อี๊ฟ พุทธธิดา ปัดเข้าข้างลูก แจงโพสต์เดือดเพื่อลงความเห็น-ระบาย ฝากถึงคนทำงานเกี่ยวกับเด็กเล็ก

หลังจากที่คุณแม่ลูกสอง อี๊ฟ พุทธธิดา ศิระฉายา โพสต์เล่าเหตุการณ์ยาวเหยียดขณะพา น้องมีบุญ ไปโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ชื่อดังในห้างแห่งหนึ่ง แล้วลูกงอแงร้องไห้ สุดท้ายครูรีเซพชั่นเดินมาตะคอกใส่ลูกวัย 4 ขวบ และเปรียบเทียบกับอีกโรงเรียนที่ปฏิบัติแตกต่างอย่างดีแม้ไม่ทำให้ลูกหยุดร้องได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ล่าสุดวันที่ 12 ก.ค. “ข่าวสดบันเทิงออนไลน์” ได้เจอกับ สาวอี๊ฟ ในงานประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 31 ประจำปี 2565 ที่ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก วิภาวดี จึงสอบถามถึงเหตุการณ์ที่ออกมาโพสต์เดือดล่าสุด

โดยเจ้าตัวกล่าวว่า “ไม่หรอกค่ะ มันเป็นเรื่องความรู้สึกของคนเป็นแม่มากกว่า จริงๆ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร แล้วก็ไม่ได้ต้องการให้มันเป็นประเด็นด้วย มันเป็นแค่ความรู้สึกเหมือนเราก็สะเทือนอารมณ์ของเรา ณ เวลานั้น ตอนที่เราเห็นลูกโดนตะคอก แล้วมันดันเป็นตอนที่เขาอุตส่าห์อยากจะกลับลงไปเรียนแล้ว แต่ความงอแงของเขามันไม่เอื้อ จังหวะหมุนตัวที่จะพาลูกออกจากประตูก็คิดว่าเขาจะเดินตามเรามา เห็นว่าเขาหยุดยืนอยู่ที่เดิมและร้องไห้”

“เราก็กำลังจะหันไปคว้าลูกแต่ไม่ทันถึงตัว ครูคนนั้นก็เดินอ้อมเคาน์เตอร์มาตะคอกลูกเราก่อนว่า No! แล้วก็ยังทำเสียง…ชู่ว! ใส่อีก เราก็เลยรู้สึกว่าเฮ้ย! ขนาดเราเป็นแม่เรายืนอยู่ตรงนั้น เขามาบอกเราหรือตำหนิเราก็ได้ว่า คุณแม่คะรบกวนน้องคนอื่น รบกวนพาลูกออกไปข้างนอก เรารับได้เพราะเรารู้ว่ามันรบกวนจริงๆ คือเราไม่ได้พูดว่าลูกเราไม่งอแง เพราะก่อนหน้านั้นเราก็พาลูกออกมาแล้วรอบนึงแล้วกลับเข้าไป โอเคเข้าใจได้ว่าอาจจะไม่พอใจ รำคาญ หรืออะไร แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะทำกับเด็กอ่ะ”

โพสต์ด้วยความรู้สึกโกรธเลยไหม? “ปกติเป็นคนไม่ค่อยโพสต์หรือบ่นอะไร แต่พอมันเป็นเรื่องลูก…คือเราก็อยากรู้ด้วยแหละว่าเราโพสต์ไปแล้วแม่คนอื่นเขาจะมีความเห็นอย่างไร ซึ่งก็มีบางคอมเมนต์พูดกลับมาเหมือนกันว่าลูกเราไม่ได้น่ารักกับทุกคน เราก็บอกว่าเราเข้าใจตรงนั้น แต่เราแค่ไม่อยากให้ผู้ใหญ่ที่วุฒิภาวะมาตะคอกเด็ก โดยเฉพาะกับคนที่เด็กไม่ได้รู้จักด้วย มันถูกแล้วเหรอ เราก็แค่อยากรู้ว่ามันถูกหรือเปล่าหรือเราคิดมากไปเอง”

ณ ตอนนั้นมีบุญตกใจไหม? “เขาตกใจสะดุ้งนิดหนึ่ง แต่เขาก็ยิ่งร้องไง มันไม่ได้ทำให้เขาเงียบ เลยทำให้เห็นว่านั่นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา โดยเฉพาะคุณไม่ได้เป็นคนที่เด็กรู้จักด้วย เขาก็ยิ่งกลัวป่ะ เราแค่รู้สึกว่าโรงเรียนเด็กเล็กอ่ะค่ะ เด็กเล็กขนาดนี้คงต้องใช้บุคลากรที่มีความเข้าใจนิดนึงหรือเปล่า”

หลังจากที่โพสต์ไปมีฟีดแบ็กกลับมาไหม? “ไม่มีค่ะ แล้วจริงๆ เราไม่ได้อยากให้เขามาขอโทษหรืออะไร มันเป็นการโพสต์เพื่อลงความเห็นและการระบายเล็กๆ ของเรามากกว่า แล้วตอนที่เจอเองเราไม่ได้เทกแอ๊กชั่นอะไรเลย แค่ดึงลูกตัวเองออกมา แล้วก็มายืนพูดกับลูกข้างหน้าโรงเรียนว่า หนูจะไม่ได้กลับมาที่นี่แล้วนะคะเพราะว่าหนูงอแง แล้วหนูก็ต้องไม่งอแงแบบนี้อีก”

“อย่างที่บอกเราไม่ได้มองว่าลูกเราทำถูก จากนั้นเราก็พาลูกเดินไปจะไปกินข้าว แล้วก็ไปผ่านอีกโรงเรียนหนึ่ง แล้วการตอบสนองของอีกโรงเรียนหนึ่งในสภาวะเดียวกันมันต่างออกไป มันเลยยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เราคงไม่ได้คิดเองมั้ง ว่าการรับมือกับเด็กเล็ก มันควรจะทำวิธีไหน

อีกโรงเรียนหนึ่งเขามีวิธีจัดการได้ดีกว่าใช่ไหม? “คือมีบุญก็ไม่ได้หยุดร้องนะ คือวันนั้นเขางอแงมาก ไม่รู้ว่าเขาง่วงไรอะไร เพราะปกติเวลาไปห่างลูกไม่เคยร้องขนาดนี้เลย ทำให้เราแปลกใจว่าเขาคงอารมณ์ไม่ดีอะไรสักอย่าง คงขัดใจเขา เพราะตอนแรกเขาคิดว่าเขาจะเรียนอีกที่หนึ่ง แต่เราลากเขาไปอีกที่หนึ่ง แล้วพอเรายอมเรียนแล้วก็ไม่ให้เรียนอีก พอจะกลับบ้านดันไปผ่านโรงเรียนที่อยากจะเรียนอีก เขาก็เลยเสียใจ”

จากนี้เราจะกังวลไหม ถ้าพาลูกไปเรียนแล้วจะเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก? “มันอาจจะแยกเป็นประเด็นๆ ได้ ว่าถ้าเกิดใครที่อยู่ในอาชีพนี้ หรือว่าเป็นเจ้าของกิจการก็ได้ เพราะบางที่ก็ไม่ใช่ตัวเจ้าของกิจการ ไม่ใช่ตัวคุณครู อาจจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่ก็ได้ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเด็ก อี๊ฟว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ความรู้สึกของเด็กก็หนึ่ง ความรู้สึกของผู้ปกครองก็อีกหนึ่ง เป็นสิ่งที่ควรจะคำนึงถึงสักนิดหนึ่งค่ะ”

สามีว่าอย่างไรบ้าง ของขึ้นอยู่เหมือนกัน? “ดีมากที่ต้นไม่ได้ไป(หัวเราะ) ถ้าต้นไปอาจจะไม่ใช่แบบนี้ เพราะเขาจะไม่ทน แล้วมีแม่หลายคนที่บอกว่าเราใจเย็น ไม่ได้ใจเย็นหรอก อึ้งมากกว่า ตกใจ พูดตรงๆ คือเราอึ้ง แล้วก็รู้สึกว่าใช่เหรอ เรารู้ว่าลูกเราทำไม่ถูก แต่เขาก็คือเด็ก 4 ขวบ เขาไม่ได้ไปขว้างปาข้าวของอะไร เขาก็แค่ร้องไห้”

ยืนยันว่าเราไม่ได้เข้าข้างลูกหรือโอ๋เขา?จริงๆ คือเราตีลูกไปแล้ว ก่อนที่เขาจะสงบสติอารมณ์และลงไปว่าอยากเรียน ลงโทษไปแล้ว ว่าจะงอแงพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ไม่ได้ เพราะตอนแรกเขาไม่เอาเลย เขาอยากไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งเราก็ดึงออกมาข้างนอก แล้วคุยกันเคลียร์กันแล้ว เขาก็ยืนยันว่าเขาอยากเรียน เราก็เลยบอกงั้นลูกต้องเงียบก่อน ต้องสงบก่อน พอเขานิ่งแล้วก็เลยเอาเขาลงไป แล้วเราไม่เปิดประตูให้ด้วย บอกว่าถ้าอยากเรียนให้เปิดประตูเข้าไปเอง เขาก็เป็นคนผลักประตูเข้าไปเอง”

หลังจากเหตุการณ์นี้เราสอนเขายังไงบ้าง? “เราก็สอน แต่เขาไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกวัน เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงงอแงวันนั้น แต่ก็อย่างที่บอกว่าความรู้สึกเด็กเรื่องหนึ่ง ความรู้สึกผู้ปกครองเรื่องหนึ่ง การคัดสรรบุคลากรหรือว่าการรับมือ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องดูค่ะ”

ไม่ได้หมายความว่าจะดุลูกเราไม่ได้ใช่ไหม แค่มันต้องอยู่ในวิธีการที่เหมาะสม? “คือเขาไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กมาก่อน ง่ายที่สุดคือบอกผู้ปกครอง คือตำหนิเราซะยังดีกว่า ที่จะไปตะคอกเด็กที่เขาไม่รู้เรื่องอะไร เขาก็รู้เรื่องแหละ แต่ไม่ใช่เวลานั้น และมันก็ไม่ใช่วิธีการรับมือกับเด็กที่กำลังงอแงได้ดี”

อยากฝากอะไรถึงการจัดการไหม? “ใครก็ตามที่ทำอยู่ในบริเวณที่เกี่ยวกับเด็ก อาจจะได้สะท้อนดูด้วย ว่าเราเต็มที่ไหม เรามีความพร้อมหรือเปล่า ที่จะทำงานกับเด็ก เพราะมันเป็นเรื่องหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้ หรือถ้าใครกำลังเครียดมากๆ กับสภาวะการทำงานเกี่ยวกับเด็ก ก็อยากให้ใจเย็นด้วยตัวเองก่อน คิดให้ดีก่อนที่จะทำสิ่งนี้กับเด็กค่ะ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน