กิ๊ก สุวัจนี สวยหน้าเดิมจนคนทักศัลยกรรม ยันโบท็อกซ์ก็ไม่เคยฉีด ลดหุ่น 10 ปี ย้อนรูปตัวเอง ลั่น! ฉันจะไม่กลับไปอยู่ในสภาพนั้นอีก – เผยมุมแม่ สอนลูกให้รู้จักเอาตัวรอดในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ทำเอาหลายคนสงสัยไม่น้อย หลังนักแสดงมากฝีมือ กิ๊ก สุวัจนี กลับมาเดินหน้ารับงานแสดงในรอบหลายปี แต่ยังคงสวยหน้าเด็กจนถูกทักอยู่บ่อยๆ ว่าแอบไปทำศัลยกรรมหรือฉีดอะไรเพิ่มมาหรือเปล่า งานนี้เจ้าตัวได้เปิดใจในงาน ชมซีรีส์ดราม่าพีเรียด “แดง ไบเล่ย์” รอบปฐมทัศน์ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โดยตอบชัดว่าไม่เคยทำ เนื่องจากเป็นคนกลัวเข็มและไม่อยากฉีดอะไรลงบนใบหน้า เพราะกลัวความไม่ธรรมชาติ ก่อนเผยเคล็ดลับดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ แถมยอมรับว่ามีคลินิกติดต่อเข้ามาแต่ไม่รับ เพราะถ้าไม่ได้ทำจริงก็ไม่อยากออกไปพรีเซนต์ให้คนอื่นเข้าใจผิด พร้อมเผยเคล็ดลับหุ่นเป๊ะ ใช้เวลาลดกว่า 10 ปี ซึ่งพอย้อนรูปตัวเองร่างใหญ่ก็ถึงกับลั่นว่า “ฉันจะไม่กลับไปอยู่ในสภาพนั้นอีก”

นอกจากเรื่องความสวยและการกลับมารับงานละครแล้ว เธอยังเปิดใจถึงบทบาทคุณแม่ในวันที่โลกเต็มไปด้วยเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ ยอมรับว่าแอบกังวลเมื่อลูกต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ แต่เลือกใช้วิธีพูดคุย นำเหตุการณ์จริงมาสอน และให้ลูกเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองมากกว่าการห้ามทุกอย่าง

เคล็ดลับความสวย-ไม่เคยศัลยกรรม

มีคนถามเยอะไหม เรื่องทำศัลยกรรม เพราะว่าหน้าเราเหมือนเดิมเลย? “มีคนมาถามเรื่องหน้าเยอะมาก ว่าพี่กิ๊กทำศัลยกรรมหรือเปล่า เหมือนถูกสตั๊ฟฟ์ไว้ อันนี้ต้องบอกจริงๆ ว่าไม่ได้ทำ อาจเป็นเพราะว่าตัวเองขี้กลัว รวมถึงโบท็อกซ์ด้วยนะก็จะไม่ทำ จะไม่มีการฉีดอะไรลงบนผิวหน้าเด็ดขาด พี่กิ๊กจะใช้วิธีการนวดหน้า ออกกำลังกาย กินอาหารคลีนมากกว่า”

ริ้วรอยกังวลไหม? “ไม่ได้มีความกังวล เป็นไปตามอายุ พี่กิ๊กไม่ได้มายด์ อายุเท่านี้เราหน้าแบบนี้ก็แฮปปี้แล้ว ยังไม่อยากทำอะไรเพิ่มเติม แต่ในอนาคตไม่แน่ 5 ปี 10 ปี อาจจะมีพัฒนาการที่ทำให้เราสวยแบบไม่ต้องเจ็บมาก ก็อาจจะทำก็ได้”

มีคลินิกติดต่อมาไหม? “ติดต่อมาเยอะมาก พี่กิ๊กก็ถามเขาว่า ติดต่อมาแล้วพี่กิ๊กไม่ได้ฉีดโบท็อกซ์ จะให้พูดว่าอะไร ถูกไหม เพราะว่าเราไม่ได้ทำไง แล้วน้องจะขายอะไรพี่ เพราะว่าพี่ไม่ได้ฉีด คือถ้าเราไม่ได้ทำ เราก็ไม่พร้อมที่จะออกไปพรีเซนต์แบบนั้น เราก็ไม่คิดว่าเราจะไปหลอกคนอื่นเขา”

แล้วเรามีรอยย่นไหม? “มันก็มีตามวัยของเรา แต่พี่กิ๊กก็อาศัยนวดหน้าด้วยมือ ไปนวดหน้าเดือนละ 2 ครั้ง พยายามจะใช้เครื่องกับคลินิกที่เราไว้ใจ แต่จะไม่มีการลงเข็ม เพราะเรากลัวด้วย ยังไม่มีหัตถการแบบเข้มข้น คือพูดแบบดารา แต่คือเรื่องจริง กินอาหารที่ดี นอนเพียงพอ ออกกำลังกาย 3 เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ การใช้ชีวิตของพี่กิ๊กอาจจะไม่ได้โลดโผนมากเหมือนตอนสาวๆ ไม่ได้สูบบุหรี่ กินเหล้า ฉะนั้นก็ยังมีส่วนดี เพราะบางคนบอกว่ากินเหล้าน่าจะเหี่ยวเร็ว”

คนกังวลว่าเราเมื่อยตาไหม ใช้แสดงทางตาเยอะ? “ไม่กังวล เพราะเป็นคาแรกเตอร์เรา คือมันเป็นความจริงใจ เวลาเราพูดกับคนอื่นๆ เราต้องมองตา เราอยากจะรู้สึกว่าเราอยากจะเล่าให้เขาฟัง คนที่ฟังเราถ้าเราพยายามอธิบาย เขาก็จะฟังเรา มันก็เป็นคาแรกเตอร์ของเราด้วย”

กลัวว่าจะไปฉีดแล้วมันจะแสดงสีหน้าได้ไม่ชัดเจนไหม? “พี่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น (ถ้าฉีดแล้วตาไป หน้าไม่ไป?) น่ากลัวนะ ก็ไม่เคยฉีด ไม่รู้ว่ามันจะทำให้ไม่ขยับเลยเหรอ อันนั้นก็ไม่เอา พี่กิ๊กน่าจะกลัวอะไรที่มันไม่ธรรมชาติมากกว่า เพราะรู้สึกว่าอะไรที่ธรรมชาติน่าจะดีที่สุด”

ลดหุ่น 10 ปี “จะไม่กลับไปสภาพนั้นอีก”

แล้วเรื่องหุ่นล่ะ พอใจหรือยัง? “หลายคนทักว่าทำไมพี่กิ๊กผอมจัง จริงๆ พี่กิ๊กลดน้ำหนักใช้เวลานานมาก ถ้าเริ่มจริงๆ ก็ตั้งแต่ลูกคนที่สาม คือเหมือนเราเล่นกับลูกแล้วเรารู้สึกเหนื่อยจัดเลย เราก็ไม่ไหว เลยเริ่มออกกำลังกาย ถ้าเทียบเท่ากับคนอื่น บางคนก็ 2-3 เดือนเขาก็ลงแล้ว พี่กิ๊ก 10 กว่าปี มันค่อยๆ ลง แต่ตอนนี้พอมันลงแล้ว สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือเราต้องเมนเทน ออกกำลังกาย เรื่องนี้สำคัญเลย

คือมีหลายๆ คนบอกว่าพี่กิ๊กไปเต้นมา ลดความอ้วน เพราะเต้นหรือเปล่า คือตัวนั้นมันมีส่วนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราน้ำหนักไม่ขึ้น แต่เวทเทรนนิ่งมันทำให้เตาเผาเราแข็งแรง กินอะไรเข้าไปปุ๊บมันก็เผาผลาญ เลยรู้สึกว่าอยากให้คนวัยกิ๊กหรือคนที่เริ่มออกกำลังกาย อย่าลืมเวทเทรนนิ่ง อันนี้สำคัญมากๆ แล้วก็ควบคุมเรื่องการกิน สำคัญที่สุด”

ยังมีรูปตอนที่เราอ้วนอยู่ไหม หรือว่าเผาทิ้งไปแล้ว? “มี น่ากลัว มันเป็นสิ่งที่เตือนใจเราว่าเราจะไม่กลับไป ฉันจะไม่กลับไปอยู่ในสภาพนั้นอีก แต่มันก็เป็นความภูมิใจนะ เวลาเราหันกลับไปดูรูปเราตอนร่างใหญ่ๆ ฉันเป็นแม่คนนะ (ตอนนี้กลับมารับงานละครยาวเลย?) ยาวเลยค่ะ ออนฉ่ำเลย อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ ช่วงนี้ก็อาจจะเป็นช่วงที่เริ่มกลับมาทำงาน แล้วคนอาจจะได้เห็นเรามากขึ้น บอกคิดถึงก็อย่าลืมติดตามซีรีส์เราด้วยนะคะ”

สอนลูกให้รู้จักเอาตัวรอด

ตอนนี้ก็มีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นห่วงหรือกังวลไหม? “แอบกังวลลึกๆ แต่กิ๊กก็ยังมั่นใจในสถาบันที่พี่กิ๊กส่งลูกไปเรียน ว่าจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับหลากหลายอยู่แล้ว สิ่งที่เราจะทำได้ในฐานะเป็นแม่ จะสอนลูกมากกว่าว่าเราจะหลบเลี่ยงสิ่งพวกนี้ยังไง ถ้ามีเหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้น ลูกจะทำยังไง”

อย่างเหตุการณ์ล่าสุดได้คุยกับลูกไหม? “จะถามลูกว่าถ้าเกิดลูกเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำยังไง ลูกบอกว่าก็วิ่ง ก็วิ่ง แล้วก็ถามว่าแล้วจะวิ่งไปไหนล่ะ เราก็จะเป็นคนอธิบายให้ลูกฟังมากกว่าว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ลูกจะทำยังไง คือมันเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะต้องจัดการเองได้ ตอนนี้ในสถานการณ์แบบนี้

ในครอบครัวพี่กิ๊กก็จะสอนเป็นเคสบายเคส มีอะไรเกิดขึ้นปุ๊บจะเอาเคสพวกนี้มาอธิบายให้ลูกฟัง แล้วลูกต้องรู้จักดูแลตัวเอง บอกลูกว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามอย่ามีศัตรู สำคัญเลยเรื่องนี้ และพยายามมองรอบด้าน ไม่ใช่ว่าการเดินไปเดินมาก็ดูแต่โทรศัพท์ กดๆ อะไรจะเกิดขึ้นไม่รู้เรื่องเลย พี่กิ๊กว่ามันเป็นสิ่งที่เด็กสมัยนี้ละเลย อยากให้หันมาดูแลตัวเอง แล้วเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย”

ความน่ากลัวของโซเชียลที่เราควบคุมเด็กไม่ได้ ปลูกฝังลูกให้เข้าใจยังไงในการเล่น? “ลิมิตในการเล่นพี่กิ๊กห้ามเขาไม่ได้ เพราะลูกโตหมดแล้ว สิ่งที่จะสอนได้ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราก็จะเอาเหตุการณ์ร้ายๆ นั้นมาสอนลูก หรือแม้กระทั่งเราไปอ่านเจออะไรมาปุ๊บ นึกได้เราก็จะโพสต์ไปในกลุ่มไลน์ของลูกว่าเป็นแบบนี้ ลูกต้องระวัง ในสนามบินใครมาฝากของไว้ไม่ได้นะ เวลาเรานั่งกินข้าวกัน เราก็จะพูดคุยกันเรื่องแบบนี้เยอะและบ่อยขึ้น

แล้วแปลกมากว่าลูกพี่กิ๊กเขาไม่มีความกังวลเลย ใช้ชีวิตปกติมากๆ แต่เราเองเราจะห่วงและรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มันไม่ได้เหมือนสมัยก่อนแล้ว เขามาสอนแม่ด้วยนะว่า ‘อย่าคิดเนกาทีฟได้ไหม’ เราก็จะบอกว่าโลกมันไม่ได้สวยงาม อย่ามองโลกสวย ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ตลอด กะทันหันก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเรารู้ว่าเราจะทำยังไงต่อไป มันเป็นสิ่งที่ดีกว่า มีขั้นตอนในชีวิตมันดีกว่าแน่นอน”

มองว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้ตัว แต่เด็กกลับไม่นึกถึงไหม? “สุดท้ายแล้วเราก็ต้องดูแลตัวเอง พ่อแม่ต้องอบรมดูแลลูกให้ดี และพยายามจะใกล้ชิดกับลูกให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะให้เราเข้าไปได้ ไม่ใช่ว่าเราจะเข้าทั้งตัวเลย เด็กรุ่นพี่ลูกกิ๊กก็คงไม่เอาแล้ว เราก็ต้องหาวิธีสร้างมุมมองต่างๆ สิ่งที่เราเจอก็สอนเขา เอาประสบการณ์จริงของเราไปสอนลูก

สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่จะบอกว่าคนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยวจะไม่สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้ ไม่เกี่ยว มันเกี่ยวกับว่าเราใช้เวลากับลูกมากกว่า อันนี้สำคัญที่สุด คือคุณภาพในการอยู่กับลูก 30 นาที เชื่อว่าลูกจะได้อะไรจากคุณเยอะมาก จากที่ไม่คุยกันเลย 30 นาที วางโทรศัพท์แล้วคุยกัน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน