เอส วรฤทธิ์ เผยเหตุยอมคืนจอในรอบ 12 ปี เขินถูกเรียก “นักแสดง” อีกครั้ง
หลังผันตัวไปลุยงานเบื้องหลังในตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท CHANGE2561 อยู่นาน ล่าสุด เอส วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัย กลับมาคืนจออีกครั้งในรอบ 12 ปี ประเดิมโปรเจกต์ CHANGE2561 ORIGINAL ในซีรีส์บอยเลิฟเรื่องแรกของบริษัทอย่าง “Pit Babe The Series”
ทั้งนี้เจ้าตัวได้เผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับงานเบื้องหน้าอีกครั้ง หลังมาร่วมฟิตติ้งกับน้องๆ นักแสดงหน้าใหม่ทั้ง 12 คน วันนี้(7ส.ค.) ที่ DAD Studio Bangkok
ห่างหายจากงานแสดงไป 12 ปี คืนจออีกครั้งใน “Pit Babe The Series” เป็นยังไงบ้าง? “ตื่นเต้นครับ แต่ว่าจริงๆ มันไม่ได้ห่างหายไปไหนเลย เพราะว่าอยู่กับเบื้องหลังหมดเลย เรื่องล่าสุดที่เล่นก็คือ คลับฟรายเดย์ เดอะซีรีส์ ซีซั่น1 ซึ่งทำเองแต่ว่าตอนนั้นมันยังเป็นเรื่องสั้นๆ 1 อีพี แล้วเราก็เล่นเรื่องนั้นเป็นเรื่องสุดท้าย จนถึงวันนี้ก็น่าจะ 12 ปีได้”
ตัดสินใจยากไหมกับการที่จะกลับมาเบื้องหน้าอีกครั้ง? “เอาจริงๆ ถ้าถามว่าคิดถึงไหม ก็คิดถึง เพียงแต่ว่ามันเป็นความคิดถึงที่เราอยู่ติดขอบตลอดเลย เราโค้ชน้องๆ นักแสดง เราอยู่ในฐานะเบื้องหลัง พอโปรเจกต์ Pit Babe เกิดขึ้นมันก็เป็นความหวังของบริษัทเหมือนกัน ด้วยความที่พอ CHANGE2561 ลุกขึ้นมาทำ CHANGE2561 Original
เรื่องนี้มันเป็นบอยเลิฟซีรีส์เรื่องแรก ซึ่งเราก็เตรียมตัวกันมาค่อนข้างนานมาก พอทำปั๊บเราก็จะอยู่กับคาแร็กเตอร์อยู่กับเรื่องจนแบบแคสติ้งเจอน้องๆ ทั้ง 12 คน แล้วเราก็โค้ชอยู่กับเขาตลอดเวลา เวิร์กช็อปไปเรื่อยๆ โค้งสุดท้ายมันก็เลยกลายเป็นว่าเอ๊ะ! แล้วบท โทนี่ ซึ่งเป็นตัวละครที่สำคัญมากตัวหนึ่ง ตอนแรกก็พยายามหาแคสต์คนอื่นแล้วแหละ มองไว้เยอะ
แต่ความที่ข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เพราะมันเป็นโปรเจกต์ค่อนข้างเร่งด่วน ซึ่งนักแสดงส่วนใหญ่ที่มองไว้ก็จะมีคิวอยู่แล้ว เราคิวว่างและก็เผอิญแก่ได้ที่พอดี เลยคิดว่าเล่นเองดีกว่า(หัวเราะ)”
เคาะสนิมเยอะไหม? “อย่างที่บอกว่ามันไม่ได้ห่างไปเลย เพียงแต่ว่าเราไม่เคยออกมาแอ๊กติ้งเอง เลยกลายเป็นความตื่นเต้นมากกว่า เราเองก็เป็นนักแสดงที่โตมากับในเจนยุคนั้น ซึ่งปัจจุบันไทป์การแสดงของโลกการแสดงมันเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ก็ยังลุ้นกับตัวเองอยู่เหมือนกันว่าไทป์การเล่นของเรามันจะเป็นวันนี้เหมือนเวลาเราโค้ชเขาหรือเปล่า เพราะบางอย่างมันก็ซึมมันฝังอ่ะ เร็วๆ นี้ก็จะต้องเข้าไปเวิร์กช็อปเหมือนกันครับ”
การได้มาร่วมงานกับน้องๆ นักแสดงรุ่นใหม่ เหมือนได้ปลุกไฟในตัวเองอีกครั้งไหม? “เล่นกับนักแสดงใหม่มันก็เป็นข้อดีนะ แต่ว่าน้องๆ ทั้ง 12 คนนี้เราเห็นเขาตั้งแต่วันแรกเลย อยู่กับเขาฝึกกับเขา จนเหมือนเราก็ได้ซ้อมไปในตัว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้แอ๊กติ้งว่าเป็นโทนี่ตั้งแต่ต้นเพราะตอนนั้นเรายังไม่ได้ตัดสินใจ”
ปรับจูนตัวเองเยอะไหมกับการที่จะต้องมาเล่นซีรีส์แนวบอยเลิฟ? “ถ้าในบทบาทของนักแสดง บทโทนี่ไม่ได้จิ้นหรือว่ามีคู่หรือมีความสัมพันธ์ในรูปแบบบอยบอย คนที่มันเป็นบิ๊กบอสใหญ่ที่มันอยู่เบื้องหลังของทุกอย่าง แล้วเบื้องหลังของเขาถ้าคนที่ยังไม่ได้อ่านนิยายก็จะคาดไม่ถึงว่ามันเกิดเรื่องอะไรบ้าง
แล้วความสัมพันธ์ของตัวละครโทนี่กับเด็กๆ ทั้ง 12 คนมันซับซ้อนจริงๆ ซึ่งสุดท้ายก็เอาเรื่องอยู่(ยิ้ม) เอาจริงๆ โทนี่ก็เป็นตัวละครหนึ่งที่มันก็เป็นคนปกติในยุคปัจจุบัน มีความเป็นสีเทา”
พอได้กลับมาคืนจออีกครั้งเริ่มติดใจไหม? “ถ้าเราเอาตัวรอดได้ในเรื่องนี้นะ แล้วค่อยว่ากัน(ยิ้ม)”
สวมหมวกหลายใบเลยสำหรับโปรเจกต์นี้? “จริงๆ นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่รับเล่นด้วย เพราะว่าก็คงต้องไปกองถ่ายทุกวันอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่เข้าไปสวมหมวกอีกใบหนึ่งในการเป็นนักแสดงก็น่าจะสะดวกดี ส่วนว่าหลังจากเรื่องนี้แล้วจะมีโอกาสร่วมงานกับค่ายอื่นๆ ในฐานะนักแสดงบ้างไหม
ถ้ามีโอกาสก็ดีนะครับ ในมุมของนักแสดงเราก็อยากทำงานร่วมกับผู้กำกับหลายๆ คน ทีมงานหลายๆ ทีมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันก็ยังมีหมวกใบหลักที่เราต้องทำงานเบื้องหลังอยู่ มันก็อาจจะยากนิดนึงในเรื่องของเวลา แต่ว่าพอมันเป็นเรื่องนี้ที่เราทำเองอย่างที่บอกว่าเราก็ต้องไปกองถ่ายอยู่แล้ว เลยสะดวกขึ้น”
ก่อนหน้านี้มีคนจีบหรือชวนให้กลับไปเล่นละครเยอะไหม? “ไม่เคยมีใครชวนเราเล่นละครเลย(หัวเราะ) แต่ว่าก็อย่าเพิ่งเลย ยังไม่ได้ประกาศเปิดรับ งานที่มีอยู่ก็ทำไม่ค่อยทันอยู่แล้ว มันมีหมวกหลายใบ อยู่ตึกก็บริหารบริษัท ในมุมออกกองก็เหมือนเราเป็น Executive Producer เลยมีหลายอย่างที่ต้องทำ”
พอได้กลับมาในวันนี้แล้วถูกเรียกว่าเป็นนักแสดงอีกครั้งหนึ่ง รู้สึกเขินไหม? “นี่ก็เขินอยู่ พยายามเก็บอาการอยู่ครับ”


