ไผ่-พงศธร ย้ำความสัมพันธ์ ต่าย-อรทัย พี่สาวที่เคารพ โอกาสพัฒนาคือเรื่องอนาคต

ไผ่-พงศธร ย้ำความสัมพันธ์ ต่าย-อรทัย พี่สาวที่เคารพ โอกาสพัฒนาคือเรื่องอนาคต

วันที่ 26 ส.ค. ที่ ลานหน้าอาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ไผ่-พงศธร ได้ให้สัมภาษณ์ในงานบวงสรวงละคร ‘มงกุฎดอกหญ้า’ ถึงเรื่อง การได้มาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่างคู่จิ้นรุ่นพี่ ต่าย อรทัย และยังได้เล่าถึงความประทับใจในงานวันเกิดของคุณแม่

ไผ่-พงศธร
บวงสรวงละคร

กับคู่จิ้น ต่าย-ไผ่ ได้ร่วมงานกัน?
“กลับมาร่วมบทกันอีกครั้ง ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้โอกาส เราสองคนมาร่วม การถ่ายทอดละครเรื่องนี้ ส่วนเรื่องจิ้น หลายคนก็เข้าใจว่าเราสองคนไม่ได้เป็นแฟนกัน ซึ่งเขาก็รู้สึกอยากให้เป็นแบบนั้น จริงแล้วคนเราก็ตามอารมณ์ความรู้สึกครับ เขาจะพิมพ์อะไรก็เขียนไป ตามความรู้สึกเขา มันก็ไม่เป็นปัญหาครับ เพราะจริงๆแล้วมันก็ทำให้เขามีความสุขได้ในรูปแบบที่มีความสุขในเรื่องของการคิด แล้วก็เห็นภาพว่าเป็นแฟนกันน่าจะดี แต่จริงๆแล้วเราก็ยังเป็นพี่น้องกัน รักในการร้องเพลงเหมือนกัน ทำงานในสาขาเดียวกันแล้วก็มีโอกาสได้มาเจอกันบ่อย บางคนก็บอกว่าเจอกันบ่อยแล้วเป็นแฟนกันแน่นอน ก็เป็นพี่น้องที่เจอกันบ่อยมากกว่า”

ในละครเล่นคู่กัน?
“เล่นเป็นแฟนกันครับ เคยเป็นแฟนกันแล้วก็เลิกกันไป แล้วก็จะกลับมา คือผมเล่นเป็นแดนดิน ซึ่งแดนดินมีความช้ำรักจากแพงขวัญ(ต่าย) ซึ่งมันเป็นเรื่องราวที่ทำให้เราเข้าใจผิดมาตลอด ก็เป็นเรื่องราวดราม่าที่เราพยายามจะตัดใจจากเขา แต่มันก็ทำไม่ได้สักที”

มีโอกาสที่จะพัฒนาบ้างไหม เจอกันบ่อยอย่างนี้?
“ตอนนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ การพัฒนาอนาคตมันก็บอกไม่ได้ถูกไหมครับ การเป็นแฟนกัน มันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าวันนี้เรายังเคารพพี่ต่ายเป็นพี่สาว ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน ทั้งการร้องเพลง การใช้ชีวิตประจำวัน แล้วก็ทุกรูปแบบที่สามารถดำรงชีวิตอย่างทุกวันนี้ ที่เราดูแล้วก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่แข็งแกร่ง เป็นคนที่ทำงานแล้วทุ่มสุดตัว รักในการร้องเพลง เราก็เอาเขามาเป็นตัวอย่าง รุ่นพี่ในค่ายที่ผมเชื่อว่า น้องๆ หรือคนที่เห็นพี่ต่ายก็คงอยากเอาเข้าไปเป็นแบบอย่าง”

สำหรับวันเกิดแม่ที่ผ่านมา?
“จริงๆแล้วผมไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอแม่ ส่วนมากจะเป็นการพูดโทรศัพท์คุยกันมากกว่า นานๆครั้งจะมีโอกาสได้เจอแม่ เป็นความสุขที่บอกไม่ถูกมันไม่อยากกลับมากรุงเทพเลย แต่พอพาแม่มากรุงเทพ แม่ก็อยากกลับบ้าน แม่บอกว่าที่กรุงเทพมีความสุขที่อยู่กับลูก แต่ก็ยังอยากจะไปหาญาติที่บ้าน เพราะคนกรุงเทพก็จะอยู่กับที่ไม่ได้ไปไหน”

ไผ่-พงศธร
กราบเท้าแม่

เซอร์ไพร์สแม่ยังไงบ้าง?
“ทุกปีก็จะพาแม่ไปกินไปเที่ยว ไปทานข้าว แล้วก็ซื้อของบางอย่างให้แม่ เอาเงินเข้าบัญชีแม่บ้าง ก็เป็นสิ่งที่ลูกทุกคนควรทำ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ได้กอดเขา ได้หอมแก้มเขา สำหรับคนที่ขี้อายนะ ผมขอฝากไว้สำหรับคนที่คิดเหมือนผมว่า ให้เรารีบทำ ใครที่ไม่เคยกอดแม่ลองก่อนนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่ามันมีความสุขจริง เพราะสมัยก่อนเค้าเป็นคนขี้อายมาก จนพ่อเสียไปไม่รู้กี่ปีๆ ผมก็เริ่มทำทุกวันนี้ ผมมีเวลาก็พูดคุยกับแม่ มีเรื่องไหนเราก็จะปรึกษา ผมว่าเป็นบุคคลที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนจากเราเลย ก็ฝากด้วยครับ”

ทุกวันนี้ดูแลแม่ยังไง
“เราก็ให้เรื่อยๆทุกครั้งที่เจอ ก็ให้ทุกเดือน ให้ตลอด แต่ถามว่ามันเยอะไหม มันก็ไม่ได้เยอะไม่ได้มากมาย เราก็ดูแลแม่เราเหมือนลูกคนหนึ่งที่ดูแลแม่เท่าที่ทำได้ เราก็ดูแลทั้งกายทั้งใจ กายก็มีในเรื่องของเงินทอง รถ ยานพาหนะ เราก็ไม่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาให้เยอะ แล้วเราต้องเยอะตามเขา ก็เป็นทุกข์เรา เราให้เท่าที่เราทำได้และมันไม่ใช่ดูแลแค่วันเกิดแม่ ต้องให้เงินแม่ แต่เราทำในสิ่งที่ทำให้แม่มีความสุขครับ ก็พยายามพาแม่ไปทำความดีเข้าวัด ถือศีลกินเจ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ”

ช่วงนี้เข้าวัดบ่อยเป็นสายบุญ?
“สิ่งแรกที่เราไหว้พระเราต้องท่องนะโมก่อนใช่ไหม นะโมตัสสะ ภะคะวะโต เป็นสิ่งที่เรายึดถือในจิตใจอยู่แล้ว มีเครื่องรางของขลังเป็นที่ยึดเหนี่ยว หลังจากนั้นพอเราได้เครื่องรางของขลังอะไรมา เราก็จะคิดตามว่ามันเป็นยุคนั้นหรือยุคนี้ความจริงก็ชอบนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่เริ่มรู้สึกว่ามีคนให้พระมาเยอะเหมือนกัน เราก็เก็บไว้ และเราไม่รู้ว่าพระรุ่นนั้นเป็นรุ่นอะไร แต่ผมเชื่อว่ามันเริ่มต้นจากตัวเรา เราเชื่อเรื่องพุทธศาสนาหรือเปล่า ถ้าพระรัตนตรัยเราเชื่อนั่น คือการเริ่มต้นของการทำความดี แล้วตอนนี้ก็เริ่มจาศีล และภาวนา ซึ่งเกิดทานมันก็เกิดศีล ถ้าเกิดเราสงสารเขา เราให้ทานเขาไป ก็เกิดศีลแล้วครับ”

ไผ่-พงศธร
เข้าวัด ำทบุญบ่อย

“ผมว่าเครื่องรางของขลังทุกชนิดจะศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็ต่อเมื่อเราศรัทธาในพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นการยึดถือในเรื่องเครื่องรางของขลัง มันก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ก็คงผ่านบ้าง ส่วนมากก็จะเป็นรูปแม่กับรูปพ่อ ช่วงนี้ก็ถือว่าเข้าวัดเยอะเลยครับ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมาทุกอย่าง มันก็คือทำดี แต่ว่าสิ่งที่เราอยากทำมากกว่านั้น เราอยากรู้ว่าความสุขจริงๆ มันคืออะไร

บางทีเรายิ่งดิ้นรนหาเงินอย่างเดียว เหมือนที่ผ่านมาที่ผมเคยเข้าโรงพยาบาล ผมนอนดูเพดานห้องพยาบาล แล้วรู้สึกว่าเราทำงานมาทั้งหมดเราหาเงินมา หามารักษาตัวเองอย่างนี้จริงหรอ แล้วสิ่งที่มันผ่านมาทั้งหมด เราเริ่มทำอะไรที่มันดีที่สุดแล้วหรือยัง เราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ พยายามคิดไป แต่สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเรา เราก็เอาเงิน เอาทอง เอาแหวน เอาบ้านไปไม่ได้สักอย่าง

สุดท้ายแล้ว ก็คือสรรพสิ่งล้วนเป็นความว่างเปล่า ผมรู้สึกว่านี่คือเรื่องจริง การทำงานไปก็คือการทำหน้าที่ของเรา ส่วนการให้ความรักกับคนที่รัก เราก็ภาวนาขอให้เจอมิตรภาพที่ดี ผมเชื่อว่าถ้าศีลภาวนาทำให้เราพบเจอสิ่งที่ดี เราไม่จำเป็นต้องไปวัดดังหรือไปหาอาจารย์ดังเลย เราสามารถเริ่มต้นทำที่บ้านเราได้ ก็คือพระอรหันต์ พ่อแม่คุณ ญาติพี่น้อง”

ขอบคุณรูปจากไอจี : phongsathon_gmm

บทความก่อนหน้านี้ยังฟิตปั๋ง! สุดทึ่งคุณปู่ 6 แผ่นดินอายุ 128 ปีความจำเยี่ยม เผยเคล็ดลับอายุยืน(คลิป)
บทความถัดไปจับเสี่ยกำมะลอ ลักรถอดีตเมียไปจำนำ อ้างเป็นพราหมณ์ ตุ๋นเงินวิ่งเต้นไถที่ดิน ไปเปย์สาว