“โอม ปัณฑพล” เปิดวิธีรับมือความทุกข์ “เรื่องของใจ ที่ไม่เคยมีใครสอน” เผยเคล็ดลับเรียบง่ายเข้าใจตัวเอง “อย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน”
8 พ.ย. 2569 – “โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ” หรือ “โอม Cocktail” นักร้องและผู้บริหารหนุ่ม ร่วมแบ่งปันมุมมองชีวิตและจิตใจ ในหัวข้อ “เรื่องของใจ ที่ไม่เคยมีใครสอน” โดย Happy Growth & Soul Connect ภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ชีวิตที่เราเป็น กับชีวิตที่คนอื่นมองเห็น
โอมมองว่าชีวิตมีความจริงอยู่สองชุดเสมอ คือความจริงที่เกิดขึ้น และความจริงที่ผู้คนเชื่อ แม้บางครั้งสิ่งที่คนอื่นเชื่ออาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงก็ตาม แต่ความคิดเห็นเหล่านั้นก็ส่งผลต่อชีวิตเราได้
“ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความจริงอยู่สองชุดเสมอ คือเป็นความจริง และความจริงที่ถูกเชื่อ ความจริงที่เราเชื่อซึ่งอาจไม่จริงก็ได้”
ดังนั้น การรู้จักตัวเองเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เรายังต้องเข้าใจด้วยว่าตัวเองเป็นใครในสายตาของคนอื่น ต้องรู้ว่ายืนตรงไหนในเรื่องนี้ด้วย เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานความเชื่อและมุมมองต่อเราแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการฟังให้มาก สังเกตให้มาก และคิดให้รอบคอบก่อนพูด

อย่าเสียเวลาเปลี่ยนคนอื่น กลับมาทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด
เมื่อถูกถามถึงวิธีลดความขัดแย้งในสังคมที่มีความหลากหลายมากขึ้น โอมยอมรับว่าการทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันเป็นเรื่องยาก หลีกเลี่ยงความเกี่ยวโยงกับคนอื่นไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือการลดการปะทะและไม่สร้างปัญหาที่ไม่จำเป็น โดยไม่ใช่การหนีความรับผิดชอบ แต่เป็นการเลือกจัดการสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของตัวเอง
“ทำยังไงให้เรื่องน้อยที่สุด ทำยังไงให้การปะทะน้อยที่สุด ทำให้เราไม่มีปัญหา”
เขามองว่าเราไม่สามารถบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนเราได้ทั้งหมด จึงควรกลับมาทบทวนว่าตัวเองทำสิ่งต่างๆ ได้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน และสร้างผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างไร
ทุกการเลือกมีผลลัพธ์ และเราต้องรับผิดชอบ
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือการยอมรับว่าทุกการตัดสินใจในชีวิตมีทั้งผลดีและผลเสีย ไม่มีการกระทำใดสมบูรณ์แบบ 100% แม้แต่สิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด ก็อาจสร้างผลกระทบต่อใครบางคนโดยไม่รู้ตัว
โอมยกตัวอย่างการมาร่วมงานครั้งนี้ แม้การพูดคุยอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง แต่ก็หมายถึงการที่เขาต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้าน ทุกการตัดสินใจจึงต้องผ่านการชั่งน้ำหนักว่าอะไรเหมาะสมที่สุดในช่วงเวลานั้น
“ทุกการตัดสินใจในทางโลก ผมรู้สึกว่ามันมีบวกและลบ เราต้องชั่งน้ำหนักว่าอะไรดีที่สุดในห้วงเวลาหนึ่ง”
เมื่อเลือกแล้ว สิ่งสำคัญคือการยอมรับผลลัพธ์และเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ใช่จมอยู่กับการโทษตัวเอง เพราะการยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดแตกต่างจากการมองว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกสิ่ง

ปล่อยวางไม่ได้แปลว่าต้องหยุดทะเยอทะยาน
สำหรับโอม การปล่อยวางไม่ได้หมายถึงการหยุดทะเยอทะยาน เพราะความสำเร็จในชีวิตส่วนหนึ่งก็มาจากความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมถอย แต่เมื่อความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องรู้จักเดินหน้าต่อ ไม่ยึดติดกับสิ่งที่ผ่านมา
“เราทะเยอทะยานเท่าไหร่ก็ได้ เรามีความสุขมากแค่ไหนก็ได้ เราจะทนทุกข์เท่าไหร่ก็เรื่องของคุณ แต่ต้องไม่ยึดติดกับมัน”
เขายกตัวอย่างเส้นทางดนตรีของ Cocktail ที่เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด โดยมองว่าอาชีพและความสำเร็จล้วนมีวาระของมัน ต่อให้ยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องของอดีต
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การย้อนกลับไปชื่นชมความสำเร็จหรือจมอยู่กับความผิดพลาด แต่คือการนำบทเรียนเหล่านั้นมาใช้กับชีวิตในวันนี้ และให้ความสำคัญกับปัจจุบันขณะ เพราะมันคือขอบเขตที่เราควบคุมได้
“เราจะไม่ละห้อยหาอดีตและไม่ละเมอหาอนาคต”
เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่เลือก เราจะอยู่กับความทุกข์อย่างไร
โอมยังเล่าถึงอาการบาดเจ็บจากการเล่นบาสเกตบอลเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้เอ็นขาดและหมอนรองกระดูกฉีกทั้งสองข้าง จนต้องเข้ารับการผ่าตัด และอาจไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม 100%
เหตุการณ์นี้ทำให้เขาได้ทบทวนความรู้สึกต่อการสูญเสีย โดยเปรียบเทียบกับการยุติบทบาทวง Cocktail ซึ่งครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจที่เต็มใจสละสิ่งที่รักได้ แต่การสูญเสียความสามารถในการเล่นกีฬาครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้เลือกและไม่ได้ยินยอม
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาเข้าใจว่า หลายสิ่งในชีวิตอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เลือก ทั้งความเจ็บป่วย ความสูญเสีย หรือความคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อเรา
“คำถามจึงไม่ใช่ว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนเห็นเหมือนเรา คำถามคือเราจะอยู่อย่างไรในทุกข์นี้แล้วเราเป็นสุข”
เขามองว่าการเข้าใจความทุกข์ไม่ได้ทำให้ความทุกข์หายไปทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เพราะหากไม่เข้าใจว่าความทุกข์มีหน้าตาอย่างไร เราก็อาจทำได้เพียงหาความสุขอื่นมาปกปิดปัญหา โดยไม่ได้แก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

เข้าใจตัวเองก่อน จึงจะเข้าใจคนอื่น
ในประเด็นความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชัน โอมมองว่าสภาพแวดล้อมและยุคสมัยมีผลต่อวิธีคิดของผู้คนจริง แต่การแบ่งกลุ่มตามวัยมากเกินไปก็อาจยิ่งตอกย้ำความแตกต่างและสร้างกำแพงระหว่างกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าทำไมแต่ละคนจึงมีมุมมองแตกต่างกัน พร้อมยอมรับว่าบางเรื่องก็เกินกว่าที่เราจะเปลี่ยนแปลงได้
จะเข้าใจคนอื่นได้ ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจตัวเองก่อน โอมให้มุมมองนี้ว่า เราต้องเข้าใจก่อนว่าเราเป็นใคร คำว่าเป็นใครขั้นกว่า คือตัวเราเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างไร ไม่ใช่แค่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่ต้องรู้ว่าเราเป็นใครในใจเขาเช่นเดียวกัน นั่นคือเป้าหมายที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ และต้องรู้ด้วยว่าถ้ามันเกินวิสัยก็ทำอะไรไม่ได้”
พร้อมให้คำแนะนำที่เคล็ดลับในการเข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นอย่างเรียบง่ายแต่ชวนคิดว่า “อย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน เอาเรื่องตัวเองให้ได้ก่อน แล้วยุ่งเรื่องชาวบ้านน้อยหน่อย แล้วเราจะพบว่า เมื่อเรายุ่งเรื่องชาวบ้านน้อยลง เรากลับจะเข้าใจชาวบ้านมากกว่าที่เราคิด”

ท้ายที่สุด โอมย้ำว่าการโฟกัสตัวเองไม่ได้หมายถึงการเห็นแก่ตัว แต่คือการเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองที่มีต่อคนรอบข้าง โดยยกตัวอย่างบทบาทความเป็นพ่อว่า หน้าที่ของพ่อไม่ใช่การกำหนดว่าลูกต้องเติบโตมาเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการ แต่คือการดูแลให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสุข และสามารถดูแลตัวเองได้
“การโฟกัสหน้าที่ตัวเองไม่ได้แปลว่าเห็นแก่ตัว แต่การโฟกัสหน้าที่ตัวเองจะเข้าใจบทบาทที่ตัวเราเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างไร แล้วทำไปตามบทบาทนั้น”
เพราะท้ายที่สุด เราอาจไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือทำให้ทุกคนเข้าใจเราได้ทั้งหมด แต่เราสามารถเริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเอง ทบทวนสิ่งที่ทำในแต่ละวัน และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เลือก นั่นอาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตได้อย่างเข้าใจมากขึ้น