บีม วรานิษฐ์ หวนคืนจอในรอบหลายปี รับบทสุดไกลตัว – เปิดชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยว เดินหน้าปรับตัวทำงานในยุคโซเชียล ลูกชายโดนบูลลี่เรื่องพ่อ ชื่นชมมายด์เซ็ตลูก

หลังห่างหายจากงานแสดงไปนานหลายปี สำหรับ ‘บีม วรานิษฐ์ จิราโรจน์เจริญ’ ลูกสาวของอดีตตลกชื่อดังผู้ล่วงลับ ‘ดี๋ ดอกมะดัน’ ล่าสุดหวนคืนจออีกครั้งใน ซีรีส์ “คลินิก Fix ใจ (Fix you, Fix me)” ทางช่อง 7HD รับบท “ซ้อ” สุดแซ่บที่เจ้าตัวบอกว่าไกลตัวสุดๆ
พร้อมเปิดใจกับข่าวสดบันเทิงถึงชีวิตคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกชายกำลังขึ้นม.1 เคยเจอประเด็นบูลลี่เรื่องพ่อ แต่สามารถรับมือได้อย่างน่าชื่นชม เผยทุกวันนี้ภาระหนี้สินของพ่อเคลียร์หมดแล้ว เหลือเพียงหน้าที่ดูแลลูก และเดินหน้าปรับตัวทำงานในยุคโซเชียล
หายหน้าหายตาไปนาน ล่าสุดกลับมามีผลงานการแสดงอีกครั้ง? “ใช่ค่ะ ซีรีส์คลินิก Fix ใจ (Fix you, Fix me) ทางช่อง 7HD จริงๆ ห่างหายจากการแสดงไปนาน เล่นละครล่าสุดน่าจะเป็นช่องวัน เรื่อง “พรหมไม่ได้ลิขิต” ที่บี้(สุกฤษฏ์) เล่นกับเอสเธอร์(สุปรีย์ลีลา) จำได้ว่าตอนที่ถ่ายลูกยังอยู่อนุบาล 1 เลย ตอนนี้ลูกอยู่ ป.6 แล้วค่ะ ไม่อยากนับเลย นานมาก แล้วก็ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งกับเรื่องนี้ คลินิก Fix ใจ (Fix you, Fix me) แต่ก็เหมือนมารับเชิญมากกว่า ด้วยความที่ซีรีส์มันสั้น เล่นแค่ตอนเดียวเองค่ะ”
“คือกลับมาเพราะว่าพี่อ๊อด(บัณฑิต)ผู้กำกับให้โอกาสได้มารับบท แต่บทก็ไกลตัวมากเลยค่ะ แอบงงว่าทำไมถึงเลือกเรา ที่บอกว่าบทไกลตัว คือเล่นเป็นแบบซ้อ เป็นอินฟลูฯ อะไรอย่างเงี้ยค่ะ จะเข้าคู่กับน้องป๊อป(ฐากูร) ไม่อยากสปอยล์เลย เอาเป็นว่าบทค่อนข้างเป็นซ้อมาก สีสันมากล
ได้ถามพี่อ๊อดไหมว่าเห็นความทรงซ้ออะไรในตัวเรา? “คือเหมือนพี่อ๊อดเชื่อว่าเราทำได้ แล้วก็เหมือนกลับมาทีก็อยากให้สนุกกับการมาเล่นกับการแสดงค่ะ มาถึงฉากก็คือต้องแบบเยอะๆ มีความบ้าผู้ชายเล็กๆ ต้องขอบคุณทางพี่อ๊อดมากๆ ที่ให้บีมได้แทะโลมน้องป๊อป เพราะไม่ได้แตะตัวผู้ชายที่อายุมากกว่า 11 มานานแล้วค่ะ(หัวเราะ)”

พอมาเล่นตอนแรกแอบมีเกร็งๆ เขินๆ ไหม? “ตอนแรกก็แบบตื่นเต้นจังเลย ไม่ได้แสดงมานานแล้ว แต่พอเข้ามาในสิ่งแวดล้อม ในบรรยากาศเดิมๆ มันก็ยังได้อยู่นะ แต่น้องๆ เจนนี้ หรือทีมงานบางคนไม่ทันเราก็แบบ…พี่คนนี้เขาเป็นใคร เพราะก่อนแอ๊กชั่นเราดูเงียบมาก ดูไม่ใช่ซ้อ แต่พอเล่นเสร็จปุ๊บ พี่อ๊อดก็บอกเนี่ยไม่รู้จักเหรอ นี่เขานางเอก 7 ประจัญบาน เขายุค 90 นะ เขาเล่นได้ เรียกว่าค่อนข้างสนุก ได้กลับมาในบรรยากาศที่คุ้นเคย และดีใจที่ได้กลับมาแสดง”
ทิ้งช่วงงานแสดงไปนาน จริงๆ คือมันมีงานเข้ามาแล้วไม่รับ หรือไม่มีใครติดต่อมา? “คนอาจจะลืมแล้วก็ได้ค่ะ ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีคนติดต่อมา นานๆ ทีก็มีหลุดมาบ้าง แต่บีมก็ไม่ใช่คนที่มีละครตลอดเวลาอยู่แล้ว บีมจะเน้นเป็นพิธีกรมากกว่า พอยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เราไม่ได้อยู่ในเจนฯ ที่อยู่ในโซเชียล คนก็น่าจะลืมไปบ้าง แต่ประกาศไว้เลยว่ายังรับงานละครอยู่ ตอนนี้ลูกจะเข้ามัธยมแล้ว ค่าใช้จ่ายเยอะ บอกเลยว่าสมัยนี้หาเงินยากกว่าตอนใช้หนี้ให้พ่ออีกค่ะ ตอนนั้นยังรู้สึกว่าเรายังมีแรงหาเงินได้เยอะกว่านี้ แต่ก่อนมันง่ายกว่า เดี๋ยวนี้กว่าจะได้แต่ละบาทมันยากกว่าแต่ก่อนเยอะ”
ทุกวันนี้อาชีพหลักๆ ของบีมคืออะไร? “ยังอยู่ในแวดวงนะคะ ทำเบื้องหลัง ทำโปรดักชัน ทำ Content TikTok ให้ลูกค้า มีบริษัทและทีมงานของตัวเอง ทำมาหลายปีแล้วตั้งแต่ TikTok เริ่มบูม เราก็เปิดบริษัทกับเพื่อน คือเราต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยค่ะ”

ถามถึงในพาร์ตของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว? “เวลาผ่านไปไวมาก อยู่ชั้นป.6 กำลังจะขึ้นม.1 เริ่มเป็นพรีทีน ถามว่ารับมือเป็นยังไงบ้าง การเลี้ยงลูกคือเราต้องเติบโตไปกับเขา เราก็เพิ่งได้สวมบทบาทการเป็นแม่เพราะมีเขานี่แหละ เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องทำยังไง เรียกว่าปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปเรื่อยๆ มีวันที่รู้สึกว่ามันยากจัง จะตอบคำถามลูกยังไงดี แต่โชคดีที่ลูกชายเป็นเด็กดี ไม่ได้ทำให้การเลี้ยงยากเลย”
ในวัยนี้ห่วงอะไรตัวลูกชายที่สุด? “น่าจะเป็นอุปนิสัยค่ะ เขาเป็นเด็กเซ้นซิทีฟมาก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องดุหรือขึ้นเสียงเลยค่ะ พอเราแค่บอกว่า “ลูก แม่ว่าอย่างนี้ไม่ถูกนะ” น้ำตาก็มาแล้ว เขาเป็นเด็กที่อยากเป็นเด็กดีให้แม่ เขาเห็นใจเรามากเพราะเขารู้ว่าเราเหนื่อย ทำงานด้วย ทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ ตั้งแต่วันแรกที่มีลูกบีมใช้เวลาอยู่กับเขาตลอด ไปรับไปส่งเองตั้งแต่วันแรก ถ้าไม่ติดอะไรจริงๆ ไม่เคยมีวันไหนที่ไม่ไปรับเลย เราอยากใช้เวลากับเขาให้มากที่สุด เด็กโตเร็วมาก ถ้าเราเลือกทำอย่างอื่น เราอาจจะพลาดหลายอย่างในชีวิตเขา บางทีเราอยากทำงานเพิ่มเพื่อให้ได้เงินเยอะกว่านี้ แต่เราเลือกที่จะเสียสละบางอย่างเพื่อที่จะได้เติบโตไปกับเขาค่ะ”
อย่างความเซ้นซิทีฟของเขา เวลาที่ต้องอยู่กับสังคมภายนอกอาจจะเจออะไรที่กระทบจิตใจ ต้องสอนเขายังไง?
“สอนเขาให้ปล่อยวางค่ะ เขาเป็นคนเก็บทุกอย่าง อะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจเขาก็จะเสียใจ อย่างเรื่องทำข้อสอบพลาดไปแค่ 0.5 คะแนน เขาก็เสียดายมาก เราก็จะบอกเขาว่ามันผ่านไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขไม่ได้แต่เรียนรู้ได้ แค่ให้เขารู้สึกว่าพรุ่งนี้เป็นบทเรียนใหม่ อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่ต้องคิดถึงอดีตหรืออนาคตมากเกินไป การเลี้ยงเด็กไม่มีกฎตายตัว เราต้องผสมผสานทั้งจากคำแนะนำหมอและอุปนิสัยของลูกเราเอง”
เห็นแววลูกหรือยังว่าเขาจะมีเลือดนักแสดงเหมือนคุณแม่หรือคุณตาไหม?
“ยังไม่ชัดเจนค่ะ ถ้าเทียบกับบีมตอนเด็ก บีมจะชอบแสดงมากกว่า แต่เขาจะทำเพราะเป็นเด็กดี ครูสั่งให้ทำเขาก็ทำ เขามีความเนิร์ด มีความรับผิดชอบสูง ถ้าต้องขึ้นเวทีเขาก็จัดเต็ม เต้นเกินร้อย แต่ถ้าถามว่าใจอยากไหม เขาไม่ได้อยากขนาดนั้น เลยยังไม่รู้ว่าอนาคตเขาจะไปทางไหนค่ะ”

แล้วเขารู้ไหมว่าคุณแม่เคยเป็นนักแสดงมาก่อน?
“บอกค่ะ เล่าให้ฟัง เปิดคลิปให้ดู เล่าเรื่องคุณตาให้ฟังด้วย เขาก็โอเคๆ เพราะเพื่อนเขาก็ถามถึงคุณตาด้วย บีมก็แปลกใจว่าเด็กสมัยนี้รู้จักด้วยเหรอ ลูกก็บอกว่าพ่อแม่เพื่อนเล่าให้ฟัง”
มองตัวเองในฐานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาจนถึงวันนี้ยังไงบ้าง?
“ต้องชมตัวเองว่าเราทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถเราจะทำได้แล้วค่ะ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมากค่ะ แต่ทุกครอบครัวก็มีความเหนื่อยและอุปสรรคต่างกัน บีมคุยกับลูกตลอดว่าแต่ละบ้านมีโครงสร้างไม่เหมือนกัน บางบ้านมีพ่อ 2 คน บางบ้านมีแม่ 2 คน หรือบางบ้านไม่มีพ่อแม่อยู่กับปู่ย่าตายาย สิ่งสำคัญคือความรักความอบอุ่นที่เขาไม่รู้สึกว่าขาด
ซึ่งบีมรู้สึกว่าบีมยังทำตรงนี้ได้ดีอยู่ค่ะ อย่างเรื่องของคุณพ่อเขา จำได้ว่ามีวันหนึ่งเขาไปเที่ยววันหยุดกับเพื่อน บีมก็ไปด้วย เพื่อนเขาก็ไปกับพ่อแม่ แล้วอยู่ดีๆ เขาก็พูดอะไรไม่รู้กับเพื่อนประมาณว่า “พ่อเราตายไปแล้วนะ” บีมก็ตกใจรีบเรียกมาคุยว่า “ลูก พ่อไม่ได้ตายนะ” คือเขาเข้าใจว่าการที่พ่อไม่อยู่คือเหมือนคุณตาที่ไปสวรรค์แล้ว บีมเลยอธิบายว่า คุณพ่อไม่ได้อยู่กับเรา ลูกโตมากับแม่ พ่อกับแม่แค่คุยกันไม่เข้าใจ อยู่ด้วยกันไม่ได้เฉยๆ ไม่เกี่ยวกับลูกนะ เลยถามเขาว่าอยากเจอพ่อไหม เขาก็บอกไม่เป็นไร ไม่ได้อยากเจอ บีมไม่เคยสร้างภาพจำของพ่อในทางที่ไม่ดีให้เขา บอกเขาว่าถ้าวันไหนอยากเจอให้บอกแม่นะ”
“แต่เคยมีเหตุการณ์ที่เขาโดนบูลลี่ที่โรงเรียนเหมือนกัน เคยโดนเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “เนี่ย เขาทำการ์ดให้พ่อนะ” แล้วก็เน้นคำว่าพ่อ ลูกเราก็บอกให้หยุดไม่ชอบ แต่เพื่อนก็ยังพูดอยู่ เขาก็เลยฟ้องครูเลย แต่ด้วยความที่เราสร้างภูมิคุ้มกันมาดี เขาเลยไม่ได้รู้สึกว่าการโดนเพื่อนเราแบบนี้เป็นปม เขามาคุยกับบีมว่า เขาไม่ชอบที่เพื่อนจะเอาเรื่องนี้มาบูลลี่
บีมเลยถามเขาว่า “หนูคิดว่าทำไมเพื่อนถึงทำแบบนั้น” ลูกก็บอกว่าเพื่อนคงอยากทำร้ายลูก แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี่ไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวเขาเลย แต่มันส่งผลกับเพื่อนมากกว่าที่ทำไมเขาถึงอยากทำร้ายคนอื่น เราต้องสงสารเพื่อนนะที่มีความคิดแบบนั้น เขาก็โอเค
สุดท้ายก็มีการขอโทษกัน ไม่ได้โกรธกัน บีมสบายใจที่เขามีมายด์เซ็ตแบบนี้ เพราะเราห้ามไม่ได้ว่าลูกเราจะไปเจอใครอีกในอนาคต ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเขาจะมีมายด์เซ็ตว่าคนที่บูลลี่คนอื่นคือคนที่น่าสงสาร เพราะถ้าเป็นคนที่มีความสุขเขาจะไม่อยากทำร้ายคนอื่น”
ตอนนี้เรื่องภาระหนี้สินต่างๆ ของคุณพ่อเคลียร์หมดแล้วใช่ไหม?
“เคลียร์หมดแล้วค่ะ ตอนนี้เป็นเรื่องของการดูแลลูก โชคดีที่มีน้องสาวช่วยกัน เพราะถ้าคนเดียวก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันค่ะ”