รูดม่าน‘เฮาส์ อาร์ซีเอ’ ย้ายบ้านใหม่‘เฮาส์ สามย่าน’
รูดม่าน‘เฮาส์ อาร์ซีเอ’ – กว่า 15 ปีที่ โรงภาพยนตร์ House RCA เป็นโรงภาพยนตร์ทางเลือกของ คอหนัง ชุมนุมของนักดูหนังที่ไม่ติดยี่ห้อ เป็นหนังดีแต่ฟอร์มเล็ก หนังที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจาก โรงใหญ่ หนังที่มีความแตกต่างไปจากหนังทั่วไป และได้ฉายหนังไปกว่า 600 เรื่องจาก 40 ประเทศทุก มุมโลก

โรงภาพยนตร์ House RCA ได้รูดม่านลงวันที่ 31 สิงหาคม แล้วพบกับบ้านใหม่ House SAMYAN บนชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ (MRT สามย่าน) ในปลายเดือนกันยายน ซึ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘อุ๋ย’ ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ เฮาส์ เจ้าของไอเดียที่ทำให้มีโรงภาพยนตร์ House RCA จากวันนั้นจนถึงวันนี้
“ตอนที่เริ่มทำครั้งแรกเริ่มจากตอนที่เราเป็นคนดู คือเราอาจจะชอบหนังแบบนี้ แล้วด้วยความที่ได้เข้ามาทำงานในสหมงคลฟิล์มและได้เข้ามาคลุกคลีกับโปรแกรมมิ่ง เห็นสต๊อกหนังของบริษัท แล้วเราต้องเป็นคนวางโปรแกรมมิ่งก็จะเจอปัญหาว่าหนังแบบนี้อยากเอาไปฉายในโรงแต่ฉายไม่ได้ เพราะว่าการเปิดรับของสมัยนั้นมันก็น้อยมากๆ

สุดท้ายก็เริ่มคิดเรื่องโรงหนังของตัวเอง เลยรู้ว่าถ้าเรามีที่สักที่หนึ่งที่ฉายหนังแบบนี้จริงๆ แล้วเปิดกว้างให้คนทั่วไปได้ก็คงจะดีขึ้นเนอะ แล้วบังเอิญที่ธุรกิจของสหมงคลฟิล์มฯ เองมีโรงภาพยนตร์ที่ชื่อว่ายูเอ็มจีอยู่ เลยไปเสนอคุณพ่อ (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) ซึ่งท่านก็ให้โอกาสทำ หลังจากนั้นก็ไปชวนพี่จ๋อง (พงศ์นรินทร์ อุลิศ) มาทำด้วยกันค่ะ”
“ส่วนโปรแกรมฉายหนัง จริงๆ ตอนแรกเราก็มีขอบแบบกว้างๆ อยากฉายหนังอินดี้ ซึ่งเราก็คิดว่ามันมีจำนวนหนังที่มากพอ ช่วงปีแรกๆ ก็ต่อสู้หนัก คือตอนนั้นระบบการฉายมันยังเป็น 15 mm. เป็นฟิล์ม แล้วมันมีการลงทุนของการผลิตฟิล์มหนึ่งก๊อบปี้ขึ้นมา
ซึ่งเท่ากับว่าเราอยากฉายหรือไปขอหนังคนอื่นมาฉาย อุ๋ยก็จะต้องทำให้รายรับมันคัฟเวอร์ค่าปรินต์ก่อน ซึ่งช่วงปีแรกๆ มันค่อนข้างยาก แต่ว่าก็โชคดีที่แบ๊กก็คือสหมงคลฟิล์มฯ ที่มีหนังของสหมงคลฟิล์มฯ ช่วยซัพพอร์ตเข้าไป จนแบบเราค่อยๆ สร้างกลุ่มได้”

“หนังที่ตัวเลขดีที่สุดในเฮาส์คือเรื่อง Call me by your name มันคือรักแห่ง สยามไดเร็กเตอร์คัต นี่คือหนังท็อปบนๆ ของเฮาส์ จริงๆ อุ๋ยว่ามันเป็นเรื่องของหนังที่มีคาแร็กเตอร์ หมายถึงว่าหน้าตาอาจไม่ได้แมส แต่มีคาแร็กเตอร์แบบที่ถ้าคนมาดูแล้วจะชอบค่ะ
ด้วยความที่เราอาจจะเป็นโรงที่เปิดกว้างในการฉายหนังทุกประเภทจริงๆ หนังมันดึงดูดคนดูค่ะ มันก็มีปรากฏการณ์ตั้งแต่เรื่อง Formula 17 จนมาถึง รักแห่งสยาม จนมาถึง Call me by your name ที่เป็นคนกลุ่มนี้ที่นัดกันมาดูหรือทัวร์จีนเหมากันมาดู”

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ภูมิใจที่ฟูมฟักมากับมือตัวเอง ชมศจีเผยว่า “ตั้งแต่วันที่มันเสร็จมันคือความภูมิใจนะคะ ด้วยความที่เราเริ่มมาจากความที่เราอยากทำ รู้สึกว่ามันเติมเต็มสิ่งที่เราอยากได้ อุ๋ยว่าความภูมิใจมันเกิดตั้งแต่วันแรกแล้ว เราถึงได้บอกทุกคนตลอดเวลาว่าเราไม่ได้ทำเฮาส์เพื่อมองหาผลกำไรในเชิงรายรับมากนัก
สำหรับอุ๋ยแค่มองว่าอยากมีที่นี่ไว้เป็นที่ที่แบบฉายหนังแบบนี้แหละ แล้วถ้ามันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองซึ่งในความหวังตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบัน มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเราแล้วค่ะ”

“เฮาส์เองเริ่มที่จะอยู่รอดด้วยตัวเองได้ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้เอง ซึ่งตลอด15 ปีที่ทำมา เรารู้ว่าปัญหาคือ โลเกชั่น ทุกคนพูดกับเรามาตลอดว่าเดินทางไกลมาก เดินทางยากมาก ค่าเดินทางแพงกว่าค่าตั๋ว ซึ่งเรารับรู้ แต่ปัญหาคือเราไม่สามารถย้ายโลเกชั่นได้ง่ายๆ แต่โอเค
คราวนี้เราอาจโชคดีที่ทางสามย่านมิตรทาวน์มาชวน แล้วเราก็รู้สึกว่ามันก็ตอบคำถามที่มันหายไป ถ้าเราได้พื้นที่ที่มันสะดวกด้วยกับคนดู แล้วมันก็เป็นโรงหนังที่เราอยากจะให้มันเป็น มันก็น่าจะไปได้”
เป็นจุดเริ่มต้นที่เฮาส์จะย้ายบ้านใหม่ไปอยู่สามย่านมิตรทาวน์ บอสสาวเผยว่า “ใจหายมาก คุยกัน 2 ปี ถกกันหนักมาก ซึ่งสุดท้ายคือเราอยากมีที่ทาง แล้วถ้าสามย่านเป็นที่ทางให้ได้จริงๆ แล้ว เราก็จำเป็นต้องอำลาอาร์ซีเอ แต่ว่าเราก็เข้าใจนะสุดท้ายลูกค้าประจำบางท่านอาจจะมาไม่ไหว แต่เราก็อยากให้มาค่ะ (ยิ้ม)”

โปรแกรมที่จะฉายประเดิมเรื่องแรกกับ House SAMYAN ถูกวางไว้แล้ว “เรื่องแรกในปลายเดือน กันยาฯ คือ เรื่อง PULP FICTION จากนั้นเราก็จะคอนตินิวด้วยบุฟเฟต์ค่ะ หมายความว่าเราเริ่มรอเมมเบอร์ แล้วก็ด้วยความที่เราต้องเทสต์รันโรงด้วย
เราก็จะเริ่มด้วย 15 ปีที่ผ่านมาของเฮาส์ ว่าเคยฉายอะไรมาบ้าง เอามารวบรวมเป็น 150 เรื่อง ที่เอามาฉายที่เฮาส์สามย่านฯ ให้คนดูทั้งกลุ่มเก่าและใหม่ที่อยากจะดูหนังเหล่านั้น ดูในโปรแกรมบุฟเฟต์ของเรา”
“จริงๆ แล้วเราก็รู้สึกว่าหนังเป็นเรื่องของการต้องมาสัมผัสที่โรงภาพยนตร์ แล้วมันก็เป็นเรื่องของการทดลอง คือบางทีหน้าหนังมันอาจจะหลอกคนดูว่ามันยากเกินไป ไม่สนุก หรือไม่เข้าใจหรอก แต่จริงๆ แล้วลองมาดูค่ะ บางคนเข้ามาแล้วชอบแล้วกลับมาอีก บางคนอาจจะไม่มาอีกเลยก็ได้
อยากให้ทุกคนลองมาหาประสบการณ์ดู ว่ามันก็เป็นรสชาติที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยชินกันอยู่ค่ะ” บอสสาวกล่าว