“ทนายปีศาจ” คว้า 2 รางวัล Feed x Khaosod Awards 2026 ‘ไก่-แซม’ เปิดใจความสำเร็จ ดีใจคนดูเปิดใจ สร้างแรงกระเพื่อมเกินคาด หวังจุดประกายสังคมตั้งคำถามถัดไป
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ สำหรับซีรีส์ “ทนายปีศาจ” ที่สร้างกระแสพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่สตรีมมิ่ง พร้อมกันนี้ยังคว้า 2 รางวัลจากงาน Feed x Khaosod Awards 2026 ได้แก่ รางวัลซีรีส์-ละครแห่งปี และรางวัลผู้กำกับแห่งปี สาขาซีรีส์-ละคร โดยมี ไก่ ณฐพล บุญประกอบ และ แซม จักริน เทพวงค์ เป็นตัวแทนความสำเร็จของผลงานที่กล้าหยิบยกประเด็นทางสังคม กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมมาตีแผ่ผ่านซีรีส์ พร้อมหวังให้ ทนายปีศาจ เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคม
ความรู้สึกหลังจากซีรีส์ ทนายปีศาจ ได้รับ 2 รางวัล?
แซม – “ดีใจครับ รู้สึกว่าสิ่งที่ทีมงานทำลงไปมันเห็นผล เกินคาดมาก ตั้งแต่เริ่มต้นทำโปรเจ็กต์ตอนนั้นแค่คิดว่าซีรีส์ที่เราทำกันน่าจะดึงความสนใจของคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจประเด็นสังคม เรื่องศาล หรือเรื่องกฎหมายได้บ้าง ด้วยความที่เนื้อหามันหนักและดราม่ามาก ไม่เคยคิดเลยว่ากระแสตอบรับจะมาได้ถึงขนาดนี้ ดีใจมากจริงๆ”
ในฐานะคนทำงาน มองไปถึงเรื่องรางวัลกันด้วยไหม?
ไก่ – “(หัวเราะ)โอ้…ทำให้เสร็จนี่ก็สุดยอดแล้วครับ เรียกว่าหนีตายกันมากกว่า รางวัลมันคือโบนัส เราเริ่มจากแค่อยากเล่าสิ่งที่อยากเล่า และส่งสารไปถึงคนดูที่เราคาดหวังว่าเขาจะสนุกหรือเอ็นจอยไปกับมัน การได้รางวัลถือเป็นเกียรติ และเป็นสัญลักษณ์ว่าคนดูกลุ่มหนึ่งชื่นชอบและให้การยอมรับ ดีใจที่มีสถาบันมารับประกันว่าสิ่งที่เราทำมันโอเค ถือเป็นการให้กำลังใจทีมงานครับ”
คิดเห็นอย่างไรกับกระแสตอบรับที่หลากหลาย?
แซม – “เกินคาดมากครับ ตอนแรกเราโฟกัสแค่ว่าอยากเล่าเรื่องที่เล่ายากให้คนย่อยง่าย คนดูดูได้จนจบเราก็ดีใจแล้ว แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าคนเข้าถึงและเปิดรับง่ายกว่าที่คิดไว้”
ไก่ – “ส่วนเรื่องกระแสที่มีการถกเถียงในประเด็นต่างๆ ที่ทีมเขียนบทตั้งไว้ตั้งแต่แรก ผมมองว่าเป็นสิ่งที่เราตั้งใจอยากให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะเรื่องศาล กฎหมาย หรือเส้นศีลธรรม อีกอย่างสังคมจะเติบโตและแข็งแรงขึ้นได้มันต้องเกิดจากการถกเถียงกัน มันไม่มีถูกไม่มีผิด คำถามจะนำไปสู่คำถามใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น และพัฒนาสติปัญญา ตลอดจนวุฒิภาวะของสังคมตามไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังไว้ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะขยายเป็นวงกว้างขนาดนี้”
แซม – “จริงๆ แล้วอยากให้เถียงกันมากกว่านี้อีกครับ อย่างประเด็นที่เถียงกันเยอะคือเรื่องการประมง แรงงานข้ามชาติ และกฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ประเด็นเหล่านี้ถูกพูดถึงพอสมควร แต่มันเหมือนไปในทิศทางเดียว เราอยากฟังมุมมองจากอีกทางค่อนข้างเยอะเหมือนกัน”
มองเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมหลังจากซีรีส์เผยแพร่ออกไปบ้างไหม?
แซม – “สำหรับผมยังไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ครับ แต่มีความหวังว่าน่าจะมีผลบ้าง เรื่องแบบนี้คงไม่สามารถใช้ซีรีส์หรือหนังเรื่องเดียวมาเปลี่ยนแปลงได้ทันที มันต้องใช้อะไรมากกว่านั้น”
ไก่ – “เราไม่ได้ทำซีรีส์เพื่อรณรงค์ผลักดันข้อกฎหมายใดๆ ให้เกิดขึ้น ผลลัพธ์จึงไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจนขนาดที่จะเห็นกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปากถูกแก้ไขในทันที แต่เราคาดหวังให้มันเกิดอิทธิพลทางความคิดที่ตกตะกอนในใจคน
ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานด้านกฎหมาย คนทั่วไป หรือนักเรียนนักศึกษาที่สนใจอยากเรียนนิติศาสตร์มากขึ้น มันคงแทรกซึมอยู่ในความคิดของสังคม คงได้แต่หวังและคิดเข้าข้างตัวเองว่าถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลงในด้านกฎหมายเกิดขึ้นก็หวังว่าซีรีส์จะเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ให้กับคนเหล่านั้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครับ”
การหยิบเรื่องจริงมาถ่ายทอดผ่านซีรีส์ ต้องใช้ทั้งความกล้าและความเสี่ยง กว่าจะผ่านกระบวนการคิดที่มันตกตะกอนจนออกมาเป็นซีรีส์ที่คนได้ดูกัน ยากง่ายแค่ไหน?
แซม – “ผมว่าหนังหรือซีรีส์เป็นภาพสะท้อนของสังคมและวัฒนธรรม แต่พอเป็นเรื่องกฎหมาย เราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง เพราะอยากเล่าเรื่องกฎหมายไทยและคดีที่เกิดขึ้นในไทย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอิงเรื่องจริงจากข่าว การรีเสิร์ช หรือเคสจริง”
ไก่ – “จุดตั้งต้นในแง่ไอเดียคือเราแค่อยากเล่าสิ่งที่เราอยากเล่า แต่ว่าแรงเสียดทาน…ถือว่าโชคดีที่ทางแพลตฟอร์มอย่าง Netflix เลือกโปรเจ็กต์นี้และพร้อมรับความเสี่ยงร่วมกัน การผ่านการพิจารณาของฟิล์มบอร์ดและการอนุมัติของ Netflix ทำให้เรามั่นใจเดินหน้าเล่าเรื่องได้เต็มที่ ไม่ใช่ว่าเรายืนพูดอยู่คนเดียว แต่ผ่านการวิเคราะห์ใคร่ครวญมากพอแล้วว่าเป็นสิ่งที่ควรถูกบอกเล่าในสังคมให้ถกเถียง
เพราะฉะนั้นถ้าถามเรื่องความกล้า คงไม่อาจอวยตัวเองได้ขนาดนั้น เพราะต้องยกความดีความชอบให้ทุกภาคส่วนที่อนุมัติให้โปรเจ็กต์เกิดขึ้น สุดท้ายเมื่อผลงานเผยแพร่ออกไป กระแสที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้มีการตามล่าใคร สังคมไทยได้พิสูจน์แล้วว่ามีวุฒิภาวะมากพอที่จะถกเถียงเรื่องที่เคยคิดว่าเปราะบางหรือละเอียดอ่อนได้ หวังว่าซีรีส์เราจะเป็นหลักไมล์ที่ทำให้คนดูในประเทศนี้หรือต่างประเทศพอจะเห็นว่าเมืองไทยเถียงกันเรื่องประมาณนี้ได้”
การนำเสนอเรื่องราวของทนายปีศาจ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่คนดูคาดหวังอยากให้ซีรีส์ไทยเรื่องอื่นกล้าทำเรื่องหนักๆ และไปให้ถึงแบบนี้บ้าง ในฐานะคนเขียนบทและผู้กำกับรู้สึกอย่างไรบ้าง?
แซม – “ส่วนตัวผมใช้เวลาผลักดันโปรเจ็กต์ยาวนานหลายปีมาก วันที่ได้รับการตอบรับและเปิดโอกาสให้ทำ รู้สึกปลดปล่อยและดีใจมากที่มีคนให้เราพูดเรื่องนี้ แปลว่ามันต้องถึงเวลาที่สังคมและสตูดิโอเปิดรับ แสดงว่ามันน่าจะมีความต้องการอะไรบางอย่าง”
ไก่ – “สำหรับผมซีรีส์เรื่องนี้เป็นเหมือนผลลัพธ์ที่สุกงอมของต้นไม้ทั้งต้น ซึ่งต้นไม้คือสังคม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากสื่อบันเทิงอย่างเดียว แต่เกิดจากเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียที่เปิดให้คนตัวเล็กตัวน้อยพูดวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมาและไม่ประนีประนอม พอคนดูเสพความจริงและความเรียลอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่เขาจะเรียกร้องความไม่ประนีประนอมจากสื่อบันเทิงเช่นกัน
จากสตูดิโอหรือว่างานสมัยก่อนที่มันต้องผ่านการสกรีนเยอะแยะ แล้วคนดูก็ไม่ได้มีช่องทางในการรับสื่อมากนัก เขาก็จะแฮปปี้กับสิ่งนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว กลายเป็นว่าโอ้โห! จะมีอะไรที่เรียลไปกว่าการดูติ๊กต้อกแล้วเห็นคนออกมาพูดเรื่องตัวเองหรือเรื่องชาวบ้านแล้วแบบดาร์กมาก ผมว่ามันไปทั้งองคาพยพ ซีรีส์เรื่องนี้มันอาจจะเป็นสิ่งที่เด่นเพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในเวทีที่คนเคยคาดหวังอีกแบบหนึ่ง”
อีก 10 ปีข้างหน้า ถ้าได้กลับมาดู “ทนายปีศาจ” อีกครั้ง คิดว่าเรายังต้องตั้งคำถามเดิมอยู่ไหม หรือประเด็นเหล่านี้จะหมดไปแล้ว?
แซม – “ตอนที่ทำรีเสิร์ช เราเลือกประเด็นที่มองว่าในอีก 3–4 ปีข้างหน้าอาจจะยังไม่ได้รับการแก้ไขครับ แต่ก็คาดหวังเหมือนกันว่าเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปแล้ว”
ไก่ – “ถ้าตอบตอนนี้ก็ต้องคาดหวังให้มันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น(หัวเราะ) เราทำงานด้วยความหวัง เชื่อว่าชีวิตและคนรอบตัวมันจะดีขึ้นได้ น้ำท่วม ฝุ่นพิษ หรือการเมืองจะดีขึ้นได้ ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราเชื่อว่าเรื่องที่ซีรีส์พูดจะสามารถต่อยอดไปสู่เรื่องที่ใหญ่ขึ้น เรื่องอื่นๆ ก็จะกล้าพูดตาม หรือพูดนำหน้าไปไกลกว่าเดิม”
อยากพูดอะไรกับแฟนๆ ที่รับชม “ทนายปีศาจ” จนกลายเป็นกระแสไวรัลในช่วงนั้น?
ไก่ – “ขอบคุณจริงๆ ครับ เกินกว่าที่คาดคิดไว้มาก มีคนคัฟเวอร์การเปิดประตู อมพระมาพูดตั้งแต่เด็กประถมจนถึงผู้สูงอายุ จนเราแบบเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนี้เนี่ย(หัวเราะ) หวังว่าซีรีส์จะช่วยจุดประกายคำถามถัดไปในใจคนดู”
แซม – “ขอขอบคุณผู้ชมทั่วไป และขอบคุณคนในวงการนิติศาสตร์ นักศึกษา รวมถึงทนายความ ถึงแม้ชื่อซีรีส์เราจะเป็นทนายปีศาจ แต่ทุกคนในวงการนี้เปิดกว้างมาก ดูซีรีส์และให้คำแนะนำด้วย ขอบคุณในความใจกว้างตรงนี้ด้วยครับ”







