จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ล่าสุดได้มีโอกาสสัมภาษณ์สองนักแสดงดัง ตู่ ภพธร สุนทรญาณกิจ และ ลูกหว้า พิจิกา จิตตะปุตตะ ที่มาร่วมงาน “วิมานอากาศ Sky Castle Thailand World Premiere” ณ SF World Cinema ชั้น8 ศูนย์การค้า Central World โดยทั้งคู่เผยถึงมุมมองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมอยากให้มีหน่วยงานเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ลูกหว้า

หลายๆ วงการนักร้อง วงการบันเทิง ตื่นตระหนกกังวลใจเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ที่ผ่านมา พอเวลาได้ดูข่าวแล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง?
ตู่: “ผมว่าก่อนอื่นต้องต้องขอแสดงความเสียใจกับกับครอบครัวผู้ประสบเหตุทุกท่านนะครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าตัวผมนะกับเรื่องนี้ คือเราผ่านช่วงที่มันมีเหตุที่มันหนักกว่านี้เมื่อหลายปีที่แล้วมาก็เหตุการณ์หนึ่งแล้ว

แล้วผมรู้สึกว่ามันก็มันก็มีหลายคอมเมนต์ เวลาเข้าไปอ่านซึ่งสุดท้ายแล้ว ผมว่าสิ่งที่ที่มันน่าจะแก้น่าจะเป็นเรื่องของความของความเข้มงวดของการตรวจสอบทุกร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือผับ หรือโรงแรม หรืออะไร ผมว่ามันมันมีกฎหมายที่ตั้งไว้ให้เราติดให้เราทำตาม แต่ว่าถามว่าร้านผิดไหมผิด

แต่ว่ามันมีอีกส่วนนึงด้วย ที่จะต้องมาคอยตรวจเช็คร้านเหล่านี้ว่าเขาทำตามอยู่หรือเปล่า อันนี้เป็นความคิดเห็นของของผมเองนะครับ ผมไปเล่นร้านเยอะมากที่ผมรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยต่อกูเลยหรือคนดู ถ้าเกิดเหตุจริงๆ คือเราออกไม่ทันแน่นอนอะไรมันเยอะมากจริงๆ อ่ะครับ แล้วก็มันอาจจะไม่ได้มีทุกร้านที่มีความรู้เรื่องนี้ มันอาจจะต้องมีเริ่มต้นตั้งแต่การให้ความรู้ทุกทุกร้านเขาก่อนที่เขาจะเปิดขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาทำเสร็จเรียบร้อยแล้วเราไปสั่งปิดเขา แต่ว่าผมว่ามันจะต้องมีกฎเกณฑ์เหล่านี้ให้ชัดเจนกับกับผู้ประกอบการ”

ลูกหว้า: “ใช่ค่ะ แล้วส่วนตัวว่าพี่ว่าทุกๆ ร้านเองอ่ะค่ะก็ต้องตระหนักถึงสิ่งนี้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นต้องเช็กพวกสปริงเกอร์ เช็กพวกแบบอะไรต่างๆ ที่เป็นอุปกรณ์ในการช่วยเหลืออะไรอย่างนี้ค่ะ เผื่อเอาไว้ก่อน เหมือนกับควรจริงๆ ควรจะมีการซ้อมหนีไฟด้วย ซึ่งอันนี้มันเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องตระหนักกับมันมากขึ้นอะไรอย่างเงี้ยค่ะ”

แล้วเราทั้งสองคนเคยเจอเหตุการณ์อะไรที่มันทำให้เราแบบต้องเจอสถานการณ์แบบนี้มาบ้างไหม?
ลูกหว้า: “ยังนะ ยังไม่เคย อาจจะมีแค่ว่าในผับตีกันแล้วเราต้องหนีออกไป อะไรอย่างนั้นค่ะ มันเป็นช่วงที่แบบคนเมาแหละ ไม่รู้ เขาคงไม่ได้ฟังเพลงเราหรอกเขาอาจจะไม่ได้ฟังอะไร”

ตู่: “เคยมั้ย แค่ทุกครั้งที่มันเกิดเหตุอ่ะเราก็จะเริ่มระวังตัวกันและ มันจะเหมือนเตือนสติเรานิดนึง แล้วทุกครั้งที่เราเข้าไปในร้านเราก็จะมองดูทางหนีไฟ ทางนู่นนี่นั่นอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็เรื่องของความจุของร้านของอะไรอย่างเงี้ย บางทีมันมัน Maximum เท่าไหร่ไม่รู้ แต่มันคนมันเลยแน่นอนอ่ะ แล้วการเหยียบกันมันจะเกิดขึ้นแน่นอนถ้ามันมีเหตุการณ์อะไรขึ้นอะไรอย่างเงี้ย มันมันเราเจออยู่ตลอดเวลาครับเพราะเราเล่นร้านกลางคืนเรื่อยๆ ครับ แต่ทีนี้เรายังไม่ได้โชคร้ายที่จะเจอเหตุแบบนั้น”

พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา การรับงานหลังจากนี้มันทำให้เราต้องหวาดระแวงหรือกลัวหรืออะไรแบบนี้ไหม?
ตู่: “ผมว่าไม่อยากให้ทุกคนมองว่า…แค่ตัวผมเองในฐานะนักร้องอ่ะ แต่เราเองในฐานะที่คนไปเที่ยวอ่ะ มันห้ามกันไม่ได้ ยังไงคนก็ต้องไปเที่ยว เราควรจะต้องให้ความสนใจ ความตระหนักกับอะไรรอบตัวเรา เราเข้าไปที่ไหนที่มันเป็นที่แออัด เราควรจะดูนิดนึงแหละว่าทางออกเขาอยู่ตรงไหน มันต้องมีสติอ่ะครับ เราก็ต้องตรวจสอบก่อนก่อนที่เราจะไม่มีสติ เรามีสติสักนิดนึงก่อนเข้าไปในร้านอะไรอย่างเงี้ยว่าทางออกอยู่ตรงนี้นะถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นอะไรอย่างเงี้ย”

ก็เข้าใจว่าตอนนี้มันกระทั่งคนจ้างงานเอง เวลาโทรไปติดต่อศิลปิน เขาก็ต้องพูดประโยคเหมือนเขาก็จะรู้อ่ะเนอะ ก็จะบอกประโยคเลยว่ามีประตูหนีไฟนะ มีอะไรต่างๆ อย่างนี้ค่ะ เพราะว่าแบบทางผู้ประกอบการเขาก็ประมวลเรื่องนี้ เรามองว่ามันเป็นยังไงบ้าง?
ลูกหว้า: “จริงๆ อย่างน้อยมันก็อาจจะเป็นการกระตุ้นเตือนเหมือนกันนะคะว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญแล้วนะ แต่ละร้านก็อาจจะต้องไปปรับปรุงหรือว่าไปดูว่าการหนีไฟอะไรต่างๆ มันเป็นไปตามกฎหมายหรือสิ่งที่ควรจะเป็นหรือเปล่า

ซึ่งจริงๆ ว่ามันไม่ได้แค่เฉพาะร้านน่ะ ไม่ว่าเราจะทำอีเว้นต์หรืออะไรต่างๆ ทุกอย่างมันสำคัญหมดในเรื่องของอะไรที่เป็นฉุกเฉิน คือส่วนตัวเอง จากนี้ก็จะหมายถึงว่าจะพยายามมีสติแล้วก็พยายามที่จะแบบเอ๊ะมันมีทางหนีไฟยังไง มันทำอะไรได้บ้าง คือเราต้องรู้จักไว้บ้างเพราะว่าจริงๆ เราก็เจอแผ่นดินไหวกันมาตอนนั้น คือเราเจออะไรที่แบบเราไม่เคยเจอกันมาตลอดแล้วในยุคหลังเนี้ย ฉะนั้นก็คืออาจจะเป็นเรื่องของการที่เราเองก็ต้องต้องต้องสังเกตอะไรต่างๆ มากขึ้นด้วยค่ะ”

ลูกหว้า

คิดว่าเจ้าของร้านกลัวนักร้องจะไม่รับงานไหม?
ตู่: “ผมว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ทุกคนกลัว”
ลูกหว้า: “ถูก ทุกคนอยากได้เงินค่ะ”

ตู่: “ผมว่าเรื่องที่ควรจะกลัวมากที่สุดคือว่าเราจะต้องทำร้านเรายังไงให้ให้ปลอดภัย แล้วผมรู้สึกว่าไม่อยากให้เหตุการณ์นี้มันมาเป็นเครื่องเตือนใจ มันควรจะมีหน่วยงานไหนหรือภาคภาครัฐส่วนไหนที่คอยที่จะมา ดูแลว่าร้านนี้ไม่ได้มาตรฐานนะ ต้องปรับแก้ยังไง มันจะต้องมีคนทำอย่างเงี้ยอยู่ตลอดเวลากับทุกร้าน ต้องมีการเหมือนคล้ายๆ เหมือนต่างประเทศที่เขามีการตรวจเช็คสิ่งเหล่านี้เพื่อจะให้เกรดร้านอาหารหรือสถานประกอบการทุกสถานที่ ว่าร้านนี้ปีนี้เขาจะต้องเข้าไปตรวจหนึ่งครั้ง บ้านเราผมไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่าแต่ว่า ตรงนี้สำคัญแล้วก็ควรจะต้องมีหน่วยงานที่ตรวจสอบทุกที่อย่างเข้มงวดนะ ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครับ”

ในการที่เราเวลารับงาน เเวลาเข้าไปในร้านแล้ว ถ้าเราสังเกตเห็นอะไรที่มันผิดปกติ มันไม่น่าปลอดภัยอย่างเงี้ย เรากล้าบอกเจ้าของร้านไหม คือก่อนหน้านี้นักร้องอาจจะกลัวว่าหาว่าเราเรื่องเยอะอะไรอย่างเงี้ย?
ตู่: “ไม่ๆ ถ้าเราเห็นเราต้องบอกครับ แต่ว่าบางที่มันก็เกินความสามารถเราจริงๆ คือเราจะให้เราไปเช็กประตูหนีไฟทุกจุดก่อนที่เราเล่น หรือว่าเขาล็อกหรือเปล่าอะไรอย่างเงี้ย ไม่ได้มันก็อาจจะไม่ใช่หน้าที่เราหรือเปล่า หรือว่าแบบว่าร้านนี้วันนี้คนแน่นเกินไปนะครับ ผมคิดว่ามันน่าจะมีมาตรการอะไรที่มากกว่านั้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน