จอย บียอนด์ ฟาดเคราะห์ยันท้ายปี โดนผู้จัดเทงาน สูญเงินครึ่งแสน เสียใจ…ทำดีแต่กลับถูกมองว่าโง่

งานเข้ายันก่อนวันส่งท้ายปีที่ผ่านมา สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว จอย บียอนด์ ที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งมีดราม่าถูกตลกดังด่ากราดไล่ออกจากงาน จนตัวเองและเพื่อนสนิท แหวดศรี นครสวรรค์ น้องสาว ฮาย อาภาพร ต้องไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้ว

ล่าสุด สาวจอย ซวยซ้ำซวยซ้อนไปอีก เมื่อได้รับการติดต่อให้ไปเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดในงานหนึ่งที่ต่างจังหวัด แต่กลับถูกคนจัดงานเทกันดื้อๆ เรียกว่าเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึกเลยทีเดียว

ทั้งนี้วันที่ 4 ม.ค.2567 ลูกทุ่งสาวคนสวย เดินทางมาสวัสดีปีใหม่ ที่ อาคารสำนักงานข่าวสด ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า “เมื่อปลายปีที่แล้วได้รับการติดต่อไปงานที่จังหวัดหนึ่ง เราก็เดินทางไปในช่วงก่อนปีใหม่คือวันที่ 27 ธ.ค. ใช้เวลาประมาณ 15 ชั่วโมง ถึงจุดหมายราวเที่ยงคืน ทางคนที่ติดต่อเปิดห้องไว้ให้แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะมาหา เราก็คิดว่าเขาคงยุ่งและเหนื่อยกับการต้องจัดเตรียมงาน”

“ตื่นเช้ามาวันที่ 28 ธ.ค. เราก็ทักไปถามว่างานมีกี่โมง เขาบอกว่าทุ่มหนึ่ง ระหว่างวันเราก็ออกไปห้างซื้อของที่จะมาจัดปีใหม่ กลับมาถึงโรงแรมประมาณ 4 โมงเย็นก็ไลน์ไปบอกเขา เพื่อให้ทันในการแต่งหน้าก่อนขึ้นเวที เพราะการที่เราจะเป็นคณะกรรมการต้องดูรอบแรกของการเดินประกวดด้วย”

“เรารอจนถึง 2 ทุ่ม ช่างก็ยังไม่มา เลยโทรหาแต่เขาไม่รับโทรศัพท์ แต่ไลน์บอกว่าเดี๋ยวช่างแต่งหน้าจะมาตอน 2 ทุ่ม แล้วคิวเราขึ้น 4 ทุ่ม เท่ากับว่าการเป็นคณะกรรมการของเราจะไม่ได้เห็นรอบ1 รอบ2 ของการประกวด แล้วก็คิดว่าถ้าเป็นเวลานั้นคงไม่น่าใช้เราแล้ว เลยตัดสินใจไลน์ไปบอกเขาว่ากลับกรุงเทพฯ แล้วนะเพราะต้องไปเชียงใหม่ต่อ เขาตอบกลับมาว่า…อ้าว! แล้วก็หายไปเลย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่โทรมาชี้แจงอะไร”

คิดว่าเป็นเพราะอะไรเขาถึงไม่ติดต่อเราเลย? “เขาเป็นคนจัดงานและดีลเราไปเป็นคณะกรรมการการประกวดในงานนั้น แต่วันนั้นเขาอาจจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาแบ่งใครมาดูแลเราเลย ยอมรับว่ามันแปลกๆ แต่ใช้คำพูดให้สวยหรูคือน่าจะยุ่งมากค่ะ”

“ถือเป็นครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์โดนเทแบบนี้ โดยปกติถ้ามีความผิดพลาดอะไรก็จะมีการโทรมาบอกมาเลื่อน แต่การที่เราตีรถไปตีรถกลับแบบนี้ เขาน่าจะต้องยกหูมาขอโทษหรือบอกกล่าวบ้างแล้ว แต่นี่ไม่สนใจเลย ซึ่งเขาเคยเป็นแบบนี้กับเรามาแล้ว 3 ครั้ง ด้วยความที่รู้จักกันก็คิดว่าเขาคงไม่อะไรมั้ง”

“อาจเป็นเพราะรู้จักกันมาก่อนหรือเราง่ายไป ไม่มีเรื่องการมัดจำรองรับ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน และเสียความรู้สึก ตัวเรายังไม่เท่าไหร่ แต่คนขับรถกับทีมงานที่ไปด้วยเขาเหนื่อยมาก โอเคทำกับเราได้เพราะเราทนมา 3 เคสแล้ว แต่เราสงสารทีมงานไง”

ดีลเรื่องค่าใช้จ่ายยังไง? “หลังจากหักค่าใช้จ่ายจากเรื่องการประกวดแล้วก็จะต้องแบ่งกัน ซึ่งเราไม่ได้เลย จริงๆ เหมือนการจัดงานนี้มันต้องแอดวานซ์ไปก่อน เขาก็มายืมเงินเราไป แล้วตกลงกันว่าถ้าได้กำไรจากการจัดงานตรงนั้นก็จะมาคืนเรา จนวันนี้เงินที่เอาไปบวกกับเงินที่จะต้องให้ในส่วนของเราด้วยมันก็หายไปทั้งก้อนเลย”

สูญเงินทั้งหมดเท่าไหร่? “เราไม่รู้ว่าเขาจะให้ค่าตัวเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ ค่าน้ำมันไปกลับ ค่ากินค่าใช้ ค่าคนขับรถ รวมกับที่เขายืมไปแอดวานซ์อีก 3 หมื่น รวมๆ แล้วเกิน 5 หมื่นบาท อันนี้ยังไม่รวมค่าตัวที่เราต้องได้ด้วยนะคะ เพราะการที่เอารูปเราไปขึ้นนั่นหมายถึงว่างานเราเริ่มแล้ว โอเคถ้าจะไม่ได้เงินก็บอกเหตุผลกันหน่อย”

ยื่นคำขาดขอร่วมงานครั้งสุดท้าย? “ใช่ ครั้งนี้คิดว่าดีลกันเป็นครั้งสุดท้าย เพราะมันหลายครั้งแล้ว บางงานเราก็ช่วยเขาแบบให้ตังค์ด้วย แต่งานเขาเราไม่เคยได้ แล้วครั้งนี้งานใหญ่ของจังหวัดซึ่งน่าจะมีสปอนเซอร์ พอเป็นแบบนี้ก็ท้อและเสียใจค่ะ”

เข็ดเลยไหม? “เข็ดค่ะ เวลาที่เราดีกับใครแล้วหวังว่าเขาจะดีกับเรา แต่สิ่งที่เราได้รับตอนนี้เหมือนการโดนหลอก บางคนเขามองว่าความที่เราดีกับเขาแบบนี้คือโง่ แล้วเราเพิ่งรู้ว่าเขาคิดแบบนี้ อาจจะอ่อนไปหน่อยก็เลยโดน หลังจากนี้ก็ระมัดระวังเรื่องการรับงานมากขึ้น ถามว่าตัดสัมพันธ์เลยมั้ย เจอกันก็มองหน้ากันได้ ไม่ถึงขนาดโกรธหรือเกลียดกันหรอก”

เรียกว่าฟาดเคราะห์ส่งท้ายปีได้ไหม? “ประมาณนั้นเลยค่ะ ตอนนี้ก็รอแค่เขายกหูโทรมาอธิบายให้ฟัง แล้วก็ไม่อยากให้ทำกับใครแบบนี้อีก อย่างน้อยคุณต้องรู้แล้วว่ามันผิด ถามว่าหวังจะได้เงินคืนมั้ย ไม่หวังค่ะเพราะเขาไม่เคยคืนอยู่แล้ว อาการแบบนี้ก็ไม่ใช่อาการของคนที่จะติดต่อมาคืน เราขอแค่คำขอโทษแค่นี้ก็ยังไม่ได้รับเลย”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน