ปักหมุดความปัง! อ๊อด บัณฑิต จับมือ รฟม. ลุยซีรีส์แนวตั้งเรื่องแรก “สายม่วง สายมู มาดู(ใจ)กัน“ ดึงเคมีใหม่ ‘เจมส์-ฟางโกะ’ ปะทะสองตัวตึง ‘ท๊อฟฟี่-เบนซ์ อาปาเช่’ เสิร์ฟฮา 40 ตอนจุกๆ
สร้างความฮือฮาให้วงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่อผู้กำกับมากฝีมือ อ๊อด บัณฑิต ทองดี ขอท้าทายตัวเองด้วยการก้าวข้ามเซฟโซนมาจับงานซีรีส์แนวตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต ร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในโปรเจ็กต์ซีรีส์ “สายม่วง สายมู มาดู(ใจ)กัน“ ความยาวจุใจถึง 40 ตอน
ล่าสุดวันนี้ (7 ตุลาคม 2569) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “10 YEARS MRT PURPLE LINE เติมเต็มความสุข ทุกจุดเชื่อมต่อ” โดยมี นายกิตติ เอกวัลลภ ผู้ช่วยผู้ว่าการ รฟม. รักษาการรองผู้ว่าการฯ (การเงิน) เป็นประธานในงานพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร รฟม. พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้สนับสนุน เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 9 อาคาร 1 สำนักงานใหญ่ รฟม. ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ

หลังจบงาน อ๊อด บัณฑิต ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดเริ่มต้นที่มาร่วมงานกับทาง รฟม. ว่า “ทางทีมงานของทางรฟม. ติดต่อมาว่าสนใจไหม อยากทำซีรีส์แนวตั้งไหม จริงๆ ผมก็อยากจะทำอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็ทำมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนัง DVD บอยเลิฟ เกิร์ลเลิฟ ทีนี้เหลือแนวตั้งยังไม่เคยทำ ต้องบอกก่อนว่าเป็นครั้งแรกของผมก็จริง แต่การเจออะไรครั้งแรกมันมีข้อดีคือเราจะตั้งใจเพราะกังวลกลัวจะไม่ดี มันมีความตั้งใจสูงกว่างานที่ทำมานานแล้ว พอรู้ว่าได้ทำเรื่องนี้ก็รับทำเลย แล้วก็ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงว่าผ่านที่ไหนบ้าง ทำอะไรได้บ้าง เลยเจอเรื่อง “สายม่วง สายมูฯ” เกี่ยวกับสถานที่มูและการขอพรตลอดสายที่เดินทางเส้นนี้ แล้วก็คิดใหญ่ไปอีกว่าหนังมันต้องสนุก เลยนึกถึงน้องๆ เพื่อนๆ ที่รู้จักกันอยู่แล้วอย่าง ท๊อฟฟี่(ศิวดล), เบนซ์ อาปาเช่, ฟางโกะ(ฉัตรกมล) และ เจมส์ XEBIS เอามาร่วมงานกัน“
ทำการบ้านหนักแค่ไหน เพราะละครแนวตั้งมีจังหวะการถ่าย การบล็อกกิ้ง ต่างจากงานที่เคยทำมาก่อน?
“ต้องทำการบ้านแน่นอนเพราะมันเป็นของใหม่ของเรา อย่าคิดว่าประสบการณ์เราเยอะแล้วเราจะทำอะไรก็ได้ ไม่จริงเลย ผมทำการบ้านด้วยการดูทั้งของจีน ของไทย และของฝรั่ง ของฝรั่งที่เป็น AI หรือคนแสดงจริงก็ดู พยายามศึกษาว่าแต่ละประเทศมีข้อดีข้อเสียหรือมีคาแรกเตอร์แบบไหน แล้วก็ของไทยที่คนดูเยอะๆ คาแรกเตอร์เป็นยังไง นำมาวิเคราะห์และทำการบ้านหนักมากว่าเราจะต้องทำงานนี้แบบไหน”
หยิบประเด็นเรื่องมูฯ มาเล่า เพราะไอเดียนี้ทัชกับคนไทยง่ายเปล่า?
“ใช่ครับ มันเป็นเรื่องที่ทัชกับคนไทยอยู่แล้ว ปกติคนใช้รถไฟฟ้าคือไปทำงาน ไปเรียน หรือไปทำธุระ แต่เราคิดว่ามีอีกมุมหนึ่งที่คนยังนึกไม่ถึง ว่าสายสีม่วงมีคาแรกเตอร์หรือมีความสำคัญบางอย่างที่ไม่เหมือไปทำงานหรือไปเรียน การเดินทางสายสีม่วงได้มาไหว้พระตามจุดต่างๆ ใครชอบไหว้พระ 9 วัด มาสายสีม่วงรวดเดียวคือได้หมดเลย เราก็เลยนำเรื่องนี้มานำเสนอครับ”
ในส่วนของนักแสดงแต่ละคนที่เลือกมา เห็นอะไรในตัวเขา และวางคาแรกเตอร์ยังไง?
“ต้องทำการบ้านครับ อย่างเจมส์เราอาจจะไม่เคยร่วมงานมาก่อน แต่ดูจากโปรไฟล์และมีคนเล่าให้ฟังว่าเป็นคนนิ่งๆ ดูเท่ๆ อบอุ่นใจดี เราก็วางคาแรกเตอร์ให้เป็นแบบนั้น ส่วนฟางโกะนี่ไม่ต้องพูดถึง ตัวตนมากๆ ฟีลแบบ My Sassy Girl เลย คือโก๊ะ ตลก สนุก และมีความน่ารัก ส่วนท๊อฟฟี่กับเบนซ์เคยร่วมงานกันมาอยู่แล้ว รู้เลยว่าบันเทิงแน่นอน คือไม่ต้องห่วง 2 คนนี้เลย ปล่อยหน้าที่ให้เขา แค่เล่าเส้นเรื่องให้ฟัง เพราะบทตลกมันเขียนนำไม่ได้ มันต้องมาจากคาแรกเตอร์ของแต่ละคน เราแค่เขียนโครงนำแล้วให้เขาไปใส่เองหน้างาน“
เรื่องนี้มีทั้งหมด 40 ตอน ยากไหมกับการทำให้เรื่องเชื่อมโยงกันยาวขนาดนั้น?
“ยากอยู่แล้วครับ ถึงต้องทำการบ้านหนักมาก แต่ตอนตัดต่อจะช่วยได้อีกระดับหนึ่ง ถ้าถ่ายมาแล้วย้วยไปหรือกระชับน้อยไป การตัดต่อและเสียงเอฟเฟกต์จะเข้ามาช่วย เราเตรียมการแก้ปัญหาไว้พร้อมครับ”

เริ่มเปิดกล้องถ่ายทำเมื่อไหร่?
“ปลายๆ เดือนพฤศจิกายนครับ ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับแก้บทและเตรียมงาน เท่าที่คุยกับทางรฟม. น่าจะได้ชมกันช่วงปลายเดือนมกราคม 2570 อีกประมาณ 2-3 เดือนครับ”
นอกจากความบันเทิงแล้ว คนดูจะได้อะไรจากเรื่องนี้กลับบ้าง?
“ข้อแรกคือเรื่องการมองชีวิตในวันที่สิ้นหวังหรือเจอกับความเศร้า บางทีมันอาจไม่ได้แย่เสมอไป สิ่งดีๆ อาจเกิดขึ้นได้ถ้าเราตั้งใจทำสิ่งที่ดี ข้อที่สองคือได้ข้อมูลการเดินทางจริงๆ ด้วยรถไฟฟ้าสายสีม่วง ว่าต้องเดินทางยังไง แก้ปัญหายังไง และมีบริการอะไรบ้าง ฝากทุกท่านติดตามซีรีส์แนวตั้งเรื่อง ”สายม่วง สายมู มาดู(ใจ)กัน“ ด้วยนะครับ ต้นปี 70 ได้ชมกันแน่นอนครับ“
ในขณะที่นักแสดงอย่าง ฟางโกะ ฉัตรกมล เผยว่า “ตอนแรกที่ได้รับการติดต่อมาก็ดีใจและตื่นเต้นมาก ยิ่งได้คุยกับพี่อ๊อดเรื่องแนวเรื่องและคาแรกเตอร์ที่ให้เป็นตัวเองได้เลย ยิ่งรู้สึกสนุกแน่นอน คิดว่าคงเหนื่อยกับการต้องกลั้นขำมากด้วย ส่วนคาแรกเตอร์ที่ได้รับจะเป็นผู้หญิงที่ชีวิตจะวุ่นวาย ดวงตก จิตตก อยากไปทำบุญไหว้พระ วุ่นวายเหมือนชีวิตตัวเองเลย ได้เล่นเป็นตัวเองเลยค่ะ”
เจมส์ XEBIS กล่าวว่า ”ตอนแรกก็รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นครั้งแรกของตัวเองด้วยที่ได้เล่นเป็นนักแสดงนำ บทของผมคือเข้ามาเจอพี่ฟางในเรื่อง แล้วคอยช่วยแก้ปัญหา ชี้แนะแนวทางว่าจะทำยังไงให้หายซวยสักทีครับ“
ท๊อฟฟี่ ศิวดล เผยว่า “ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะผมไม่เคยรับบทแบบนี้ ขัดกับบุคลิกมาก ตัวจริงผมเป็นคนเรียบร้อย แต่ในเรื่องอาจจะมีไปจีบนางเอก ไปแหย่เขา ซึ่งในเรื่องเรามีแฟนอยู่แล้ว แต่ชีวิตจริงเราไม่ใช่คนแบบนั้นเลย ต้องทำการบ้านเยอะว่าคนเจ้าชู้เขาทำกันยังไง ผมเลยบอกพี่อ๊อดว่าขออนุญาตเอาเบนซ์มาเล่นคู่ได้ไหม เพราะเรื่องเจ้าชู้ผมต้องเรียนรู้จากเขา(หัวเราะ) เอาจริงๆ คือท้าทายและยากมากครับ ผมลดน้ำหนักไป 6 กิโลฯ แล้ว เพราะรู้ว่าเป็นซีรีส์แนวตั้ง ตัวเราจะอยู่ในจอ ต้องลดเพื่อไม่ให้ไปบังคนอื่นเขา ลดน้ำหนักเพื่อเรื่องนี้เลยครับ“
ปิดท้ายที่ เบนซ์ อาปาเช่ กล่าวว่า ”ส่วนผมตั้งใจทำให้ตัวเท่านี้เลยครับ เพื่อให้อยู่ในจอแนวตั้งพอดี จอจะได้ไม่ล้น จริงๆ ผมทำงานกับพี่อ๊อดมา 12 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอาม่ายังอยู่จนตอนนี้อาม่าไปเกิดแล้ว ยังได้กลับมาทำงานกับพี่อ๊อดอีก เรียกว่ารู้มือกัน สนุกแน่นอน ส่วนคาแรกเตอร์ในเรื่องก็ขัดกับตัวจริงเหมือนกัน เพราะในเรื่องต้องเป็นคนที่ให้ความรู้และดูมีสาระ ซึ่งสภาพผมดูยังไงก็ไม่มีความรู้ แต่ในเรื่องต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วง“
