แอน อลิชา เครียดกุมขมับ เจอพิษโควิด ธุรกิจท่องเที่ยวครอบครัว เสียหายเป็นล้าน

19 พ.ค. 2564 - 12:32 น.

แอน อลิชา เครียด กุมขมับทุกวัน เจอพิษโควิดทำอ่วมหนัก ธุรกิจท่องเที่ยวของครอบครัว เสียหายเป็นล้าน อัพเดตอาการ ภูริ สามี หลังผ่าตัดหัวไหล่

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

คุณแม่ลูก 2 แห่งแก๊งนางฟ้า แอน อลิชา หิรัญพฤกษ์ เปิดใจเจอพิษโควิดทำธุรกิจเสียหายนับล้านบาท และอัพเดตอาการ ภูริ หิรัญพฤกษ์ สามี หลังผ่าตัดหัวไหล่ยกแขนไม่ได้นาน 2 เดือน ในรายการ “คุยแซ่บSHOW” ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์, ธัญญ่า ธัญญาเรศ และ อาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกร

ภูริ ไปทำอะไรมาถึงแขนเจ็บ? แอน : “เขาซุ่มซ่ามลื่นล้มแล้วเอ็นขาดทนเจ็บมา 2 เดือน แต่สิ่งที่ทำให้เขารำคาญเขาไม่สามารถยกแขนตรง ๆ เหมือนคนทั่วไปได้ ที่ผ่านมาเขาก็ทำเลเซอร์ ทำกายภาพ จนไปเข้าเอ็มอาร์ไอแล้วหมอเห็นว่ามันขาด หมอก็เลยบอกว่า “ผ่าเถอะครับ” ถามว่าแอน บังคับเขาไหม คือเขาผ่าของเขาเองเพราะเขายกแขนไม่ได้ อุ้มลูกไม่ได้ เขาก็เลยหงุดหงิด และจะอารมณ์เสียมากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ก็เลยไม่ได้ออกไปทริป ไม่ได้ออกไปทำงาน เขาจะหงุดหงิดฉุนเฉียวตลอดเวลา”

หมอบอกจะกลับมาใช้แขนตามปกติได้เมื่อไหร่? แอน : “หลังจากผ่า 3 เดือน รอให้ทำกายภาพไปด้วยทำอะไรไปด้วย ตอนนี้เขาก็พักผ่อนอยู่บ้านยาว ๆ แอนก็จะรู้สึกเหมือนมีลูก 3 คน เวลาเขาเจ็บเขาก็จะนู่นนี่ ถามว่าลูกเข้าใจไหมว่าพ่อเจ็บ คนโต ริชา จะรู้ ตอนนี้เขา 5 ขวบแล้ว เขาก็จะถามว่าจ๋าจะเข้าโรงพยาบาลนานไหม จ๋าเจ็บมากแค่ไหน จ๋าเป็นอะไร เขาก็อยากจะไปเยี่ยม ทำการ์ด ทำวิดีโอไปให้พ่อ ส่วนคนเล็กตอนนี้ก็อายุ 16 เดือน เขาก็ยังไม่รู้เรื่องอะไร”

ระหว่างสามีบาดเจ็บ กับพิษโควิดอะไรหนักกว่ากัน? แอน : “มันไปร่วมกัน ที่ผ่านมาเราเจอมา 2 ปี เต็ม อย่างธุรกิจเรื่องการท่องเที่ยว มันแน่นอนว่าเสียหายไปทั่ว แล้วบ้านเราก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว มีโรงแรม มีที่พัก มีเกาะ คือของเราท่องเที่ยวล้วน ๆ ปีที่แล้วเราก็ทำสุดกำลังที่เราทำได้ เราก็ดูแลพนักงานที่เรามี 60 กว่าคน ก็แบกกันมาได้ 6 เดือน ต่อมาเราก็ไม่ไหว เราก็ต้องให้พนักงานหยุดงานกลับบ้านกันไป แล้วเราเพิ่งมาเปิดเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ตอนนี้ก็กลับมาอีกรอบ และถือเป็นความโชคดีที่เราเปลี่ยนจากโรงแรมเป็น เวลโอเนตเซ็นเตอร์ เป็นการรีแคปที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล จากคนที่เครียดเรื่องงาน เรื่องชีวิตก็จะไปอยู่ตรงนั้น ก็จะได้แขกที่อยู่ระยะยาว ก็พอไปได้ แต่ก็ไม่ดีเท่าเดิม ช่วงที่เราเปิดใหม่พนักงานเราก็ต้องลดจำนวนลง พนักงานก็ไม่ได้กลับมาหมด”

สามารถตีเป็นมูลค่าความเสียหายได้ไหม? แอน : “จริง ๆ ก็อยากจะบอกว่ามันไม่แค่นั้นเพราะมันยังมีเกาะนาคาน้อยซึ่งช่วงสงกรานต์เพิ่งจะทำเป็นบีซคลับ เปิดให้คนมาเที่ยว มีร้านกาแฟ มีเต๊นท์ เป็นแคปปิ้งก็เปิดได้แค่ 3 วัน โควิดก็กลับมา ก็เลยต้องพับโครงการกลับมาทั้ง ๆ ที่ลงทุนไปแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีรายการอีก ถามว่าเสียหายมากไหมก็มีเจ็ดหลักนะ ทุกวันนี้ก็กุมขมับทุกวัน เครียด รายการก็ไปถ่ายเหมือนเดิมไม่ได้ รายการ viewfinder ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเมื่อก่อนเขาจะไปเมืองนอกตลอด หายไปที 10 วัน 20 วัน ตอนนี้ก็ต้องหาที่ใกล้ ๆ การทำงานมันก็ลำบากมากขึ้น มันก็เหมือนทุกคนที่ทำมาหากินยากขึ้น ถามว่าท้อไหม ก็มีท้อนะ แต่เราก็ให้กำลังใจกันไป คือเราก็รู้ว่าเขาทำงานหนัก เราซัพพอร์ตตรงไหนได้ เราก็ซัพพอร์ตในฐานะครอบครัว ส่วนหน้าที่ของเราก็คือทำหน้าที่แม่ เลี้ยงดูลูกของเราให้ดีที่สุด”

มีวิธีการจัดการกับความท้ออย่างไร ? แอน : “จริง ๆ สถาบันครอบครัวสำคัญมาก เรามีครอบครัวที่ดีการให้กำลังใจกันเองนั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญ เจออะไรที่ไม่ดีเราก็จับมือกันให้กำลังใจกัน ช่วยกันได้ก็ต้องซัพพอร์ตกันไป จับมือและสู้ไปด้วยกันเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น มันคงไม่นานไปกว่านี้”

คิดว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมไหม ? แอน : “ก็หวังว่าจะให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม คือทุกอย่างที่เราทำไป เราลงทุนไป อย่างที่ปายเรา 2 คนทำมาตั้งแต่เป็นที่ดินเปล่า มันเป็นอะไรที่เราสร้างมากับมือเราก็รักมัน ส่วนที่นาคาน้อยก็เป็นธุรกิจครอบครัวสามี เราก็อยากให้มันเป็นอะไรที่ให้หลาน ให้เหลน คนในครอบครัว ใช้ตรงนี้ไปได้เรื่อย ๆ ก็หวังว่าจะฟื้นฟูเร็ว ๆ”

โควิดรอบนี้นอยด์แค่ไหน ? แอน : “ก็มาก เจอ 2 รอบเลย ปีที่แล้วตอนที่มันหนัก ๆ แอนอยู่ที่ปายตอนช่วงหน้าหนาว ขากลับคือเราอยู่จนอยู่ไม่ได้ เรานั่งรถเป็น 10 ชั่วโมงจากปาย กลับมากรุงเทพ เพราะว่าไม่กล้าขึ้นเครื่องบิน อย่างช่วงสงกรานต์เราก็ไปใต้ พอโควิดมันกลับมา เราก็ต้องนั่งรถ 11 ชั่วโมง จากภูเก็ตมากรุงเทพเพราะว่าเราเสี่ยงไม่ได้ ลูกไม่ได้ออกจากบ้าน 3-4 เดือน เราไม่ให้ออกไปไหนเลย เราจะมีหน้าที่ไปซุปเปอร์อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ส่วนที่อื่น ๆ เราพยายามไม่ออก ตอนนี้สงสารลูกเราเพราะเขาต้องการสังคม เขาไม่ได้เจอเพื่อน เขาไม่ได้ไปโรงเรียน แล้วก็ติดแหงกอยู่กับบ้าน”

ช่วงที่เวย์ติดเราอยู่ด้วยกันไหม ? แอน : “ไม่อยู่ เราไม่เจอกันเลยตั้งแต่ต้นมกราคม เพราะมันมีกระแสว่าโควิดจะกลับมาก็เลยจะไม่ค่อยได้เจอเพื่อน พอรู้เราก็ตกใจว่ามันใกล้ตัวมาก ๆ ตอนแรกเรามองเป็นเรื่องไกลตัวอย่างตอนที่ลิเดียหรือแมธทิวเป็น เรารู้จักแต่ไม่ได้สนิทมาก แต่พอเวย์เราสนิทกันมาก ก็เลยนอยด์ ก็มีโทรถามนานาว่าเป็นอย่างไร นานาก็เสียงสั่น เขาก็กังวล โดยเฉพาะคนที่มีลูกเขาก็คิดถ้าเขาเป็นแล้วใครจะดูแลลูก ลูกจะติดไหม จะอย่างไรต่อ”

แอนมีลูก 2 คน จิรงๆ เป็นคนมีลูกยากเหรอ ? แอน : “ยาก ที่ผ่านมาตั้งแต่แต่งงานเราเป็นคนแข็งแรงเราก็ลองมาเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ติดจนต้องลองวิธีวิทยาศาสตร์ เราลองวิธีวิทยาศาตร์ 4 รอบ กว่าจะได้”

ไอทีเอฟ อะไร? แอน : “เขาเรียกว่าเด็กหลอดแก้ว เป็นการผสมไข่เรากับสเปิร์มของสามี ไปผสมข้างนอกเพื่อให้ได้ตัวอ่อน แล้วค่อยเอามาฉีดเข้าข้างในตัวเรา ส่วนลูกคนที่สองถูกแช่แข็ง 5 ปี ถึงเอามาฉีดใส่ตัวเรา ถามว่าที่ต้องรอนานขนาดนั้น เพราะแอนกับภูริไม่ได้กะจะมีลูกอีก แล้วตอนแรกที่เราทำไอทีเอฟ เราได้ไข่มา 7 ฟอง ผสมออกมาแล้วได้ผู้หญิง 6 คน มันจะรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์จากโครโมโซม พอหมอบอกว่าเราได้ผู้หญิง 6 คน เราก็ยืนมองหน้ากันเพราะตอนแรกเราอยากได้ลูกชาย เพราะไลฟ์สไตล์เราสมบุกสมบัน บวกกับสมบัติของสามีน่าจะเหมาะกับลูกชายมากกว่า ก็เลยยังไม่เอา ก็ดูดไข่มาอีกรอบหนึ่ง ปั่นเชื้อของสามีให้ได้ผู้ชาย ปรากฎว่าได้ผู้ชายมา 2 คน แต่ไม่ค่อยแข็งแรง เราก็ไม่อยากเสี่ยงกลัวจะเป็นอะไรขึ้นมา เราก็ทำอยู่ 3 รอบ กว่าจะได้ริชาแล้วก็จบ ก็ไม่คิดจะทำลูกอีก จนริชาอายุ 3 ขวบครึ่ง เห็นลูกเหงาก็เลยทำ ซึ่งคนนี้ก็เป็นล็อตเดียวกับริชาเมื่อ 5 ปีที่แล้วเพียงแต่มาเกิดช้าหน่อย”

ถามว่าเราทำแบบนี้ค่าใช้จ่ายเยอะไหม ? แอน : “ก็เยอะอยู่ คือมันหลายรอบ พอรวม ๆ กัน ก็ 7 หลัก”

ได้ข่าวว่าท้องคนที่ 2 แพ้หนักมาก ? แอน : “ใช่ ผิดกับริชาเลย ตอนท้องริชาสบาย ๆ แต่กว่าจะได้ริชามันยากมาก แต่พอได้มันง่ายไปหมด แต่พอลิษานอนไม่กลับอยู่ 2 เดือนเต็ม เหวี่ยง อารมณ์เสีย จนคลอด แล้วก็โดนแทรกซ้อน เป็นกรดไหลย้อน”

ทำไมต้องเลี้ยงลูกเหมือนเข้าทหาร ต้องเป๊ะทุกอย่าง ? แอน : “คือไม่ได้เป็นทหารขนาดนั้น เราเชื่อตั้งแต่คนแรกแล้วว่า ทำอะไรที่เป็นเวลา เป็นตารางมันจะง่ายสำหรับเราและง่ายสำหรับเขา อย่างลิษาจะกินนมทุก 3 ชั่วโมง นอนตอนไหนก็จะเป็นจังหวะ แล้วเราก็ทำอย่างนั้นเรื่อยมา อย่างริชานั่งชักโครกมาตั้งแต่อายุ 6 เดือน คือเราจับนั่งเลย เราก็จับนั่งให้เขาชิน แล้วก็นั่งแบบนี้ทุกวัน เวลาเดิม จนตอนนี้ 5 ขวบ เวลานั้นเขาก็จะถ่ายเสร็จเรียบร้อย ลิษาเราก็จับฝึกแบบนี้เหมือนกัน ทุกวันนี้แทบจะไม่ต้องใช้แพมเพิร์ตแล้ว กินข้าวและนอนก็เป็นเวลา มันก็จะง่าย”

ลูก 2 คน นิสัยเหมือนกันไหม ? แอน : “ไม่เหมือน คนโตจะเป็นแนวหวาน ๆ ชอบอะไรสวยงาม ตอนแรกคิดว่าเขาจะลุย ๆ นะ แต่เขาเป็นคนขี้กลัวและเป็นคนขี้อ้อน ส่วนลิษาก็จะดุดันเหมือนแม่นิดหน่อย แล้วก็ลุย ๆ ไม่กลัวอะไร ก็เป็นคาแร็กเตอร์แตกต่างชัดดี ตอนนี้บ้านเราแบ่งหน้าที่ชัดเจน คือ สามีหาตังค์ เราก็มีหน้าที่เป็นแม่ดูแลลูก จัดระเบียบ และให้เขาโตตามวัย เราก็แล้วแต่เขาว่าเขาอยากเป็นอะไร เรามีแค่หน้าที่เลี้ยงให้เขาโตมาเป็นคนดีเท่านั้นพอ”

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ แอน อลิชา เครียดกุมขมับ เจอพิษโควิด ธุรกิจท่องเที่ยวครอบครัว เสียหายเป็นล้าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง