โกยรายได้เดินหน้าสู่ 300 ล้านบาททั่วประเทศ สำหรับภาพยนตร์ “หลานม่า” ค่าย GDH และพร้อมเดินหน้าสู่ตลาดโลก โดยล่าสุดกำลังจะได้ฉายที่ประเทศจีน เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยวันนี้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์’ ผู้กำกับฯ ถึงความสำเร็จของหนัง และการทำงานที่ผ่านมากว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์ที่ทัชใจคนดูขนาดนี้

ตอนนี้หนังถูกขายไปต่างประเทศ?
พัฒน์ – “ตอนนี้ถูกขายไปหลายประเทศมากๆ ทางแถบเอเชียเกือบทุกประเทศ แล้วกำลังเดินหน้าขายต่อไปฝั่งยุโรปและอเมริกา และก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ”
แสดงว่าสตอรี่ของเรื่องมันสามารถจับคนได้ทุกกลุ่มหลากหลายเชื้อชาติ?
พัฒน์ – “ผมมีญาติอยู่ที่ออสเตรเลีย แล้วเขาเปิดเทรลเลอร์หลานม่าให้เพื่อนที่เป็น คนอิตาลีดู เขาบอกเพื่อนร้องไห้ มันเกินกว่าที่ผมคาดไว้เหมือนกัน เพราะมันสามารถทำงานได้แบบไม่มีกำแพงเชื้อชาติอยู่เลย แล้วเขาบอกอยู่ที่นั่นเขารอดูมากๆ ผมได้ยินแล้วชื่นใจ และคิดว่ามันน่าจะทำงานกับคนทั่วโลกได้ไม่ต่างกัน”

เราเคยทำหนังแนววัยรุ่นมาก่อน พอมาทำแนวครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง?
พัฒน์ – “พอได้อ่านสคริปต์มันเป็นหนังที่ผมอยากทำ ดูเข้ากับตัวตนผมที่ไม่เคยคิดว่า จะทำได้ มันมีความยาก ขณะเดียวกัน ความน่าสนใจของมันคือ มันไม่ใช่หนังที่พูดเรื่องที่ใหญ่กว่าชีวิตจริง ไม่ได้มีซีนอลังการ ไม่ได้มีซีนแอ๊กชั่น ไม่มีการเล่นตลกหน้าตาย ไม่มีอะไรที่ฉูดฉาด แต่ขณะเดียวกันหนังมันจำเป็นจะต้องดึงความสนใจของคนดู เอาไว้ได้บนความที่ผิวหน้ามันดูเรียบง่ายเป็นปกติ อันนี้คือสิ่งที่ยากมากๆ ในการทำและท้าทายมากสำหรับผม”
“ความยากของการทำหนังเรื่องนี้มันคือ Filmmaking Skill คือสกิลในการทำหนัง ผมเชื่อว่าการทำหนังเชิงพาณิชย์ ที่สื่อสารกับคนจำนวนมาก เป็นสกิลล้วนๆ ก่อนหน้านั้น ผมทำสารคดีมาแต่ไม่ค่อยแมส พอพี่วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) ชวนผมมาทำฉลาดเกมส์โกง เวอร์ชั่นซีรีส์ ผมก็มาทำด้วยเหตุผลเดียวว่า ผมอยากจะสื่อสารกับมวลชนให้เป็น ทำหนังที่ทำให้คนที่ไกลตัวผมมาก คนที่ไม่สนใจหนังอยากดู แล้วดูสนุกกับมัน พอมาทำหลานม่า ผมก็อยากให้คนจำนวนมากเข้าถึงและสนุกกับมันได้ แต่ผมก็ยังอยากคงคุณค่าทางงานศิลปะไว้ อยากได้แบบแมสจนถึงหนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยากที่สุดแล้ว”

เสน่ห์อะไรในหนังเรื่องหลานม่าที่มองว่าเป็นความแปลกใหม่?
พัฒน์ – “ผมว่ามันคือการคิดทุกอย่างบนโจทย์ คนทำหนังไทยทำหนังอยู่บนความกดดันมหาศาลเสมอ เพราะคนเข้าดูโรงหนังน้อยลง ซึ่งแปลว่าผู้กำกับฯ และเขียนบทจะมีความมาตรฐานที่สูงมาก เพราะเงื่อนไขมันเยอะมาก ต้องได้เงินนะ คนต้องเข้ามาดูขนาดนี้นะ ไอเดียหนังต้องดีด้วย แล้วมันเป็นงานศิลปะ ที่ใช้เงินหลายสิบล้าน ใช้คนเป็นร้อยๆ ชีวิต การลงทุนที่ใหญ่มาก เงื่อนไขมันเยอะมาก แต่ผมเป็นคนสนุกกับการมีเงื่อนไข ก็เลยเอาเงื่อนไขมาทำ อยากให้เงื่อนไขนี้กลายเป็นสิ่งที่สร้างให้หนังออกมาในรูปแบบอย่างซื่อตรง”
“เช่น เป็นหนังที่มีผู้สูงอายุ คนเล่นเป็นยายอายุ 78 เรา อยากได้คนที่แก่จริง เราจะไม่เอาคนอายุน้อยแล้วมาทาสีผม คนที่มีอายุจริงเขา จะมีเงื่อนไข เขาไม่สามารถถ่ายนานข้ามวันข้ามคืน ไม่สามารถเล่นหลายรอบหลายช็อตได้ ผมอยากให้หนังธรรมชาติก็ไม่สามารถไปเร่งได้ แปลว่า ผมในฐานะผู้กำกับฯ ต้องคิดช็อตจากปกติ 10 ช็อตให้เหลือแค่ช็อตเดียว เพื่ออาม่าจะได้เล่นน้อยเทก หนังธรรมชาติแต่ช็อตเดียวต้องสื่อสารให้แมสเข้าใจด้วย คือการเอาเงื่อนไขทั้งหมดมาประกอบกันจนกลายเป็นหนังเรื่องนี้ ผมว่าอันนี้คือความแปลกใหม่ของมัน”

กำกับซีรีส์แนววัยรุ่นมาก่อน พอมาทำหนังแนวครอบครัว อันไหนยากกว่ากัน?
พัฒน์ – “เรื่องนี้ยากกว่าหลายเท่ามาก การสร้างความเหมือนชีวิตจริงขึ้นมาใหม่นี้ยากที่สุดเลย

ตอนนี้หนังทำเงินสู่ 300 ล้านบาทแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง?
พัฒน์ – “ดีใจครับ และสิ่งที่ทำให้ดีใจยิ่งกว่า คือการที่คนชอบหนังของเรา การที่คนสังเกตเห็นสิ่งที่ทีมงานทุกคนตั้งใจทำในทุกส่วนจริงๆ ตั้งแต่บท แคสติ้ง การแสดง การถ่ายทำ แสง เสียง โลเกชั่น โปรดักชั่นดีไซน์ เสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม คอนทินิว การตัดต่อ การทำสี การออกแบบเสียง เพลงประกอบ CG การโปรโมต PR ภาพนิ่งและเคลื่อนไหวเบื้องหลัง ไปจนถึงโปรดักชั่น และ Post ที่ราบรื่นได้เพราะทีมจัดการ การที่คนดูแล้วอินไปกับหนัง โดยไม่เห็นคนทำก็ทำให้พวกเรามีความสุขมาก แต่การที่คนดูหนังแล้วอินไปกับหนังจนคิดถึงความตั้งใจของบุคลากรที่ทำอยู่เบื้องหลัง ทำให้พวกเรามีความสุขมากๆ ขึ้นไปอีกครับ”
วีรนุช จันทำ