ประจักษ์ชัย ข้องใจทำไม ติณติณ ยื้อเวลาเซ็นรับรองบุตร รออีก 7 ปี ทั้งที่ดีเอ็นเอรู้ทั้งบ้านทั้งเมือง บอกฟารีดาต้องทำใจ ยังสาวยังแส้เปลี่ยนผัวอีก 3 คนยังได้
ประจักษ์ชัย ไหทองคำ เปิดใจกรณีดราม่าครอบครัวระหว่าง “ฟารีดา ไหทองคำ” นักร้องสาวค่ายไหทองคำ กับพ่อของลูก “ติณติณ” ขอปล่อยวางเดินหน้าทำงาน ช่วยตามเคลียร์ให้หลายเรื่องจนเหนื่อย พร้อมตั้งคำถามทำไมต้องรอเวลาอีก 7 ปีถึงจะเซ็นรับรองบุตร ทั้งที่ผลดีเอ็นเอเป็นที่ประจักษ์รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว ค่าอุปการะเลี้ยงดูยังไม่มีข้อตกลงชัดเจน ส่วนหน้าที่ความเป็นพ่อจะทำได้ดีหรือไม่นั้นให้สังคมเป็นผู้พิจารณา อยากเห็นการดูแลลูกอย่างเป็นรูปธรรม จ่ายอะไรโพสต์มา เลยจุดเป็นขอทาน บอกฟารีดา ต้องทำใจ ฝ่ายชายรักแค่ลูก ไม่ได้เลือกเรา

ถามถึงเรื่อง ฟารีดา ?
“ผมก็ปล่อยวางแล้ว ผมมองว่าความเป็นห่วงที่เราไปตามพูดเคลียร์ให้หลายๆ อย่าง บางทีเด็กมันสวิงไปสวิงมา เหมือนกับมายด์เซ็ตน้อง โรคซึมเศร้า ไบโพล่าร์อะไรก็ว่ากันไป ฝ่ายหญิงของเราอยากโพสต์อะไรก็โพสต์ คนตามแก้มันเหนื่อย ให้สติมันนิ่งๆ ก่อน ให้มายด์เซ็ตดีๆ ก่อน อยู่กับลูก
ถ้าฝ่ายชายจะมาให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเมื่อไหร่ ค่าโรงพยาบาลจ่ายคนละครึ่ง ที่เราใช้เคสคลอดตามปกติตอนไปคลอด 8 เดือนแล้วผ่าออก มีค่าใช้จ่ายในเคสนั้นอยู่ที่ 400,000 – 800,000 ทางโรงพยาบาลคิดมา 460,000 ถ้าจะแบ่งจ่ายคนละ 230,000 ก็ต้องไปถามว่าวันนี้จ่ายมาหรือยัง ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ได้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายระหว่าง 8 เดือนที่ไปหาคุณหมอ ก็ยังไม่ได้ถามว่าจ่ายมาหรือยัง ซึ่งคาดว่าน่าจะยังไม่จ่าย ได้ยินมา”
“หลังจากนั้นอีก 7 ปีจะมาให้การรับรองบุตร ก็สุดแล้วแต่ เราไม่ได้ไปคะยั้นคะยอใดใดทั้งสิ้น ทุกวันนี้แม้แต่ค่าอุปการะเลี้ยงดูยังไม่จรดปากกาบันทึกข้อตกลง ก็สุดแล้วแต่ในความเป็นพ่อ เพราะว่าเราไม่ได้ทำให้มันคลอดออกมา เพราะว่าคนที่ทำเป็นคนอื่น เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งไม่จำเป็นต้องไปเอากระดูกใครมาแขวนคอ ก็เลยมาตั้งธงให้กับตัวเองว่า เราทำงานไปข้างหน้าดีกว่า”
“ในวันที่น้องเหมาะสมที่จะมารับรองบุตร ตอนลูก 7 ขวบ ก็แล้วแต่ บางคนบอกว่าต้องให้ศาลสั่งในฐานะเป็นพ่อ อันนั้นเป็นเคสที่ว่าหาพ่อไม่เจอแล้วต้องตรวจดีเอ็นเอ แต่นี่ดีเอ็นเอมันเป็นเชิงประจักษ์แล้ว รู้กันทั้งบ้านทั้งโลกแล้ว มันก็ไม่จำเป็นต้องให้ศาลสั่ง มันอยู่ที่จิตสำนึกว่าถ้ารับรองบุตรในวันนี้ก็สามารถที่จะดูแลอุปการะค่าเลี้ยงดูได้ตั้งแต่วันนี้ แล้วก็มีสิทธิ์ที่จะรับเป็นผู้รับมรดกตั้งแต่วันนี้ แต่ถ้าไปดึงเวลาไปถึง 7 ปี สิทธิ์ต่างๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้น”

แสดงว่าสังคมเข้าใจผิดมาตลอดว่า เขาเซ็นรับรองบุตรแล้ว ?
“ยังไม่ได้เซ็น เขาบอกว่าอีก 7 ปีค่อยมาเซ็น คือดีเอ็นเอเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ด้วยความที่เขาบอกว่าเด็กยังไม่ครบ 7 ปี ยังรับรองบุตรไม่ได้ บุตรมันรับรองได้ตั้งแต่วันเกิดตั้งแต่วันที่คลอดออกมา ในเมื่อพ่อให้ใช้นามสกุลแล้วก็ควรจะไป แต่พอกระแสสังคมมาเขาก็บอกว่าการรับรองบุตรได้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนให้ใช้นามสกุล ไม่ใช่ บางคนใช้นามสกุลอีกคนหนึ่งแต่ไม่ใช้บุตรนะ พ่อเขามารับรองทีหลัง ดังนั้นการให้ใช้นามสกุลไม่ได้แปลว่าเป็นการรับรองบุตรโดยอัตโนมัติ ถ้างั้นก็ตั้งแต่วันที่ไปสำนักเขตให้ใช้นามสกุลแล้ว ทำไมบอกว่าอีก 7 ปี ถึงจะเซ็นรับรองบุตร มันย้อนแย้งในความบริสุทธิ์ใจที่อยากจะรับรองบุตรหรือไม่อยากรับ
เขามีเหตุผลมั้ยว่าทำไมถึงไม่เซ็นรับรองบุตรตั้งแต่วันแรก ทั้งที่ทุกอย่างมันประจักษ์แล้ว?
“อันนี้ไม่ทราบ พูดมากไม่ได้เหมือนทนายคุณบุ๋ม(ปนัดดา)บอกว่าไม่ต้องพูดมาก ตอนนี้ผมทนายประจักษ์ชัยก็บอกว่าอย่าพูดมาก”
การเซ็นหรือไม่เซ็นรับรองบุตร มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเด็กที่เกิดมาไหม?
“มีผลสองอย่างคือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูได้สิทธิ์ในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู สองมีสิทธิที่จะได้รับมีมรดกจากสายของทายาทโดยชอบธรรม ก็คือลูกโดยสันดาน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลุงป้าน้าอา ไล่ไปทายาทโดยชอบธรรม รวมไปถึงบุตรบุญธรรมก็เสมือนหนึ่งทายาทโดยชอบธรรมอยู่ในชั้นเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก็คือบุตรโดยสายเลือด ลูกบุญธรรมไปจดเอาทะเล่อทะล่ามาก็เป็นลูกที่มีสิทธิที่จะได้รับมรดกเท่ากับเป็นระดับเดียวกับลูกที่เป็นลูกโดยสายเลือด”
คิดว่า ติณติณ พ่อของลูก ได้ทำหน้าที่ของตัวเองดีหรือยัง?
“แล้วแต่สังคมจะมอง เราจะไม่ไปตัดสินเขาว่าดีไม่ดี มันเป็นเรื่องของหน้าที่อันชอบธรรมของคำว่าพ่อ ตั้งแต่วันที่คลอดออกมาน้องมาเยี่ยมทุกวันนั่นแหละครับ อันนี้ความเป็นพ่อที่ดีอ่ะใช่ แต่ความเป็นคนที่ทำให้ลูกเกิดด้วยกัน มีน้ำใจเดินไปผ่านทักทาย เจ็บมั้ย มันขาดตรงนี้ไป มาแล้วก็ถ่ายรูปเป็นคลิปไปแล้วลงคลิป บางทีรูปที่อยู่ในสื่อทุกวันนี้มันไม่ใช่รูปจริง มันเป็นรูป AI ตัดหน้ามาเหมือนประคบประหงมรักเอ็นดู บางทีเขาก็มาเอาภาพตรงนี้ได้แสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้เหน็บแหนมนะ แต่บางทีมาแค่ห้องลูกแล้วก็กลับไป ถ่ายคลิปไว้แล้วส่งให้ผู้มีพระคุณบางคนพอให้ได้เห็นเพื่อเอาไปลงในสื่อต่างๆ ว่า นี่ใส่ใจ นี่มา แต่ในขณะเดียวกันเรื่องอุปการะเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายยังไม่พูดถึงเป็นกิจจะลักษณะ
ถ้าบอกว่าตอนนี้จ่ายอะไรมา โพสต์ไปเลยครับ ผมจะไม่มาตอบโต้แม้แต่นิดเดียว ที่ถามว่าน้องเขาได้ทำหน้าที่พ่อได้สมบูรณ์หรือยัง ก็ต้องไปดูที่หน้าสื่อเขาว่านอกจากเอาไปโพสต์แล้วมี AI มาอุ้ม มีคนมาอุ้ม มีคนไปสัมภาษณ์เอาไปตัดต่ออันนั้นเป็นเชิงสัญลักษณ์ แต่ในเชิงการปฏิบัติไปทำงานหาเงินซื้อนมให้ลูกแล้วมาถึงแม่เขา โอนผ่านใคร

มันมีแต่คนกลางเป็นคนพูดติดต่อว่าจะจ่ายมาหรือยัง พร้อมจะจ่ายมั้ย เหมือนเราเป็นขอทาน ผมก็เลยจุดที่จะเป็นขอทานกับใครแล้ว ก็อาจจะซื้อกล้วยน้ำว้ามาบดใส่กับข้าว ต้มไข่บี้ๆ ให้ไป ผมก็จะไปหาซื้อนมกล่องมาพอที่จะซื้อได้อยู่ เพราะหลานผมก็ยังกินนมอยู่ น่าจะยืมนมหลานผมได้บ้าง ก็คงจะไม่ให้อดไปกว่านี้
เมื่อวานไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ข้างทาง ดีนะมันไม่ไปผ่อนมาให้ ผ่อนบัตรประชาชนใบเดียว ผมเห็นแล้วอนาถาเลย ถ้าอ้อลูกสะใภ้ผมไปซื้อ ทำไมไม่บอก ผมจะไปซื้อที่ห้างเซ็นทรัล โฮมโปร อันนี้ไปซื้่อโต๊ะเฟอร์นิเจอร์ข้างทาง มีคนต่างด้าวมายืนขาย ผมก็ซื้อให้ได้กว่านี้”
ในฐานะที่เราเป็นคนดูแลฟารีดาเอง ตัวเขาเองไม่น้อยใจหรอ ขนาดลูกออกมามีหลักฐานทุกอย่าง ยังเจอเหตุการณ์ที่เหมือนไม่ให้เกียรติ?
“น้องฟารีดาเขาเป็นคนคิดเยอะนะ ผมถึงบอกว่าบางอย่างต้องปล่อยผ่านแล้ว ในเมื่อมันไม่ได้เกิดจากความรัก ไม่ได้เลือกเรา เขาแค่เลือกลูก เมียหาเอาใหม่ก็ได้ แต่ลูกมันอยู่ในสายเลือด เขาแค่รักลูก ไม่ได้รักเรา ต้องทำใจ อันนี้ไม่ได้ว่านะ ถ้ารักกันก็ไปรักกันทีหลังก็ไม่ได้ว่ากัน ถ้าจะมารักกันแล้วจดทะเบียนทีหลังก็ได้ แต่ในสิ่งที่เราเห็นตั้งแต่วันที่เกิดขึ้นจนถึงออกสื่อมา 4 อีพี มันไม่ได้เกิดจากคำว่า my dear หรือว่าตัวเอง อ้วงๆ เป็นไงบ้างอ้วง ตัวเองน่ารักจุงเบย มันก็แค่ผ่านไปผ่านมาเฉยๆ”
จะประคับประคองฟารีดาต่อ?
“ก็พยายามให้เขาเข้มแข็ง ถ้าเริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครได้ก็ดูให้ดี เรายังสาวยังแส้อยู่ แค่มีลูกหนึ่งเอง เราสามารถที่จะพลาดได้อีก ลูกตั้ง 3 เปลี่ยนอีก 3 ผัวยังได้เลย แต่ว่าดูให้ดีคนที่ 4 หมายถึงหลาย ๆ คนที่สามารถดูแลกันได้”.