น้ำตาล พิจักขณา ร้องไห้หนักมากไม่อยากไปถ่าย เจอบทดราม่าทุกวัน เล่นไม่ได้ หาตัวละครไม่เจอ พีคถึงขั้นต้องยกซีน
เล่นละครมาหลากหลายบทบาท แต่ใครจะคิดว่านางเอกหน้าหวาน น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่กดดันที่สุดในชีวิตเกี่ยวกับการแสดง ถึงขั้นร้องไห้ไม่อยากไปถ่าย ล่าสุดได้เจอนักแสดงสาวที่มาโปรโมทละครเรื่อง มือปราบมหาอุตม์ ที่ ช่อง 3 พร้อมกับเล่าประสบการณ์ถึงการทำงานสุดโหดก่อนหน้านี้ว่า

“ปีที่แล้วเป็นปีที่ค่อนข้างดิ่งสำหรับตัวตาล เพราะว่า 7 วันเราไม่ได้เป็นน้ำตาลเลย พอมีเวลาว่างเราก็ต้องทำการบ้านสำหรับละครสองเรื่อง อย่างเรื่อง มือปราบมหาอุตม์ เป็นผู้หญิงที่ชีวิตรันทดมาก เห็นแม่ถูกกระทำชำเรามาตั้งแต่เด็กๆ รอวันแก้แค้น รอวันเอาคืน ไม่อยากรักใคร
ส่วนอีกเรื่องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว โดนสามีทิ้ง โดนนอกใจ อีกเรื่องก็พลิกเล่นร้ายเรื่องแรก และมีความไม่เข้าใจในตัวเองว่าทำไมเราถึงเป็นคนไม่ดี ทำกับคนนั้นแบบนั้นแบบนี้ เลยทำให้คิดว่าเป็นปีที่ค่อนข้างหนัก และดันเป็นคนที่อยากจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เราก็เลยมีความกดดันตัวเองค่อนข้างสูง
อยู่ดีๆ ตาลก็กลายเป็นคนที่กลัวซีนดราม่า ไม่มั่นใจในซีนดราม่าเลย ไม่มั่นใจถึงขนาดที่ว่าอยู่ดีๆ ก็หาตัวละครไม่เจอ และเราไม่เคยเป็นแบบนี้มาตลอด 10 ปีที่เล่นละครมา คือปกติเวลาเล่นละครดราม่ามันอาจจะมีวันที่เล่นดีมากๆ วันนี้ซีนนี้ร้องไห้ไม่ได้ แต่พอให้เวลากับมันสักแป๊บเราก็จะทำได้

แต่อันนั้นไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน แต่อยู่ดีๆ เราไม่เจอละครเรื่องนั้น ก็ต้องยกไปก่อน (หัวเราะ) ไม่ได้ยกกองนะคะ แต่ว่ายกซีนนั้นไปก่อน แต่ไม่ใช่ละครเรื่องนี้นะ แล้วมันก็เลยทำให้เราที่มีความมั่นใจในเรื่องดรามามากๆ อยู่ดีๆ ดิ่งมาก กลายเป็นไม่มั่นใจ
วันไหนที่มีซีนดรามาก่อนที่จะมาร้องไห้ที่กองถ่าย หนูร้องไห้จากบ้านมาแล้ว เรามีความรู้สึกว่าเล่นไม่ได้แน่ๆ เลย คือไม่ว่าจะผู้จัดการหรือพี่ที่เขาเป็นคนขับรถให้ตาล ทุกวันเขาจะต้องบอกว่า น.ต. สู้ๆ นะ
เพราะเขารู้ว่าตาลดาวน์ ถ่ายละครเสร็จขึ้นรถตู้ตาลร้องไห้เลย ก่อนที่จะมาถ่ายละครเราก็ร้องไห้ เพราะเรารู้สึกว่าเล่นไม่ได้ ทำยังไงก็เล่นไม่ได้ เพราะเราไม่เคยเจอตัวละครแบบนี้มาก่อน จนหนูต้องโทรไปหาคุณครูที่สอนการแสดงเรา บอกว่าหนูเป็นอะไรไม่รู้ หนูไม่เจอตัวละคร เขาถึงขั้นว่าเรียกมาเจอด่วน แล้วเขาก็บอกว่าใครทำให้หนูเป็นแบบนี้ คือมันเกิดเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรากดดันตัวเองมากๆ
แต่เรื่องนี้ตาลโชคดีมาก ตาลได้เจอกับพี่เฟรซ (อริศรา วงษ์ชาลี) ที่เล่นเป็นคุณแม่ของตาลในเรื่องนี้ คือเรื่องนี้ไม่ได้แค่วิชาในเรื่องของการแสดงเท่านั้น แต่เรายังได้วิชาในการใช้ชีวิตในชีวิตจริง พี่เฟรซบอกว่าเพราะน้ำตาลไม่เคยพักชีวิตไปเป็นน้ำตาลเลย มันเลยหนัก กลายเป็นชีวิตเราไม่ได้รีแลกซ์ เหมือนเราอยู่กองนี้

แต่เราต้องทำการบ้านของกองอีกเรื่องนึง ซึ่งก็ร้องไห้เหมือนกันอีก เขาก็บอกให้ตาลไปรับอะไรที่มันสนุกสนานก้บชีวิตบ้าง คือทุกคนจะเห็นได้ว่าพอจบละคร 3 เรื่องที่ผ่านมา ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่หนูเที่ยวๆ หนูเข้าใจแล้วว่าต้องมีวันที่เราเป็นน้ำตาลบ้าง
ดังนั้นพอกลับมาถ่าย มือปราบมหาอุตม์ พอมันหนักถึงขั้นตาลเคยถ่ายโลเกชั่นที่เป็นบ้านเรา และเป็นซีนห้องนอน วันนั้นรู้สึกร้องไห้ประมาณ 8 ซีนทั้งวัน และร้องไห้แบบไต่ระดับมาก ร้องไห้แบบโกรธแม่ ร้องไห้เพราะแค้น ร้องไห้อยากฆ่าคน ร้องไห้อยากหนีอะไรแบบนี้
คือมันมีรายละเอียดในเรื่องของอารมณ์ค่อนข้างเยอะ แต่ว่าโชคดีที่พี่อุ๊กับพี่หงส์เขาก็ไม่เคยทิ้ง และผู้กำกับเขาก็ค่อนข้างเคลียร์กับเราว่าอยากได้ออกมาเป็นประมาณไหน
ตอนนั้นมันหนักมากจนหนูไปถ่ายละครเรื่องนึง วันนั้นไม่มีแจ็คกี้ (ชาเคอลีน มึ้นช์) ด้วยซ้ำ แต่แจ็คกี้เป็นคนที่รู้หมดว่าเราเป็นคนยังไง อะไรเกิดขึ้น แจ็คกี้มานอนกับหนูด้วย แล้วปีที่แล้วเหมือนเป็นปีอะไรก็ไม่รู้

ตั้งแต่ต้นปีมาคุณพ่อตาลก็รถชนกับรถสิบล้อ แล้วที่กองก็บอกว่ากลับบ้านมั้ย กลับได้นะ เพราะตอนนั้นคุณพ่อตาลไม่รู้สีกตัว เราก็ติดต่อแม่ไปว่าจะยังไงดี แม่ก็บอกว่าอย่ากลับมาเลย
เพราะเขากลัวว่าเราขับรถตอนที่สภาพจิตใจไม่ดี และไม่อยากให้ลูกเดินทางไกล เพราะเขาเป็นห่วง และพ่อก็หนักแล้ว และสุดท้ายคุณพ่อฟื้นมา แกก็บอกว่าอย่ากลับมาเลย ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว ช่วงนั้นก็เลยดาวน์ๆ”