่า’ แลกแหวนกัน

ทำเอาหลายคนเซอร์ไพรส์ไม่น้อย เมื่อผู้จัดและนักแสดงคนเก่ง หนิง ปณิตา เปิดใจว่ากำลังศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรโภชนศาสตร์บูรณาการในเชิงสมุทัยเวชศาสตร์ (Integrative Nutrition in Functional Medicine) โดยวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพและความงามบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ไม่อยากเป็นเพียงคนดังที่พูดเพื่อการตลาด แต่อยากให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคด้วย พร้อมยอมรับว่าวางแผนเรียนต่อถึง ปริญญาเอกหากทำได้

ทั้งนี้ หนิง ให้สัมภาษณ์หลังมาร่วมงานแถลงข่าวและพิธีเปิด การประชุมวิชาการระดับชาติ SMART ครั้งที่ 8 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พร้อมกันนี้เจ้าตัวได้เผยความภูมิใจในตัวลูกสาว ‘น้องณิริน’ หลังสร้างเซอร์ไพรส์จากการไปออกรายการ ”ร้องข้ามกำแพง“ แม้มีเวลาเตรียมตัวเพียงไม่กี่วัน ส่วนเรื่องเดบิวต์นั้นยังไม่รีบ อยากให้ลูกสาวฝึกฝนให้เก่งในหลายๆ ก่อน เพราะตอนนี้เพิ่งจะอายุ 13 ปี

ส่วนประเด็นที่พี่สาวคนสนิท ธัญญ่า และ เป๊ก สัณณ์ชัย มีโมเมนต์หมั้นกันรอบที่2 แลกแหวนกลางไลฟ์เพื่อแก้เคล็ดดวงชะตาความรัก สาวหนิง บอกขำๆ ว่า “ตัวจริงเขามาแล้ว ตัวปลอมอย่างเราขอหลบดีกว่า” พร้อมมั่นใจว่าเรื่องราวดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา “พี่ญ่าเอาอยู่”

ล่าสุดเห็นว่าเรียนปริญญาโทด้วย? “ทุกวันนี้หนิงมองว่าในโลกแห่งการดูแลดูแลตัวเองทั้งความสวยความงามทั้งสุขภาพมันเป็นเทรนด์ แล้วก็จะมีคนออกมาพูดเรื่องราวเหล่านี้เยอะแยะมากมาย แต่ในขณะที่เราเองเป็นเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องความงามด้วย เวลาที่เราพูดอะไรมันควรจะพูดจากหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์ความถูกต้อง ยิ่งในการขายของหรือให้ความรู้ประชาชนเราน่าจะเป็นตัวแทนของคนคนหนึ่งที่จริงๆ แล้วประชาชนจะฟังเราเวลาเราพูดอะไรควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่สักแต่ว่าขายๆๆ ทุกวันนี้ต้องบอกว่าในโลกของการซื้อซื้อของออนไลน์มันขายเพราะว่าความอยากขายและการตลาดเพื่อให้ลูกค้าอยากที่จะซื้อมากกว่าที่จะมีองค์ความรู้จริงๆ หนิงก็เลยตัดสินใจว่ายังไงก็คงต้องเรียนปริญญาโทเรื่อง Nutrition ค่ะ”

ตัดสินใจนานไหม? “จริงๆ พี่เมย์(วาสนา)อยากจะให้เรียนตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ว่าเพิ่งจะมาจัดสรรเวลาได้ในปีนี้ก็คิดว่าน่าจะเรียนตรงนี้ อย่างน้อยๆ เวลาที่เราพูดอะไรคนที่เชื่อเรามันมาจากความจริง ไม่ใช่มาจากสิ่งที่ครีเอทีฟมาบรี๊ฟหรือจากความรู้สึกเราเอง เราไม่อยากให้ใครเข้าใจอะไรผิดๆ แล้วเดี๋ยวนี้ AI หรือ Chat GPT มาเยอะมาก บางครั้งการเชื่ออะไรเหล่านี้มันก็จะเกิดองค์ความรู้ที่ผิดๆ สุดท้ายแล้วมนุษย์ยังเป็นความสัมพันธ์ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้อยู่”

คาดหวังว่าสิ่งที่เรียนจะนำไปต่อยอดอะไรบ้าง? “สิ่งที่เอาไปต่อยอดน่าจะไปต่อยอดในเรื่องของการให้ความรู้ในเรื่องของการพูด แล้วก็เอาไปปรับใช้ในเรื่องของการดูแลทั้งตัวเอง คุณแม่ ลูก และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจด้วย ที่สำคัญคือได้ช่วยเหลือผู้บริโภคเพราะไม่อยากให้ตกเป็นเครื่องมือและเหยื่อของการตลาด ดังนั้นการพูดในสิ่งที่ถูกต้องแล้วเรามีใบปริญญาความน่าเชื่อถือของตัวเรามันก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะเวลาเราพูดในเรื่องพวกนี้คนซื้อเขาเชื่อแต่เขาก็จะได้ความเชื่อในแบบที่ถูกต้องไป แล้วถ้าพวกเราที่เป็นดารานักแสดงทำสิ่งมันก็จะเกิดขึ้นเป็นเทรนด์และซอฟต์พาวเวอร์เล็กๆ เหมือนกัน อีกอย่างเรื่องของการเรียนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ไม่มีคำว่าสาย ถามว่ามองไปถึงปริญญาเอกเลยไหม จริงๆ แพลนไว้เลยว่าถ้าทำได้ก็อยากเรียนไปจนถึงปริญญาเอกเหมือนกัน”

หลายคนเซอร์ไพรส์เรื่องที่น้องณิรินไปออกรายการร้องข้ามกำแพง? “หนิงก็เซอร์ไพรส์ในตัวลูกเราและเซอร์ไพรส์ในสิ่งที่เขาทำได้ เพราะจริงๆ รายการติดต่อไปทางค่ายก่อนที่จะถ่ายประมาณ 2 วัน ซึ่งเขาก็จะไม่มีเวลาในการซ้อมเพราะเหมือนเขาต้องซ้อมในเรื่องของการประเมินโชว์เคสของค่าย แล้วพอเขาเป็นเด็กก็จะไม่เข้าใจว่าการไปออกรายการแบบนี้ก็ต้องทำให้ได้ดีที่สุดด้วย เขาก็จะกังวลแต่เรื่องการประเมินโชว์เคสของค่าย เพราะการฝึกโชว์เคสของค่ายทุกเดือนจะเก็บเป็นคะแนน ซึ่งมันจะมีผลในอนาคตว่าเขาจะได้เดบิวต์หรือไม่ได้เดบิวต์ ฉะนั้นเขาก็จะมีความตั้งใจกับการซ้อมโชว์เคส ซึ่งโชว์เคสเดือนที่ผ่านมาก็เป็นโจทย์ที่ยากสำหรับเขา แล้วพอเขารู้ว่าจะต้องไปรายการนี้ เขาก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะร้องได้ไหม แต่หลังจากที่รายการออกอากาศปรากฏว่าฟีดแบ็กดีมากจนเรายังตกใจ จริงๆ วันนั้นหนิงไปดูเขาไม่ได้เพราะว่าติดถ่ายซีรีส์ แต่ความโชคดีคือรายการถ่ายเลตก็เลยไปแอบดูได้หลังเวที แล้วตอนแรกที่เราไปไม่ได้เขาก็ยิ่งไม่มั่นใจว่าแม่ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วเขาจะทำได้ไหม แล้วเป็นเด็กคนเดียวซึ่งคนที่อยู่ข้างหน้าเป็นเพื่อนแม่กันหมด เขาก็มีความกังวล แต่พอออกมาแล้วหนิงก็เลยบอกว่าต่อไปนี้จะไม่บ่นอะไรณิรินแล้ว”

นับวันแววเป็นศิลปินยิ่งชัดขึ้น ยังมีอะไรที่ห่วงเป็นพิเศษไหม? “ห่วงอ่ะไม่ห่วง ตอนนี้มันเป็นความภูมิใจ แล้วก็ความลุ้นให้เขาในแต่ละวันว่าเขาจะทำสิ่งที่เป็นฝันของเขาสำเร็จไหม คนเราไม่รู้อนาคตหรอก รู้แต่ว่าวันนี้ถ้าโอกาสแล้วทำให้ดีที่สุด หนิงก็ต้องขอบคุณค่ายเลิฟอิสฯ มากๆ ที่ทำให้ชีวิตเขาในช่วงนี้มีความสุขมากๆ มีโฟกัส มีความตั้งใจ หนิงเห็นแต่ความมุ่งมั่นและรอยยิ้มของเขาค่ะ”

โอกาสที่จะได้เดบิวต์ใกล้เข้ามาหรือยัง? “หนิงว่าอีกสักพักใหญ่ๆ แหละ เขาเพิ่งอายุ 13 เอง รออีกสัก 2 ปี ฝึกให้เก่งก่อนในหลายๆ ด้าน สำหรับหนิงไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องเป็นเมื่อไหร่ สุดท้ายแล้วอยู่ที่ผู้ใหญ่ว่ายังไง แต่ถ้าเอาความคิดส่วนตัวก็ยังไม่อยากให้น้องเดบิวต์ตอนนี้ ยังอยากให้เขาโฟกัสกับเรื่องเรียนอีกเยอะๆ ด้วย ฝึกไปก่อนสัก 15-16 คิดซะว่าถ้าได้ฝึกเยอะก็จะมีพัฒนาการได้ดีขึ้นค่ะ”

ถามถึงเรื่องที่พี่สาวคนสนิทอย่าง ธัญญ่า ธัญญาเรศ แลกแหวนกับพี่เป๊ก(สัณณ์ชัย) เพื่อเป็นการแก้เคล็ด?“อันนี้ก็จะเป็นการแซวเล่นๆ ในกลุ่มแฟนด้อม หนิงก็เขียนเข้าไปว่า เมื่อเขาแลกแหวนกันแล้วเราก็คงต้องถอย(หัวเราะ) แล้วเมื่อคืนหนิงอยู่กับคุณกีตาร์(ศิริพิชญ์)นั่งทำงานกันอยู่ก็คิดถึงคุณธัญญ่า เราก็เลยเฟซไทม์ไป ปรากฏว่าเขาอยู่ด้วยกันในรถตอนกลางคืนดึกๆ ไม่รู้ไปไหนกันมา พี่เป๊กก็ตะโกนเข้ามาว่า ”โทรมาจะมานินทาอะไรกู“(หัวเราะ) เราก็บอกว่าเปล่าแค่คิดถึงพี่ธัญญ่า ฉะนั้นตัวจริงเขามาแล้วตัวปลอมอย่างเราก็หลบดีกว่า ช่วงนี้คู่เขาก็ดูน่ารัก โทรไปทีไรก็อยู่ด้วยกัน”

ในฐานะเพื่อนร่วมหมู่บ้านได้ติดตามข่าวบ้างไหม? “เราก็จะติดตามข่าวเป็นพักๆ วันนี้เป็นยังไงบ้างอะไรประมาณนี้ ไม่ได้ถามอะไรมากเพราะเชื่อว่าพี่หนิงเขาเอาอยู่ค่ะ(ยิ้ม)”

คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะหนักเท่าเรื่องเมื่อก่อนที่เคยเกิดขึ้นใช่ไหม? “อันนี้หนิงตอบแทนไม่ได้ เพราะตอนเรื่องครั้งที่แล้วหนิงยังไม่ได้สนิทกับพี่ญ่า แต่อย่างที่บอกคิดว่าพี่ญ่าเขาโอเค”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน