บิวกิ้น ไม่ทน! ออกจดหมาย รวบรวมหลักฐานเตรียมดำเนินคดี ซาแซงรังควานล้ำเส้น ปลุกปั่น โจมตี สร้างข่าวชี้นำให้คนเข้าใจว่าไปกับผู้หญิง เคลียร์ชัดสาวในคลิปแค่เพื่อนสนิท
หลังเกิดประเด็นดราม่าในสังคมออนไลน์ จากกรณีถูกซาแซงแอบถ่ายคลิปขณะนั่งกับหญิงสาว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมข้อกังขาจากแฟนคลับถึงการเทคแอ๊กชั่นของต้นสังกัด
ล่าสุด ‘บิวกิ้น พุฒิพงศ์’ ที่มาร่วมงาน ‘Coke’ Zero Zero Limit Night ได้เปิดใจถึงเรื่องดังกล่าว เจ้าตัวยันไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมแจงละเอียดถึงสาเหตุออกจดหมาย พร้อมเล่าถึงความยากในการดำเนินคดี พร้อมทั้งขอความร่วมมือแฟนๆ ช่วยส่งหลักฐานเพิ่มเติมหากมี
โดย บิวกิ้น เผยว่า “มันมีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาโดยตลอดในหลายๆ ปีที่ผ่านมา แต่ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ได้มาล้ำเส้น เหมือนเราจะต้องจัดการกับมันอย่างจริงจังแล้ว อย่างกรณีล่าสุดที่เกิดผมรู้สึกว่ามันเริ่มมาถี่ มันมาใกล้เราขึ้นเรื่อยๆ เราได้ข้อมูลจากรอบๆ ตัวเรา ก็ค่อยๆ เก็บหลักฐานมาเรื่อยๆ เราก็พยายามหาช่องทางจัดการกับมันอยู่จนกระทั่งมีการปลุกปั่น ตั้งใจโจมตี สร้างข่าวชี้นำให้คนเข้าใจไปว่าผมไปกับผู้หญิง แบบนี้มันอาจจะเริ่มล้ำเส้น เราคงต้องออกมาจัดการหรือทำอะไรสักอย่าง”
“ที่ผ่านมาเราพยายามจัดการกับมันตลอด ถ้าจะแชร์กันตรงๆ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากมาก การที่เขามาตามเรา มันอยู่ในที่สาธารณะ การพิสูจน์ว่าเขาตามมันก็ยาก พอมันเกิดความเสียหายแล้วการจะพิสูจน์ว่าเขาทำมันก็เป็นเรื่องยาก ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของการที่เราต้องค่อยๆ เก็บหลักฐาน รวบรวมดำเนินการเพื่อดำเนินคดีกับคนเหล่านั้น จริงๆ แล้วหาตัวก็ไม่ง่าย ไม่ว่าคนที่เป็นซาแซงหรือคนที่เจตนาไม่ดี ปล่อยคลิป ปล่อยรูปออกมา ผมเคยพยายามลองทำแล้ว คืออยู่ต่างประเทศบ้าง หาตัวไม่เจอบ้าง มันไม่ง่ายเลยกับการที่จะจัดการกับซาแซง หรือผู้ไม่ประสงค์ดีเหล่านี้ ส่วนนึงคือเราได้รับผลกระทบจนเราต้องออกมาพูดอะไรสักอย่าง ช็อตนี้มันทำให้เรื่องมันไปไกล”
“มันมีคลิปอยู่ 2 อัน อันแรกคือคลิปที่อยู่ในบาร์ ผมไปกับเพื่อน 7-8 คน คนๆนั้นเขาก็เป็นเพื่อนผมที่รู้จักกันมาเป็น 10 กว่าปี รวมถึงรูปที่อยู่ริมถนนอันนั้นก็เป็นอีกคนนึงที่เป็นเพื่อนที่ผมรู้จักกันมาตั้งแต่เข้ามหาลัย ผมว่ามันเริ่มเห็นแพตเทิร์น เห็นเจตนาเหล่านี้ตั้งใจมาเพื่อจะเก็บโมเมนต์บางอย่างที่เอาไปชี้นำให้คนเข้าใจเราไปในทางที่ผิด ตรงนี้เป็นจุดที่เราต้องออกมาพูด ออกมาเทคแอ๊กชั่นกับเรื่องนี้ เพราะผลกระทบมันออกไปในหลายทิศทาง”
“บางคนที่เขาไม่ทราบข้อเท็จจริง เขาโดนชี้นำ โดนปลุกปั่น ทักมา ดีเอ็มมาอยู่เรื่อยๆ แต่มันเริ่มลามไปถึงเพื่อนผม ครอบครัวผม โดยเฉพาะแม่ล่าสุดคอนเทนต์วันแม่ แม่ผมก็โดนคนดีเอ็มมา มันเริ่มจะล้ำเส้นมากเกินไป ตัวเนื้อหาที่เขาเพิ่มมามันก็ค่อนข้างรุนแรง ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพื่อนเราบางคนก็เป็นผู้หญิงที่เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไร เขาก็ใช้ชีวิตของเขาปกติ แต่ถูกเอาไปคิดว่าเป็นคนนั้นหรือเปล่า เป็นคนนี้หรือเปล่า มาตั้งคำถามแล้วก็ไปด่าเขาเสียๆ หายๆ ไปแช่งเขา ไล่เขาไปลงนรก ผมรู้สึกว่ามันล้ำเส้นไปไกลมาก ถ้าผมจะอยู่เฉยๆ มันก็เหมือนปล่อยให้คนที่อยู่รอบตัวเรา คนที่เรารักต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ ผมเลยต้องออกมาพูด”
มีใครโดนบ้าง? “หลักๆจะเป็นคนรอบตัวผม พ่อแม่ผมโดนแน่ๆ ทีมงาน ผู้จัดการโดนแน่ๆ เพื่อนผมที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงบางคนเขาอาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนนั้นก็จะโดนโจมตีบ้าง ซึ่งมันไม่ได้เป็นความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ เขาไม่สมควรที่จะต้องมาได้รับผลของการกระทำเหล่านี้”
“ผมว่ามันพิสูจน์ได้ยาก เราพอจะมีข้อมูลว่ารถคันไหนตามเรามา ซึ่งเขาก็มีวิธีลู่ทางของเขา บางทีเขาก็เปลี่ยนรถมา บางทีเขาไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ส่วนบุคคลของเรา เขามาดักรอเราในที่สาธารณะแล้วก็ตามเราไป เขารู้ว่ามันทำให้เกิดการพิสูจน์เจตนาที่ไม่ดีได้ยาก”
การจะจับได้ยากมากใช่ไหม? “ผมคิดว่ายากมาก จากการประกอบไทม์ไลน์แล้วมันมีปัจจัยหลายอย่างที่มันบ่งชี้ว่ามันมีคนตามไป จริงๆ แล้วที่ถ่ายมาผมเพิ่งจะเข้าไปเลย พอมันมาปะติดปะต่อกัน มันมีคนตามจากทั้งสองสถานการณ์ คนรถผมเองก็เริ่มบอกมาสักพักแล้วว่าเริ่มมีคนตามในช่วง 2-3 เดือนนี้มากขึ้น จับยากครับ เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร รู้แค่ว่ารถคันไหน ผมก็ขอความร่วมมือ ขอความเห็นใจ ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากจะดำเนินคดี หรือรักษาสิทธิ์ของเรานะ มีแฟนๆ หลายคนออกมาบอกว่าทำไมถึงไม่ทำอะไร ทำไมเราไม่ดำเนินการหรือรักษาสิทธิ์ของเรา ก็จะบอกว่าในกรณีนี้มันเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เราพยายามมากๆ เรามีทีมกฎหมายค่อยเก็บหลักฐาน เราพยายามจะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นให้ได้ เอาผิดให้ได้แต่มันต้องมีหลักฐานมากพอ ต้องเชื่อมโยงกันมากพอ ต้องพิสูจน์เจตนาให้ได้”
มาตรการที่เราจะป้องกันตัวเอง? “พยายามจะเอากล้องหน้ารถ กล้องหลังรถ กล้องวงจรปิด รวมถึงโพสต์ต่างๆ ในโซเชียล พยายามรวมแล้วเอามาประกอบเรื่องให้เกิดเป็นเคสที่จับได้ว่าเขาเข้าข่ายกระทำผิด แฟนๆ คนไหนมีหลักฐานก็ส่งมาให้ผมได้เลยนะครับ ผมจะได้เอามารวมๆกัน”
ตอนนี้คือใช้ชีวิตลำบากใช่ไหม? “พูดตรงๆ มันก็เซ็ง จริงๆแล้วผมไม่ค่อยออกจากบ้านอยู่แล้ว ผมจะพูดตลอดว่าผมชอบชวนเพื่อนมาที่บ้าน ผมไปบ้านเพื่อน นานๆ ผมจะออกไปทีแล้วผมก็มาโดนแอบถ่ายแล้วเอามาทำแบบนี้ ก็ต้องคอยระวังตัว กลายเป็นคนติดมองซ้ายมองขวา ดูรอบรถว่าจะมีใครมาแอบทำอะไรไม่ดีกับเราไหม อยู่ที่บ้าน ผมคิดว่าเขาก็คงรู้ว่าบ้านผมอยู่ไหน ทำให้ทุกครั้งที่เราออกจากบ้านก็พะวง”
อยากบอกอะไรกับคนที่เข้าใจผิด? “สำหรับรูปและคลิป คนแรกเป็นเพื่อนของผมที่รู้จักกันมา 10 กว่าปี เป็นเพื่อนที่เรียนพิเศษด้วยกัน ส่วนคนที่สองเป็นเพื่อนมหาลัย คนที่เป็นแฟนคลับเขารู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นใคร ก็น่าจะรู้ว่าเราเป็นเพื่อนกันมานาน มันไม่ได้มีอะไรเราก็เลยไปใช้ชีวิตกันตามปกติ โดยที่ไม่ได้คิดอะไร”


