ผู้สร้างหนัง แมนสรวง แจงดราม่าได้งบจาก วธ. ยันทำตามขั้นตอน-ไม่มีเส้นสาย หวังส่ง Soft Power วัฒนธรรมไทย ดังไกลทั่วโลก
ปอนด์ กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud ให้สัมภาษณ์หลังมาร่วมงานแถลงข่าวภาพยนตร์ “แมนสรวง” ในฐานะ Executive Producer & Director วานนี้(8ส.ค.) ที่ VILLA DE BUA ย่านบางเขน ถึงความคาดหวังอยากให้ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเป็น Soft Power อย่างจริงจัง พร้อมแจงดราม่าเรื่องที่ได้งบสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันทำตามขั้นตอนไม่มีเส้นสาย
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับภาพยนตร์ “แมนสรวง” รู้สึกอย่างไรบ้าง? “ผมตื่นเต้นและลุ้นมากเพราะทีมบททีมโปรดักชั่นทุกคนใส่กันสุดแรง จนวันนี้มันจะได้ฉายแล้ว เลยรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ที่ผ่านมาเราก็คาดหวังว่าอยากได้รับการสนับสนุนทั้งภาพยนตร์ไทยและซีรีส์ไทย จริงๆ ไม่ได้อยากให้จัดประเภทว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแนวบอยเลิฟ แต่มันคือภาพยนตร์ที่ดีเรื่องหนึ่ง”
“ซึ่งผมเคยพูดมาตั้งแต่ตอนซีรีส์คินน์พอร์ชฯ แล้ว แต่ก็จะถูกบอกว่าไม่ได้ ต้องจัดประเภทว่านี่คือซีรีส์วาย แล้วผมก็จะเป็นคนที่ต่อสู้กับเรื่องพวกนี้บ่อยมากว่าซีรีส์ที่ดีคือซีรีส์ที่ดี หนังที่ดีคือหนังที่ดี หนังแมนสรวงก็เช่นกันดูได้ทุกคนทุกเพศทุกวัย แล้วจะไม่มีใครผิดหวังจากหนังเรื่องนี้ อยากให้ทุกคนไปดูเพราะมันคือภาพยนตร์ไทยที่ดีที่คนไทยควรภูมิใจ”
ตั้งใจอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น Soft Power ด้วย? “คำนี้ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง Soft Power สำคัญมาก ที่ผ่านมารัฐบาลจะพูดบ่อยหรือคนลงข่าวบ่อยว่าซีรีส์วายที่เราพูดกันเป็น Soft Power แต่เราไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่ง ณ วันนี้เริ่มแล้ว ผมได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐนิดนึงแล้ว แต่สิ่งที่อยากได้จริงๆ คืออยากได้จากคนไทยด้วยกัน ซึ่งต้องเลิกแบ่งประเภทก่อนว่านี่คือนักแสดงจากซีรีส์วายจะเล่นได้หรือไม่ได้ แต่พวกเขาเหล่านี้คือนักแสดงที่ดี”
อะไรที่ทำให้ตัดสินใจไปของบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม? “ผมว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอเรื่องวัฒนธรรมได้เนียนที่สุด อันนี้ไม่ได้พูดเองเพราะตอนที่ผมเข้าไปนำเสนอไปแข่งขัน คณะกรรมการพูดว่าคุณเป็นคนที่ทำวัฒนธรรมไทยได้เนียนมาก คือมันสอดแทรกไว้ได้เนียนมาก ซึ่งจริงๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมวงการบันเทิงต่างชาติแล้ว”
“ผมกล้าพูดเลยว่าถ้าทำหนังขนาดนี้แล้วกระทรวงวัฒนธรรมไม่สนับสนุน ผมคงงงอ่ะ และคงต้องตั้งคำถามว่าทำไม ซึ่งวันนี้เราทำได้ ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีความหวังกับประเทศแล้ว แล้วเราก็ได้รับการสนับสนุนจริงๆ แบบแฟร์ ไม่มีคอนเนกชั่น ไม่มีใต้โต๊ะ ไม่มีอะไร สามารถตรวจสอบได้ แล้วเราก็รู้สึกมีพลังเหมือนมีผู้ใหญ่ดันหลัง”
“จริงๆ ทางกระทรวงวัฒนธรรมมีโครงการสนับสนุนงบประมาณสำหรับผลิตภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าภาพยนตร์เหล่านั้นอาจจะไม่ได้ถูกสนใจเท่านี้ อย่างผมเองก็ไปทำทุกอย่างตามขั้นตอน ยื่นเอกสาร ประมูล ยื่นต่อคิวพรีเซ็นต์ แล้วก็ประกาศผลออกมาวันนั้นเลยดีใจมากให้ความรู้สึกเหมือนเอ็นติดเลยครับ”
“สิ่งหนึ่งที่ผมตลกคืออ่านคอมเมนต์ที่เป็นดราม่าว่าเหมือนทุกอย่างจัดวางมา อยากบอกว่าอย่ามาทำร้ายกันเองเลย คุณตรวจสอบผมสิ ผมแฟร์และเป็นคนพูดตรงที่สุดแล้ว เคสของผมไปนำเสนอในวันที่ทุกอย่างเสร็จแล้วก็จริง แต่ในการที่นำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปต่างประเทศมันต้องใช้เงินนะครับ เขาไม่ได้จ่ายคุณ เราต้องจ่ายเอง แต่ไม่ว่าเราจะได้งบสนับสนุนในจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ การที่เขาเห็นว่าเราเป็นซอฟต์พาวเวอร์จริงๆ ในนามของภาครัฐผมก็ภูมิใจแล้ว”
“แล้วคือเขาไม่มาค้านวัฒนธรรมที่นอกขนบที่เราทำในเรื่อง เขาไม่ตั้งคำถามและไม่ว่าอะไรผมเลย ตอนแรกผมก็กลัวและคิดว่าต้องทะเลาะกับเขาแน่ๆ เลย ยังคุยกับมาย อาโป และทุกคนเล่นๆ ว่า เดี๋ยวตัดชุดไทยรอสู้เลย ผมต้องสู้เพราะรู้สึกว่าวัฒนธรรมมันไม่ควรเก่าจนหายไป ถ้าเกิดจะมายึดติดกันอยู่ก็จะไม่มีใครสนใจแล้ว โชคดีที่ผมไปไม่มีผู้ใหญ่คนไหนมาพูดเลยว่าทำโน่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้ มีแต่บอกว่าคุณทำได้เนียนมาก”
มั่นใจว่าจะไม่โดนเซ็นเซอร์? “ตอนนี้ผมยังไม่ได้ส่งเซ็นเซอร์ 100% เพราะว่ายังตัดไม่เสร็จ แต่ผมไม่ค่อยกลัว ผมมั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาอ่ะผมว่าอันนี้ไม่น่าจะเป็นผมที่เหนื่อย กองเซ็นเซอร์น่าจะเป็นฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามมากกว่า ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องนี้”




