นางเอกสาว ‘พาย’ รินรดา แก้วบัวสาย ท้าฝีมือ ประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก “สังเวย” โดยวันนี้เจ้าตัวมาพูดคุยถึงบทบาทการแสดงในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว พร้อมอัพเดตผลงานเรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังเล่าถึงการคว้าโอกาสเดินบนเส้นทางสายบันเทิง และไม่พลาดเรื่องความรักที่คบกับแฟนหนุ่ม ‘เจมส์ มาร์’

★ แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก สังเวย เป็นอย่างไรบ้าง?
พาย – “ตื่นเต้นค่ะ ไม่เคยเล่นหนังมาก่อน รู้สึกท้าทาย เป็น หนังผีด้วย หนังก็ไม่เคยเล่น เกี่ยวกับผีก็ไม่เคยเล่น เรื่องนี้ถือว่าเป็นเฟิร์สตไทม์หลายอย่าง รู้สึกสนุกมาก ท้าทายเรามากในฐานะนักแสดง”

★ อะไรที่ยากที่สุดในเรื่องนี้?
พาย – “หนีผีค่ะ ด้วยเวลาที่จำกัด พื้นที่ที่จำกัด ทำให้การแสดงสำหรับหนูยิ่งสนุกขึ้น เพราะซอกมุมไม่ได้มีให้หนีเยอะ แล้วแต่ละครั้งที่เราเจอผีมันก็เซอร์ไพรส์มากๆ แล้วก็เหนื่อยมากสำหรับการโฮลด์อารมณ์ที่เราต้องกลัว เราต้องใช้เอ็นเนอร์จี้เยอะมากๆ แต่ก็สนุก”
★ ตัวจริงกลัวเรื่องสิ่งลี้ลับพวกนี้ไหม?
พาย – “กลัวมากค่ะ ตอนแรกยังคิดเลยว่าจะรับดีมั้ย เพราะกลัวผีมากจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้ก้าวข้ามความกลัวได้คือหนูยังไม่เคยทำ ยังไม่เคยถ่ายหนัง ยังไม่เคยแสดงภาพยนตร์หรือละครที่เกี่ยวกับผี รู้สึกว่าเป็นความท้าทาย และเป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้ เลยตัดสินใจรับค่ะ”

★ ตอนนี้มีงานอะไรบ้าง?
พาย – “นอกจากหนัง สังเวย ที่กำลังฉาย ตอนนี้ก็มีละครอุบัติรักเกาะสวรรค์ ที่กำลังออนแอร์ และถ่ายทำละครเรื่อง รสกาล เล่นกับ พี่เก้า นพเก้าค่ะ”
★ 10 ปีมีละครกี่เรื่องแล้ว?
พาย – “13 เรื่องเองค่ะ (หัวเราะ) ค่อยๆ พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ ช่วงแรกรับบทสมทบมาเรื่อยๆ จนวันนึงมีผู้ใหญ่ให้โอกาสรับผิดชอบสิ่งที่ใหญ่ขึ้น รู้สึกว่าทำงานจนผู้ใหญ่ไว้ใจ”
★ กว่าจะขึ้นมาเป็นนางเอกมีท้อไหม?
พาย – “ไม่ท้อเลย พายรู้สึกว่าทุกตัวละครมีบทบาทสำคัญในละครหรือในซีรีส์เรื่องนั้นหมด ขาดใครไปก็จะเล่าเรื่องนั้นไม่ได้ มองว่าทุกอย่างคือจังหวะและโอกาสที่ดีทั้งหมด การที่เราเริ่มจากบทสมทบมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราได้รับผิดชอบอะไรที่ใหญ่ขึ้น มันก็ทำให้พายได้ฝึกตัวเอง สะสมไมค์ของตัวเอง จนวันหนึ่งเราสามารถยืนได้มั่นคงขึ้นในเวลาที่มันถูกต้องและเหมาะสม”

★ ใช้เวลากี่ปีถึงได้ก้าวมารับบทนำ?
พาย – “6-7 ปีค่ะ หลายคนคิดว่าเร็ว แต่จริงๆ ใช้เวลานานอยู่ค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ทุกอย่าง เล่นละครเป็นยังไงการปฏิบัติตัวเป็นอย่างไร เราเห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่ในกองหลายๆท่าน เราเห็นจากพี่ทีมงานและนักแสดงทุกคนที่เป็นเหมือนครูให้กับเรา เราได้รับการเรียนรู้ทุกวัน แต่หนูรู้สึกแฮปปี้มากๆ ไม่ได้รู้สึกกดดันตัวเองว่าเราต้องดีกว่านี้ แค่เรามีความสุขกับงานทุกวันและทำทุกสิ่งให้เต็มที่ แต่ละเรื่องหนูเล่นเสร็จหนูก็จะมาดูตอนที่ออนทุกตอนว่าตรงนี้เป็นยังไง ตรงนี้สามารถเล่นได้ดีขึ้นอีก แล้วก็จะเอามาใช้ในเรื่องถัดไป หนูมองระยะเวลาตรงนั้นเป็นช่วงสะสมประสบการณ์และพัฒนาตัวเองไปในอนาคต”
★ เริ่มเข้าวงการมา เราอยากเป็นนักแสดงเลยไหม?
พาย – “เป็นจังหวะมากกว่าค่ะ จริงๆ หนูจบเบื้องหลังมา นักแสดงไม่ได้อยู่ในลิสต์ของสิ่งที่อยากเป็นเลย ด้วยความบังเอิญ มีคนมาเจอพามาแคสต์ที่ช่อง 3 ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าเขาไม่น่าเลือกเรา สำหรับตัวหนูเองรู้สึกเราเป็นเด็กธรรมดา ไม่ได้เก่ง ไม่ได้โดดเด่น แต่ลองมาดูเพราะว่าโอกาสมันมาแล้ว
ปรากฏช่อง 3 ให้เซ็นสัญญาและให้เรียนการแสดง ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ค่ะ เลยลองเซ็นดู เป็นโอกาสที่ไม่ได้มาง่ายๆ เรียนการแสดงเสร็จไม่คิดว่าจะได้เล่นละคร จนพี่นก สินจัย มาที่คลาสเรียน มานั่งดู หลังเรียนจบเขาก็ติดต่ออยากให้มาแคสต์ละครกับเขา เลยได้เล่นละครเรื่องแรกกับพี่นก เรื่อง ตะวันยอแสง”

★ หลังจากนั้นก็มีละครต่อเนื่องมาเรื่อยๆ คิดไหมว่าจะยึดการแสดงเป็นอาชีพ?
พาย – “ไม่คิดเลย พอถ่ายจบเรื่องแรกก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่องสอง ระหว่างถ่ายเรื่องแรกยังไม่ทันจบก็มีเรื่องสองมาให้เล่นแล้ว พอถ่ายเรื่องที่สอง เรื่องที่สองยังถ่ายไม่จบก็มีเรื่องที่สาม ไม่ได้คิดเลยว่าเราจะเอาเป็นอาชีพไหมหรืออย่างไร มันทำงานต่อเนื่องจนพอมารู้ อีกทีเราประกอบอาชีพนี้แล้ว”
★ ก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ความรู้สึกแรกตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?
พาย – “รู้สึกดีใจที่ผู้ใหญ่ไว้ใจให้รับ ผิดชอบในสิ่งที่มากขึ้น เป็นคนเล่าเรื่อง รู้สึกว่ายิ่งต้องตั้งใจกว่าเดิมเพื่อให้เขาไม่ผิดหวัง ในเมื่อเขาให้โอกาสเราแล้ว ยอมรับว่ากดดันตัวเอง ไม่มีใครมากดดันเรา อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”

★ พอก้าวเข้ามาเป็นนางเอก แสงสีเยอะขึ้นไหม?
พาย – “เยอะขึ้นค่ะ แต่ไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรขนาดนั้น ยังรู้สึกว่าเราเป็นคนเดิมเหมือนเดิม เราคือคนที่มีอาชีพเป็นนักแสดงเหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกว่ายิ่งใหญ่ ยังรู้สึกว่าเป็นคนเดิมตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา แต่สิ่งที่รู้สึกมากขึ้นตั้งแต่ทำงานในวงการมา หนูรักอาชีพนี้มากขึ้นทุกวัน และภูมิใจมากที่มีโอกาสได้เรียกตัวเองว่านักแสดง จะดีใจมากเวลาที่มีคนเข้ามาชมว่าชอบผลงาน พูดถึงผลงานให้ฟัง สำหรับหนูมันยิ่งใหญ่กว่ารางวัลทุกอย่างเลยค่ะ”
★ การวางตัวของเรา ต้องมีการปรับหรือระวังอะไรเป็นพิเศษไหม?
พาย – “หนูเป็นคนอยู่นิ่งๆ อยู่แล้ว ชีวิตส่วนตัวก็ไม่ได้หวือหวา ไม่ใช่ว่าเป็นคนเรียบร้อย ก็มีมุมสนุกสนานเวลาอยู่กับเพื่อนๆ แต่ก็ไม่ได้เฟกว่าเรียบร้อย มันเป็นตัวของหนูเอง ไม่ได้รู้สึกว่าต้องฝืนหรือบังคับตัวเอง หนูใช้ชีวิตธรรมดา เป็นคนเรียบๆ เลยไม่รู้สึกว่าต้องระวังอะไร เป็นธรรมชาติของเราดีที่สุด ยึดหลักสำคัญคือให้เกียรติคนอื่น ให้เกียรติตัวเอง แค่นั้นมันก็ไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องกังวลว่าเราต้องทำตัวดีไหม”

★ มีใครเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตในวงการ?
พาย – “พี่ณเดชน์ค่ะ เพราะพี่ณเดชน์เป็นคนมีวินัยสูงมากๆ ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การทำงาน พอมีโอกาสทำงานกับพี่ณเดชน์เรื่อง ใจขังเจ้า ได้คุยกับพี่ณเดชน์ เขาสอนอะไรหนูมากโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเป็นการผ่านการพูดคุย เลยรู้สึกว่าเขาเป็นแบบอย่างในการวางตัวที่ดีมากๆ”
★ วงการบันเทิงเปลี่ยนแปลงไป เรามีการตั้งรับไว้อย่างไรบ้าง?
พาย – “ต้องเข้าใจมัน อยู่กับมันให้ได้ พอเราเข้าใจมันแล้วเราจะรู้ว่าเราต้องทำอย่างไรต่อ ต้องกลับมามีสติให้มากที่สุด มีงานอะไรเข้ามาก็ทำเต็มที่ค่ะ”
★ เคยคิดเล่นๆ ไหมว่าถ้าไม่ได้เป็นนักแสดง วันนี้เราจะทำงานอะไร?
พาย – “คิดไม่ออกเลยค่ะ เพราะทำอาชีพนี้มาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ การแสดงเป็นอาชีพแรก เรียนจบก็ยังถ่ายละครมาตลอด เลยยังไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยากไปทำอาชีพอะไร ตอนนี้ยังมีความสุขกับการได้เป็นหลายตัวละคร และรู้สึกโชคดีมากที่ตัดสินใจมาแคสติ้งวันนั้นค่ะ”
★ เคยเสียน้ำตากับวงการบันเทิงบ้างไหม?
พาย – “เคยค่ะ แต่เป็นการเสียน้ำตาให้กับงาน รู้สึกว่าวันนี้ทำไมเราไม่ได้อย่างที่อยากไปให้ถึง ทำไมวันนี้ผิดพลาดตรงนี้ ส่วนใหญ่จะเสียน้ำตาให้กับเรื่องแบบนี้ เพราะหนูกดดันตัวเอง อยากให้ทุกอย่างมันดีที่สุด บางทีพอเราทำไม่ได้ก็เสียน้ำตา แต่ตอนนี้ดีขึ้นเยอะ พอโตขึ้นประสบการณ์เราก็มากขึ้น การทำงานและชีวิตสอนให้เรารู้จักการปล่อยให้เร็วที่สุด คือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราต้องมูฟไปข้างหน้า”

★ เรื่องความรัก เรากับเจมส์ มาร์ เป็นคู่ที่หลายๆ คนอิจฉา?
พาย – “คิดว่าคู่รักทุกคู่ก็ซัพพอร์ตกัน เขาเป็นเหมือนเพื่อนอีกคนหนึ่ง อยู่ตรงนั้นเพื่อรอเราเสมอ มีอะไรเราสามารถพูดกับเขาได้เสมอ เขาทำให้หนูใจเย็นลงเยอะ มีสติขึ้น คิดทุกอย่างรอบคอบขึ้น ดีใจที่เขาเข้ามาในชีวิต จากที่รู้จักกันวันแรกจนถึงตอนนี้จะ 9 ปีแล้วค่ะ
จริงๆ รู้จักกันครั้งแรกหนูเล่นละครเป็นน้องสาวเขาเรื่อง ชาติเสือพันธุ์มังกร ตอนนั้นคุยกับเขาแล้วสนุก เขาเป็นคนน่ารักมากๆ แต่ตอนนั้นยังเป็นเพื่อนพี่น้องกัน และหนูก็รู้จักพี่อ๋าผู้จัดการของพี่เจมส์ พอได้รู้จักแล้วพูดคุยกับเขา พี่อ๋าก็เลยมาดูแลหนูด้วย หลังจากนั้นก็ได้เจอทุกคนบ่อยมากขึ้น ทั้งพี่อ๋าและเด็กๆ ในบ้านพี่อ๋า กับพี่เจมส์บางทีก็จะมีคลาสแอ๊กติ้ง ได้เจอเขาบ่อยๆ หลังจากละครจบ จนวันนึงได้มีโอกาสเล่นละครคู่กัน เป็นนางเอกคู่กับพี่เจมส์เรื่อง เพราะรัก น่าจะเป็นโมเมนต์ที่เราสองคนไม่รู้ตัว”

★ เวลาเจมส์ให้สัมภาษณ์ พูดถึงเราได้ฟังบ้างไหม?
พาย – “บางครั้งค่ะ เพื่อนส่งมาให้ดู บางทีไถ feed แล้วก็เจอ ก็ได้ฟังบ้าง เขาน่ารัก แต่ฟังไม่จบค่ะ เขิน (หัวเราะ)”
★ เวลาอยู่กับเรา เขาเป็นเหมือนตอนที่ให้สัมภาษณ์ไหม?
พาย – “เป็นค่ะ เขาเป็นคนซอฟต์ เป็นคนนิ่งๆ ดูแลดีมากๆ เรื่องอนาคตมีการพูดถึงค่ะ แต่ไม่ได้ฟิกซ์ขนาดว่าอายุเท่านี้ต้องแต่ง ไม่อยากกดดันกันเอง ไม่อยากคิดตรงนั้น แต่หนูพูดกับเขาเสมอว่า ถ้าจะแต่งงานหนูก็คิดว่าเป็นเขาค่ะ อยู่กับเขาแล้วมีความสุข เป็นเซฟโซนของพาย แฮปปี้ในการที่จะเรียนรู้กันทุกวัน”
อนงค์ จันทร