ทำคนซึ้งกินใจจนน้ำตาแตก หลังเข้าไปดูภาพยนตร์ “หลานม่า” ที่ได้นักแสดงนำหน้าใหม่วัย 78 ปี ‘ยายแต๋ว’ อุษา เสมคำ มาสวมบทเด่น ‘อาม่าเหม้งจู’ ปะทะฝีมือกับ บิวกิ้น พุฒิพงศ์, ดู๋ สัญญา, เจีย สฤญรัตน์, เผือก พงศธร, ตู ต้นตะวัน ฯลฯ

โดยวันนี้ ‘ยายแต๋ว’ ได้เปิดใจถึงการสวมบทบาทดังกล่าว และการเป็นคนดังชั่วข้ามคืน ในงาน GDH สืบสานประเพณีไทย จัดกิจกรรม “สงกรานต์หลานม่า รดความคิดถึง ซึ้งสู่ 250 ล้าน” ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema Central World
เคยคิดไหมว่าในชีวิตจะได้เป็นนางเอก?
ยายแต๋ว – “ไม่ค่ะ (ยิ้ม) ก่อนหน้านี้เคยไปแคสต์ถ่ายโฆษณามาบ้าง หนังก็เล่นนิดๆ หน่อยๆ พอมาเรื่องนี้ไม่คิดว่าจะได้มาเป็นนักแสดงในวงการบันเทิง คิดว่าก็เหมือนหนังที่เราถ่าย ไม่ได้อะไรมากมาย”

ร่วมงานกับ ‘บิวกิ้น’ เป็นอย่างไรบ้าง?
ยายแต๋ว – “ครั้งแรกที่เจอยอมรับว่าไม่รู้จักมาก่อน แต่หลานๆ ที่บ้านบอกว่าเขาดังมาก พอได้ร่วมงานได้เห็นความตั้งใจและเสน่ห์ของเขา เข้าใจทันทีว่าทำไมบิวกิ้นถึงเป็นนักแสดงที่โด่งดังและมีคนรักมากขนาดนี้ แม้แต่เราเองยังรู้สึกรักและผูกพันเหมือนเขาเป็นหลานแท้ๆ เขาคุยแหย่เล่นกับเราให้ไม่เหงา หัวเราะสนุกสนาน แต่พอเริ่มทำงานคือจริงจัง ตั้งใจมาก”
‘อาม่า’ กับ ‘ยายแต๋ว’ มีความเหมือนกันไหม?
ยายแต๋ว – “ไม่เหมือน คนละเรื่องกันเลย คือยายเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ชอบรำชอบร้อง แต่อาม่าเป็นคนเก็บกด รักลูกก็ไม่เคยบอกลูก ไม่เคยกอด ไม่เคยหอม ซึ่งยายเจอหลานแล้วยายจะกอดเลย ต่อให้หลานเป็นหนุ่มหมดแล้วก็กอดก็หอมเขาในห้างนั่นแหละ ไม่สนใจใคร เรารักของเรา”
ถ้าเจอเหตุการณ์แบบในเรื่อง จะมีทางออกยังไง?
ยายแต๋ว – “ก็ต้องทำใจ อย่างเด็กสมัยนี้แต่งงานไปแล้วก็ต้องจากเราไป เราจะมาดึงเขาว่ายังเป็นลูกอยู่ในอกไม่ได้ ความรักของแม่ไม่ไปไหน มันอยู่ในใจเราตลอดเวลา ครอบครัวเขาก็ครอบครัวเขา เราไม่ก้าวก่าย นอกจากเขาคิดถึงเรา มาหาเรา เขารักเราซื้อขนมข้าวต้มมาให้ เอาเงินเดือนเงินดาวน์มาให้ นานๆ ทีเราเจ็บไข้ได้ป่วยมาดูเรา แค่นี้ก็พอแล้วคนเป็นแม่”

เคยมีโมเมนต์ชะเง้อรอลูกหลานมาหาเหมือนในหนังไหม?
ยายแต๋ว – “มีบ้างค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าต้องรอทุกอาทิตย์ เพราะลูกเราคนเล็กอยู่ใต้ คนโตทำงาน เขาไม่มีเวลามาหา นอกจากโทร.คุยกัน เราต้องรู้ตัวเราว่าสมัยนี้จะไปยึดติดเขาไม่ได้”
ลูกๆ ดูหนังแล้วมีฟีดแบ็กอย่างไรบ้าง?
ยายแต๋ว – “ลูกก็ร้องไห้กัน บอกว่าแม่เล่นดีมากเลย แล้วเขาก็รู้สึกห่วงเราเยอะขึ้น อย่างหลานนี่ธรรมดาไม่ค่อยได้คุย เขาก็จะไลน์มาหา หลานสาวคนเล็กอยู่ม.5 มีกิจกรรมเยอะ เราก็จะถามแม่เขาเรื่อยว่าเป็นยังไงบ้าง บอกด้วยว่ายายคิดถึง แต่ถ้าหลานป่วยหลานไม่สบาย ยายถึงที่เลย ไปเฝ้า”

อะไรที่ทำให้ ‘ยายแต๋ว’ คิดบวกกับชีวิตมาก?
ยายแต๋ว – “สมัยนี้กับสมัยก่อนไม่เหมือนกัน สมัยนี้ยิ่งเขามีครอบครัว ครอบครัวเขาต้องมาเป็นที่หนึ่ง ถ้าเป็นผู้ชายเขามีเมีย เมียเขาต้องเป็นอันดับหนึ่ง จะมาอยู่แต่กับแม่ไม่ได้ เขามีแฟนก็ต้องเป็นครอบครัวของเขา ถ้าเราไปแย่งความรักเขามาจะกลายเป็นแทรกแซง ทำให้ครอบครัวเขาไม่มีความสุข เราก็ดูของเราอยู่ ถ้าเขาทุกข์เราค่อยเข้าไป ถ้าเขามีความสุข เราก็นั่งมองความสุขของเขา”
วันนี้เป็นว่าที่นางเอก 250 ล้าน ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน?
ยายแต๋ว – “เหมือนเดิมลูก (หัวเราะ) เวลาไปเดินแถวบ้านยายก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ไปเดินห้างนี่ไม่ได้เลย แน่นเลย เข้าคิวกันมา บางทีเราอยากจะเดินไปโน่นหน่อยก็ไปไม่ได้ อาม่าหนูขอหน่อยๆ เราก็มาลูกๆ ไม่ปฏิเสธ เขารัก เขาชื่นชมยินดีกับเรา เราจะไปไม่เอาๆ ไม่ได้”
เห็นภาพตัวเอง เดินอยู่บนพรมแดงไหม ถ้ามีประกาศรางวัลต้องไปเดินบนนั้น?
ยายแต๋ว – “คงดีใจค่ะ ณ วันนี้หนังฉายแล้ว สิ่งที่ปลื้มที่สุดคือเราทำได้แล้วนะ คำนี้ออกมาจากใจ เพราะไม่คิดว่าจะทำได้ กลัวทำพลาด ตอนที่ติดต่อมายังบอกเขาเลยว่าไม่อยากเล่นแล้วนะ หนังท่องบทยาก แล้วบทยาว ถ้าพลาดคนนึง คนอื่นก็ลำบาก ต้องถ่ายใหม่ เราจะเป็นตัวถ่วงเขา เลยตั้งใจว่าจะไม่ให้คนอื่นลำบากเพราะเรา เราต้องทำให้ได้ ก็ใช้วิธีจด ตอนกลางคืนพอหลับตาตัวบทมันลอยมาทีละบท และความยากอีกอย่างคือต้องโกนผม ตอนแรกแอบลังเล แต่เพื่อให้สมบทบาทเลยตัดสินใจโกนจริง เพราะอยากถ่ายทอดความรู้สึกของอาม่าในหนังออกมาให้ได้”

สุดท้ายอยากฝากอะไร?
ยายแต๋ว – “สงกรานต์ปีนี้ถ้ามีโอกาสก็กลับไปหาครอบครัว ถ้าใครอยู่กรุงเทพฯไม่ได้ไปไหนก็มาดูหนัง หลานม่า แล้วพาครอบครัวไปทานข้าวกันบ้าง กอดคนที่คุณรัก แล้วคุณจะมีความสุขค่ะ”
อนงค์ จันทร