อยู่วงการบันเทิงมานาน 6 ปีแล้ว สำหรับ ‘นุนิว’ ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ นักร้องนักแสดงหนุ่มสุดคิวต์แห่งค่ายดูมันดิ เรียกว่าผ่านอะไรมาเยอะ มีทั้งช่วงที่ท้อ เหนื่อย ร้องไห้ ไม่อยากทำงานแต่เจ้าตัวก็สามารถก้าวข้ามจุดนั้นมาได้ โดยวันนี้นุนิวมาเปิดใจให้สัมภาษณ์ พร้อมรีแคปชีวิตตัวเองให้ฟัง

★ อยู่วงการมากี่ปีแล้ว?
นุนิว – “จะ 6 ปีแล้วครับ ถ้าถึงปลายปีนี้ก็ครบ 6 ปี ถ้าให้ผมรีแคป รู้สึกว่าดูยาวนานจัง ถ้ามองปุ๊บ 6 ปีเนี่ยตั้งแต่ม.ต้นยันจบม.ปลายเลยนะ หรือถ้ามองเป็นช่วงมหา’ลัยก็คือยาวกว่าการเรียนมหา’ลัยตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่ รับปริญญาแล้วก็ยังอีกสองปี นานจัง แต่ก็ผ่านอะไรมาเยอะ พอนึกย้อนไปก็เหมือนเราเพิ่งทำสิ่งต่างๆ มาเอง คิดถึงนะ อยากย้อนกลับไปอยู่นะ อยากย้อนไปใช้ช่วงเวลาแบบช่วงแรกๆ ที่เรายังใหม่ๆ อยู่
อยากไปใช้เวลาช่วงนั้นใหม่อีกรอบเฉยๆ แต่ไม่อยากเปลี่ยนอะไร เพราะทุกวันนี้มันดีมากแล้ว แค่คิดถึงตอนนั้นเฉยๆ ผมแค่รู้สึกว่ายังไม่อยากโตขนาดนั้น อยากกลับไปใช้ช่วงเวลาที่เรายังเป็นเด็กบ้าง”

★ สิ่งที่คิดถึงเมื่อ 6 ปีที่แล้วคือเรื่องอะไร?
นุนิว – “คิดถึงตอนที่เรายังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากขนาดนั้น แล้วออกกอง นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ ใหม่ๆ อยู่ เป็นความที่เราตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง มีทั้งเกร็ง กดดัน พอทำได้ปุ๊บก็ภูมิใจในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประกอบกับได้ทำงานอันนู้นอันนี้ได้ลองงานใหม่ๆ กับความรู้สึกใหม่ๆ แต่พอมาเป็นตอนนี้ผมทำมาเยอะแล้ว รู้แล้วแหละว่าอันไหนเป็นยังไง ความรู้สึกใหม่ๆ กับสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำมันเริ่มลดน้อยลง เพราะเราผ่านมาเกือบทุกอย่างแล้ว”

★ มองกลับไปอะไรยากที่สุด?
นุนิว – “น่าจะเป็นพวกซีรีส์กับคอนเสิร์ต ยังจำได้เลยตอนขึ้นแฟนมีตคอนเสิร์ตนุนิวเมจิกเดย์ น่าจะ 4 ปีแล้ว ย้อนกลับไปดูแล้วอันนั้นเป็นสิ่งที่อยากกลับไปแก้ไข เพราะตอนนั้นดูเกร็งมาก ดูไม่เหมือนตอนนี้ ตอนนั้นเป็นแฟนคอนเสิร์ตครั้งแรกในชีวิต ทำคนเดียวด้วย ดูเกร็งดูประหม่าไปหมด ถ้าได้ร่างเราตอนนี้ไปตอนนั้นก็น่าจะดีนะครับ น่าจะออกมาเลิศกว่าตอนนั้น
แต่ก็ให้มันเป็นแบบนั้นไปนั่นแหละครับ ดูน่ารักๆ ดูเกร็งๆ ประหม่าๆ ก็เป็นเสน่ห์ของมัน สั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้
★ แล้วคอนเสิร์ตเดี่ยว Born to be NuNew Concert ที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. นี้ล่ะ ตื่นเต้นไหม?
นุนิว – “ยังตื่นเต้นเหมือนเดิม เพราะมันไม่ง่าย ยังยากเหมือนเดิม และยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำทุกครั้งที่เราทำ เพราะเราต้องหาอะไรใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยทำมาให้ทุกคนได้ดูครับ”

★ 6 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปเยอะไหม?
นุนิว – “เยอะ ทั้งการพูด อะไรต่างๆ ความกล้าแสดงออก เหมือนมายด์เซ็ตเรามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตอนแรกเป็นเด็กขี้เขิน ไม่ค่อยกล้าพูดกล้าเล่น ไม่ค่อยกล้าสู้ ตอนนี้โตขึ้นสู้หมดแล้วครับ ตอนนี้มาเถอะ พร้อมบวก”
★ จุดอะไรที่ทำให้ก้าวข้ามมาได้?
นุนิว – “จุดไหนไม่รู้ แต่มายด์เซ็ตที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนไปเลย เมื่อก่อนจะเกร็ง ไม่กล้าเล่นเยอะ ไม่กล้าดื้อบนเวที แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่เริ่มคิดว่าคนที่มาหาเราเป็นแฟนคลับเรานะ เราทำอะไรเขาก็รักเราแหละ เขาคงไม่เกลียดเรา เพราะฉะนั้นเราอยากทำอะไรทำเลย มายด์เซ็ตแบบนั้นมันทำให้ผมกล้า เหมือนเป็นการบอกตัวเองให้กล้าเล่น กล้าพูด กล้าทำมากขึ้น แต่ยังเป็นคนดีอยู่นะ”

★ ความกล้าของเราคือกล้าทำในสิ่งที่แฟนคลับเราชื่นชอบ แต่ไม่ได้ล้ำ?
นุนิว – “ไม่ล้ำอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่ไม่ได้คิดร้ายกับใคร เพราะฉะนั้นการกระทำที่ออกไปมันก็ไม่ได้จะไปล้ำเส้น หรือไปคิดไม่ดีกับใคร ส่วนใหญ่จะเป็นแกล้งกันมากกว่า หลังๆ มาชอบแกล้งทุกคน ชอบดื้อ ชอบไม่ฟัง ชอบเล่น”
★ คิดว่าตอนนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง?
นุนิว – “ผมว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะสามารถซื้อของชิ้นใหญ่ในชีวิตของมนุษย์ได้แล้ว ทั้งบ้านและรถ เลยรู้สึกว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่จะทำยังไงให้หน้าที่การงานเรายังคงอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ยันอายุ 30-40 ทุกวันนี้ก็ทำงาน ชีวิตเราต้องทำงานหาเงินไปเรื่อยๆ เก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่”

★ แต่กว่าจะประสบความสำเร็จมันไม่ง่าย?
นุนิว – “ไม่ง่ายเลย ก็มีช่วงที่ท้อ ร้องไห้ เหนื่อย ไม่อยากทำงานแล้ว แต่ผมเป็นคนที่ถึงแม้เราจะท้อเหนื่อยร้องไห้ ปากบอกไม่อยากทำแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องทำ เพราะเราไม่อยากเป็นตัวถ่วงใคร ไม่อยากสร้างปัญหาให้ใคร”
★ คนรอบข้างมีผลกับความท้อไหม?
นุนิว – “มีนะครับ ผมไม่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก มันก็ต้องมีคนรอบๆ ที่เดินมาด้วย คอยให้กำลังใจด้วย คนรอบๆ มีผลครับ”

★ แล้วคอมเมนต์ต่างๆ ล่ะ?
นุนิว – “มีครับ คือถ้าคอมเมนต์ดีก็จะดีมาก แต่ถ้าคอมเมนต์ที่ไม่ดีก็จะมีช่วงที่จมไปกับมัน พอเจอบ่อยๆ เข้า เราก็ไม่สนใจแล้ว ตอนเด็กๆ รับมือไม่ได้หรอกครับ คงจะดูโลกสวยเกินไปถ้าบอกว่าไม่สนใจ ช่วงแรกๆ ที่เจอคอมเมนต์ไม่ดีก็รู้สึกไม่ดีนั่นแหละครับ แต่พอเจอ บ่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าถ้าเราไปอยู่กับมันนานๆ แล้วมันไม่ดี ก็ไม่ไปอยู่กับมันดีกว่า ไม่ไปเห็นดีกว่า”
★ อะไรที่ดึงเรากลับมา?
นุนิว – “ส่วนใหญ่ก็เป็นตัวเองนี่แหละ เพราะปกติผมไม่ได้เป็นคนที่ไประบายกับคนอื่นขนาดนั้น พอคนรอบตัวรู้ว่าเราเจออะไร เขาก็จะมาให้กำลังใจ แต่เราไม่ได้ไประบายให้เขาฟัง ตัวเรามากกว่าที่ดึงตัวเราออกมาจากตรงนั้น เราแค่ไม่ไปเห็น ไม่อ่าน หรือช่วงไหนที่มีอะไรไม่ดีเยอะๆ ผมก็ปิดไม่เล่น ไปทำอย่างอื่น แต่มันก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไร”

★ เวลาที่ท้อแต่ต้องออกไปทำงาน บอกกับตัวเองยังไง?
นุนิว – “จริงๆ มันไม่สามารถสลัดความรู้สึกออกไปได้หมดหรอกครับ แต่มันต้องมีความรับผิดชอบ มันอาจจะมีติดมาบ้าง แต่ก็พยายามฮึบให้เราทำงานต่อได้ก่อน แต่พอทำงานเสร็จแล้ว รู้สึกอะไรก็ค่อยเป็นอีกเรื่องนึง แต่เวลาทำงานคือต้องทำงานครับ”
★ แต่แฟนๆ จะบอกเสมอว่าเขาได้รับพลังบวกรอยยิ้มจากนุนิวกลับไปตลอด?
นุนิว – “ก็มีช่วงนั้นเหมือนกันครับ คนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ตัวผมอาจจะไม่รู้สึก แต่คนใกล้ตัวรู้สึก ผมมีบางช่วงที่แผ่รังสีที่ไม่ดีออกมา เพราะเราเครียด ท้อ ร้องไห้กับคนใกล้ตัวก็มี แต่พอออกไปข้างนอกไม่ค่อยเป็น ไม่ค่อยอยากให้เขาเห็นมุมนั้นเท่าไหร่”
★ รู้จักคำว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวไหม?
นุนิว – “เข้าใจครับ แต่ผมไม่ได้มองว่าตัวเองสูง ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมวางตัวยากหรืออะไรขนาดนั้น เพราะทุกคนบอกว่ารักในทุกแบบที่ผมเป็น เพราะฉะนั้นผมก็เป็นแบบนี้แหละ ผมไม่ได้เป็นคนที่คิดไม่ดีกับใคร เพราะฉะนั้นผมไม่อะไรกับคนอื่นอยู่แล้ว ไม่รู้สึกว่าจะต้องวางตัวให้ดีขนาดนั้น ผมก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ได้ เสแสร้งเป็นคนอื่นด้วย ไม่ได้รู้สึกว่าต้องทำแบบนี้เพื่อให้คนอื่นชอบ”
★ เรารับมือยังไงกับความดัง?
นุนิว – “ตอนนั้นโฟกัสแค่งานครับ มีอะไรเข้ามาก็ทำ แต่ถ้าถามว่ารับมือกับชีวิตตอนนั้นที่เปลี่ยนไปยังไง ก็ค่อยๆ ปรับตัวไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ที่ปรับไม่ได้จะเป็นเรื่องเวลา เวลาชีวิตของตัวเองก็เปลี่ยนไปจากที่เรามีทำอะไรต่างๆ ให้ความสุขตัวเองก็หายไป มีแต่งานๆ แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็ไม่ได้อยากจะแก้ไขอะไร”

★ เสียดายไหม เพราะชีวิตช่วงนั้นอาจจะทำให้เราสูญเสียบางอย่างไป?
นุนิว – “ไม่เสียดายครับ มองว่ามันมีข้อดีข้อเสียไม่เหมือนกัน อย่างของผมทำงานเยอะก่อนก็ทำให้เรามีก่อนใคร แต่ถ้าเราย้อนกลับไปแล้วเราเลือกที่จะเล่น ใช้ชีวิต เราคงยังไม่มีทุกวันนี้แบบนี้ มันก็ต้องแลก ซึ่งผมรู้สึกว่าแบบนี้ก็ไม่ได้แย่ ทำให้เราได้มีบ้านมีรถ มีให้ครอบครัวเราอยู่สบายก่อนใคร”
★ หลังจากนี้วางแผนชีวิตตัวเองยังไง?
นุนิว – “ก็ทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ไหว แต่ก็อยากหาอะไรทำเพิ่มมากกว่านี้ เพราะงานในวงการไม่ยั่งยืนหรอกครับ ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะสามารถยืนในวงการไปได้อีกนานแค่ไหน ผมจะหายไปเมื่อไหร่ เพราะเอาแน่เอานอนไม่ได้ เลยอยากหาอะไรที่เป็นอีกเสาหลักหนึ่งของชีวิต อยากทำธุรกิจ อยากทำของกินมาก เพราะชอบกินทุกอย่าง ของหวานก็ชอบ ของคาวก็ชอบ แต่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร”
อย่างงี้ต้องหาคนข้างกายมาช่วยคิดด้วยแล้วล่ะมั้ง!!
กรผกา ธีระจารุวรรณ