ณัฏฐ์ เทพหัสดินฯ จำเป็นบทเรียน เลือกคนผิดมาบริหารประเทศ ไม่โกรธโดนชาวเน็ตแซะปมเป่านกหวีด เผยใช้เงินเก็บเกือบหมดเกลี้ยงแล้ว
ดาราหนุ่มมากฝีมือ ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เปิดใจกับทาง “ข่าวสดบันเทิงออนไลน์” หลังส่งคุณแม่ไปอเมริกา ก่อนจะพาครอบครัวตามไปหลังเคลียร์ทุกอย่างเสร็จ เผยจริงไหม? ที่ว่าเหลือเงินเก็บเฮือกสุดท้ายแล้ว พร้อมเคลียร์ใจโดนช่วเน็ตแซะปมการเมืองในอดีต
ส่งคุณแม่ไปอเมริกา ไปอยู่ถาวรหรือเปล่า? “ไม่ได้ถาวรครับเพราะคุณแม่ไม่ได้มีวีซ่าที่ไปทำงานหรือว่าไปอยู่ได้ยาวๆ เป็นวีซ่าท่องเที่ยวธรรมดา รอบนี้ไม่รู้ว่าคุณแม่จะอยู่นานแค่ไหน เต็มที่ก็ได้แค่ 6 เดือน อย่างต่ำก็น่าจะเดือนถึงสองเดือน เพราะคุยกับคุณแม่แล้วว่าให้เขาฉีดบูสเตอร์ช็อตที่3 เลย คือตอนนี้คุณแม่ฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มแล้ว เดินทางไปที่โน่นก็น่าจะต้องรออีกประมาณเดือนหนึ่งถึงจะฉีดบูสเตอร์ได้”
“จุดประสงค์หลักคือคุณแม่เดินทางไปครั้งนี้ก็เป็นเรื่องงานส่วนตัวของเขาด้วย แล้วก็อยากไปเยี่ยมพี่สาวด้วย สถานการณ์ทางด้านโน้นมันก็เริ่มดีขึ้น แต่วันนี้เพิ่งได้ข่าวมาใหม่ว่ามีโควิดสายพันธุ์เดลต้ากลับมาระบาดอีกรอบที่ฟลอริด้า เลยยิ่งเป็นกังวลแต่ก็คิดว่าน่าจะโอเคเพราะยังไงแล้วก็ให้คุณแม่ใส่แมสก์ตลอดเวลา แล้วก็ห้ามการ์ดตกเด็ดขาด ต้องล้างมือบ่อยๆ”
ดูโพสต์นี้บน Instagram
บอกว่าส่งคุณแม่ไปก่อน ส่วนตัวเองจะตามไปทีหลังหลังจากเคลียร์ทุกอย่างเสร็จ? “ตามที่คิดไว้ผม ภรรยากับลูกน่าจะไปช่วงประมาณสิ้นปีหรือต้นปีหน้า จริงๆ แพลนไว้ว่าอยากไปเที่ยว แล้วก็พาลูกไปหาคุณตาคุณยายก็คือพ่อแม่ของคุณนาน่า”
“อันนี้คือตั้งใจไปอยู่แล้วไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นยังไง อีกอย่างหนึ่งคือคิดจะไปดูลู่ทางด้วยว่าสมมุติถ้าเราจะย้ายไปอยู่ที่โน่นจริงๆ ตามที่ผมได้ลงโพสต์ไว้ก่อนหน้านี้ เราก็อยากไปหาว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง”
หลายคนใจหายคิดว่าจะหันหลังให้วงการบันเทิงแล้ว? “คือให้ตอบตรงนี้เลยว่าคงไม่ได้หันหลังให้วงการบันเทิง 100% ผมก็ยังรู้สึกว่านี่เป็นอาชีพที่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เราเรียนจบ แล้วก็เป็นอาชีพที่เรารัก แล้วเราก็อยู่ในวงการมา 14-15 ปีแล้ว สำหรับผมอาชีพนี้มันอยู่ตัวแล้วหมายถึงว่าไม่ได้หวือหวาไปมากกว่านี้แล้ว เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันก็เลยทำให้เราคิดว่าเออ…หรือว่าเราจะลองไปหาอะไรทำใหม่ๆ ดู”
“บวกกับการที่เราเริ่มมีลูกพอดี แล้วคุณนาน่าเกิดที่อเมริกาอยู่แล้วมันก็มีโอกาสที่ไปได้ เขาเป็นพลเมืองที่โน่น ถ้าเกิดเราไปเราก็ไม่ได้ไปเริ่มนับศูนย์ใหม่ มันมีที่ทางให้เราไปได้ เลยคิดว่าไหนๆ ถ้าเกิดมันไม่ได้มีอะไรช่วงนี้ก็ไปที่โน่นสัก 3-4 ปีมั้ย แล้วก็ให้ลูกได้เรียนที่โน่นด้วย ไปที่โน่นมันไม่ใช่ว่าสบายกว่านะ เผลอๆ อาจจะลำบากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าเรื่องของคุณภาพชีวิต สวัสดิการรัฐที่มีมันอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับเราได้ในช่วงที่ลูกเราโตด้วย”
เห็นตอบคอมเมนต์ว่าเป็นเงินเฮือกสุดท้ายแล้วเหมือนกัน? “จริงๆ ตั้งแต่ผมเรียนจบผมไม่เคยขอเงินพ่อแม่เลย คนอาจจะคิดว่าผมนามสกุลเทพหัสดิน ณ อยุธยา แล้วต้องมีเงินเยอะแยะเป็นไฮโซนู่นนั่น ซึ่งจริงๆ ผมก็คือคนปกติธรรมดาทั่วไป โอเคบ้านเราเคยมีฐานะอาจจะมีสมบัติอะไร แต่นั่นคือส่วนของคุณพ่อคุณแม่ที่เขาสร้างมา”
“ผมปฏิญาณตนเองไว้ตั้งแต่เด็กๆ ว่าจะไม่ขอเงินพ่อแม่ตั้งแต่เรียนจบซึ่งผมก็ทำอย่างนั้นมาตลอด แล้วก็ด้วยภาวะตอนนี้ที่ผมผ่อนบ้าน 2 หลัง บ้านคุณแม่หลังหนึ่งแล้วก็บ้านที่ผมอยู่เอง มันก็เป็นภาระที่หนักมานานแล้วแหละ แต่ว่าผมก็ไม่ได้ไปบ่นกับใครเพราะมันเป็นหน้าที่เรา แล้วก็ทำมาได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร”
“แต่พอมันมาติดโควิดแน่นอนคือรายได้มันหดหาย ไปถ่ายละครก็ไม่ได้ ละครที่มันมีออนแอร์สต๊อกของปีที่แล้วที่มันยังพอถ่ายไว้ก็ยังพอมีบ้าง แต่ด้วยความที่มันผ่อนบ้าน 2 หลังมันก็เริ่มร่อยหรอลงไปทุกเดือน งานหยุดแต่การที่เราต้องผ่อนบ้านผ่อนรถยังไม่ได้หยุดตาม ดอกเบี้ยก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีการผ่อนผันอะไรให้เราเลย”
“นี่ก็คือเป็นความอัดอั้นตันใจอย่างหนึ่งว่าทำไมสถานการณ์แบบนี้ธนาคารหรือรัฐบาลถึงไม่ออกมาตรการอะไรมาช่วยเหลือประชาชน อย่างผ่อนผันเรื่องของการผ่อนค่ารถค่าบ้าน ไม่เก็บดอกเบี้ยเลยก็ได้ แต่อันนี้คือโอเคผ่อนผันได้หมายถึงว่าไม่ต้องจ่าย 3เดือน 6เดือนได้แต่ดอกเบี้ยก็ยังเดินอยู่ มันก็ไม่ได้เป็นการช่วยประชาชนแบบ 100% จริงๆ”
“สำหรับเราเราก็ทำเท่าที่ทำได้ ใช้เงินเก็บที่เรามีอยู่มา 2 ปีแล้ว ผ่อนบ้าน 2 หลัง รถอีก ไหนจะลูกคลอดอีก ทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่ายหมด เราก็สามารถที่จะดึงมาได้เรื่อยๆ จนกระทั่งมันมาถึงช่วงนี้ที่ก็บอกตรงๆ ว่ามันก็ตึง ตึงจนไม่รู้จะตึงยังไงแล้ว เอาจริงๆ เงินเก็บของผมในส่วนของตัวเอง ไม่รวมของลูกที่เก็บไว้ให้ลูก คือเอามาใช้จนเกือบหมดเกลี้ยงแล้ว”
“จริงๆ ไม่ได้ถึงขั้นว่าเราหมดเนื้อประดาตัวขนาดนั้น มันก็ยังมีสมบัติที่เราสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ แต่เราก็แค่พยายามดึงให้มันถึงที่สุดก่อนที่จะต้องเอาสมบัติที่เรามีมาเปลี่ยนขายเป็นเงิน ที่บอกว่าเฮือกสุดท้ายก็คือเฮือกสุดท้ายของเงินเก็บจริงๆ ที่เรามีอยู่”
ในวิกฤตที่เจออยู่ตอนนี้อยากจะส่งเสียงไปถึงใคร หรือว่าอยากจะขอความช่วยเหลือในเรื่องไหนที่คิดว่ามันสำคัญที่สุดในตอนนี้? “เราไม่พูดเรื่องการเมืองแล้วกันเนอะเพราะว่าต่างคนต่างความคิด แต่ว่าเอาหลักๆ แล้วเนี่ยผมมองว่าอยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องของวัคซีนที่มันมีประสิทธิภาพดีกว่านี้ อย่างน้อยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ คุณหมอพยาบาลที่เขาต้องต่อสู้”
“วันก่อนดูข่าวว่าแพทย์พยาบาลติดโควิดตั้ง 800กว่าคน นี่คือด่านหน้าของเราคือนักรบ แล้ว 800กว่าคนที่หายไปนี่คือหมายความว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก แล้วเขาต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกขนาดไหน เหมือนคนจะรบแล้วเอาปืนแก๊ปไปยิงสู้กับปืนใหญ่มันเป็นไปไม่ได้อ่ะครับ มันสู้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็คือการที่เขาจะสู้ได้อย่างเต็มที่ต้องมียุทโธปกรณ์ มีวัคซีนที่ดีมาช่วยกันต่อสู้”
“อย่างที่สองคือเรื่องของการผ่อนผันไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือรถ เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะไม่ไหวแล้ว ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากธนาคารเลย การที่เราจะผ่อนบ้านผ่อนรถเท่าเดิม บวกกับดอกเบี้ยเข้าไปอีกมันหนัก แม้กระทั่งภาษีอ่ะ ภาษียังจะมาเก็บกับประชาชนอีกเหรอครับ(หัวเราะ) เหมือนรีดเลือดกับปูเลยนะ ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว เราก็มีความอัดอั้นตันใจเหมือนกันไม่ต่างกับทุกคนหรอกครับ”
“ผมเชื่อว่าประชาชนหลายๆ คนที่ออกมาต่อว่ารัฐบาลมันก็เป็นเรื่องปกติแล้วล่ะ คงถึงจุดสุดที่แบบ…เขาก็คงอึดอัดอัดอั้นตันใจโกรธแค้นหลายๆ อย่าง มันไปห้ามเขาก็ไม่ได้เนอะ แต่อยากจะฝากถึงทุกคนว่าในสถานการณ์แบบนี้เราอยากจมดิ่งไปกับความเกลียดชัง อย่าหลงไปกับทางเส้นนั้นดีกว่า หันมามองมุมดีๆ ของชีวิตที่มันยังพอมีหลงเหลืออยู่”
อยากบอกกับคนที่เข้ามาแซะปมการเมือง-ปมเป่านกหวีดในอดีตยังไงบ้าง? “จริงๆ ไม่โกรธเลยนะ แล้วก็ไม่ถือด้วยเพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่างกัน เมื่อก่อนโอเคผมเข้าใจว่าการที่เราเลือกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมันก็เหมือนกับการที่เราเลือกแฟน เหมือนเลือกคู่ชีวิต เพราะเราต้องอยู่ไปกับเขา บางทีเราอาจจะเลือกคนผิดก็ได้ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ”
“ผมเองก็ยอมรับจริงๆ ว่าเออ…เรามองอะไรผิดไป ณ จุดนั้นความคิดเราเป็นแบบหนึ่ง แต่พอเราโตขึ้นมาโอเคเราได้เห็นผลงานเขา เราได้ให้โอกาสเขาแล้วก็ยังทำแบบเดิมๆ วิธีเดิมๆ แล้วก็บริหารเหมือนคนบริหารไม่เป็น มันคือล้มเหลวอ่ะเอาง่ายๆ พูดง่ายๆ เหมือนเราอกหักอ่ะ เราก็รู้สึกว่าเรายอมรับนะว่าเราเลือกผิด แล้วก็ไม่โกรธเลยที่คนเขาจะมาว่าเรา โอเคเรายอมรับ”
“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เซ้นซิทีฟ อะไรที่มันผ่านไปแล้วเราก็รู้สึกว่าเราก็คงเลือกผิดและยอมรับแหละ แต่ว่า ณ ตอนนี้เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าเราจะขับเคลื่อนประเทศให้มันไปข้างหน้าต่อได้ยังไง แล้วต่อจากนี้เราก็ต้องเก็บเป็นบทเรียนในอนาคต ว่าการที่จะเลือกใครมาดูแลชีวิตเรามันก็ต้องดูกันดีๆ”
“แล้วก็ต้องเป็นคนที่เหมาะกับหน้าที่นั้นจริงๆ ผมว่าอันนี้คือสำคัญเวลาเราจะทำหน้าที่อะไรคือเราต้องรู้จริง รู้ถึงแก่นสาร แล้วก็สามารถที่จะทำหน้าที่นั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ใช่ว่างูๆ ปลาๆ โน่นนี่นั่นแล้วก็ดันทุรังทำแบบเดิม(หัวเราะ)”
“แล้วตัวผมเองที่จะไปต่างประเทศเนี่ย มันก็ไม่ใช่เพราะว่าเราจะหนีประเทศเรานะ แต่มันคือเหมือนกับการถอยไปตั้งหลัก ถ้าเรามีทางเลือกซึ่งผมมีโอเค…ผมผิดหรือเปล่าที่ผมมีทางเลือก ผมก็ไม่ผิดนะ ในเมื่อผมมีทางเลือกแล้วก็ต้องการให้ครอบครัวเราได้สิ่งที่ดีที่สุด”











