ชมพู่ อารยา ยอมถอยให้ เจ๊เกล ฮอตกว่าแม่ โตเร็วมาก เตรียมไปโรงเรียนปีหน้า แจงคลิปดราม่าดุพายุ ทำกล่องตุ๊กตาตก เผยสไตล์มนุษย์แม่ดุแรงกว่านี้
นาทีนี้ซุปตาร์ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ยังต้องยอมถอยให้กับความฮอตของลูกสาวอย่าง แอบิเกล ที่ตอนนี้ความน่ารักของ ‘เจ๊เกล’ ตกหัวใจแฟนคลับทั้งประเทศ โดย ชมพู่ เปิดใจในงาน L’Oreal Paris Worth It ณ River Park ชั้น G ศูนย์การค้า ICONSIAM เผยถึงพัฒนาการลูกสาว โตเร็วมาก เตรียมตัวไปโรงเรียนปีหน้าแล้ว ทำเอาคนเป็นแม่ใจหาย พร้อมกันนี้ยังเผยถึง ดราม่าที่มีคนมาคอมเมนต์ว่า ตนดุพายุ ทำกล่องตุ๊กตาตก บอกตามสไตล์แล้วแต่บ้าน มนุษย์แม่ดุลูก
ตอนนี้ลูกสาวกับแม่ใครฮอตกว่ากัน? “ตอนนี้ต้องถอยให้ลูก (เป็นอันดับ 1 เอ็นเกตเมนต์ดีที่สุด?) แม่ต้องถอยให้ค่ะ”
คนรักทั้งประเทศเลย? “มันเร็วไปอ่ะ รู้สึกว่า เฮ้ย! ทําไมโตเร็วจังเลย 2 ขวบกว่า แล้วปีนี้ก็จะเป็นปีสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะว่าเดี๋ยวก็ไปโรงเรียนแล้ว”
ในความรู้สึกที่บอกว่ามันเร็วคือ? “เนื่องจากว่าเราอาจจะผ่านงานยากมาแล้ว เราผ่านเลี้ยงเด็กผู้ชายฝาแฝด อย่างตอนที่สายฟ้า-พายุเป็นเบบี๋ เราก็รู้สึกว่าแต่ละคืนกว่ามันจะผ่านไป 3 เดือนแรกเมื่อไหร่มันจะผ่านไปสักที ทุกคนบอกว่าเด็ก 3 เดือนแรกมันจะยากแล้วก็จะค่อยๆ ง่ายขึ้น แต่กลายเป็นว่าพอมาเป็นพี่เกลทุกอย่างมันผ่านไป เพราะว่าเรารู้สเต็ปรู้อะไรทุกอย่างแล้ว ก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างเร็ว”
กังวลในเรื่องความฮอตของเขาเวลาไปโรงเรียนไหม? “ไม่ค่อยกังวลนะคะ เพราะว่าเวลาอยู่โรงเรียนเขาก็เป็นเด็กปกติ อย่างตอนพี่สายพี่พาอยู่โรงเรียนเขาก็เป็นเด็กปกติ ที่โรงเรียนเขาก็ทรีตเด็กทุกคนเท่ากัน ยิ่งถ้าโรงเรียนอินเตอร์ก็ไม่ได้มีใครสนใจว่าใครเป็นใคร”
กับเกลก่อนเข้าโรงเรียนเตรียมตัวยังไง? “ตอนที่พี่สายพี่พา 2 ขวบ ไปพรีเนอสเซอรี่ แต่ว่าคนนี้แม่ไม่ให้ไป คือขี้เกียจรับส่ง 2 ที่ แล้วรู้สึกว่าเราผ่านมาแล้ว ก็รู้ว่ามันต้องอะไรประมาณไหน แล้วเขาก็ค่อนข้างที่จะพัฒนาการเร็วกว่าของพี่สายพี่พา เหมือนเป็นพ่อแม่มือใหม่ เราก็รู้สึกว่าโรงเรียนจะมีอะไรที่สามารถให้ได้มากกว่าที่พ่อแม่ ซึ่งถามว่ามันมีไหม มันก็มีฝึกเรื่องระเบียบวินัย เรื่องอะไรที่มันฝึกได้ดีกว่าอยู่ที่บ้าน แต่เกลก็รู้สึกว่ามันเร็วมาก ก็เลยอยากอยู่กับเขาอีกปีหนึ่ง แล้วเดี๋ยวค่อยให้ย้ายไปโรงเรียนเดียวกับพี่เลยปีหน้า จะได้ไม่ต้อง 2 ที่ ถ้าเขารับนะ ถ้า 3 ขวบถึงจะเข้าได้ ก็จะเป็นปีการศึกษาหน้า”
เขารับรู้ไหมว่าเขาเป็นที่สนใจ? “จริงๆ ชมว่าเด็กเขาอาจจะไม่ได้รู้หรอกว่าเขาแบบเขาเป็นสตาร์นะ หรือว่าเขาเป็นอะไร แต่เขารู้ว่าเขาได้ความรัก เพราะว่าภาษาของเขา เขารู้แค่นั้น แต่ว่าเขาไม่ได้รู้หรอกว่าคนนี้ดูเขาในโทรศัพท์ เขายังไม่รู้ แต่เขารู้ว่าเวลาเขาไปทํางานกับแม่ ทีมงานหรือว่าเพื่อนฝูงทุกคนช่วยกันเลี้ยงทุกคนรักเขา ให้ความรักเขา”
ถ้าเขาเข้าโรงเรียนจะไม่ร้องเลยเหรอ? “ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะร้องหรือเปล่า แต่ว่าคิดว่าเจ๊ไม่ร้องมั้ง เพราะว่าทุกวันนี้เขาไปส่งพี่ที่โรงเรียน เขาก็จะเหมือนวิ่งตาม เขาจะอยากไปโรงเรียน อยากสะพายกระเป๋า เวลาไปส่งพี่ก็เริ่มให้เล่นในสนามที่โรงเรียน แต่เขายังไม่รู้นะว่าเขารับเราหรือเปล่า แต่ว่าก็ให้คุ้นชินเอาไว้”
พี่สองคนห่วงน้องบ้าง? “เขาก็รักน้อง เขาก็หวงน้อง แต่ว่าก็ตีกันทุกวัน ก็ตามประสาแหละ ถึงเวลารักก็รัก แต่ว่าถึงเวลาตีก็เต็มที่เหมือนกัน”
แล้วแม่ห้ามยังไง? “ก็แล้วแต่สถานการณ์ คือบางทีก็จะบอกว่าให้ทนน้องหน่อย เดี๋ยวน้องก็โตแล้ว แต่ว่าบางทีก็จะต้องบอกน้องเหมือนกัน เพราะว่าเขาเริ่มที่จะรู้เรื่องแล้ว ก็เริ่มสอนเขาแล้วว่าเธอไปทําอย่างนี้กับพี่มันก็ไม่ถูก ก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็พูดซ้ำๆ ไป เขาก็วีน เขาเป็นดีว่าอยู่แล้ว เขาก็จะต้องมีตอบโต้มีอะไร ก็ไม่ใช่เด็กที่เรียกว่าจะว่านอนสอนง่ายขนาดนั้น ก็มีฤทธิ์เหมือนกัน เราก็ต้องพูดซ้ำๆ พูดบ่อยๆ”
มีงานติดต่อเยอะไหม? “ก็เอาที่เราแมเนจไหว ความเป็นไปได้ และผู้จ้างก็เข้าใจในเนเจอร์ของเด็กว่าเด็ก 2 ขวบ ข้อจํากัดเขาจะมีอะไรบ้าง จะทําอะไรได้บ้าง คือถ้าคาดหวังว่าจะทําได้แบบเหมือนแม่มันเป็นไปไม่ได้ คือขอคนเข้าใจ จริงๆ จะบอกว่าเอาเด็กไปงาน มันต้องเตรียมอะไรหลายๆอย่างหนึ่งคือมันต้องเป็นเวลาที่เขาไม่ง่วงนอน เขาต้องกินอิ่มนอนหลับ ต้องจับเขานอนกลางวัน มาแบบ 2-3 ชั่วโมง ให้อารมณ์ดี สถานที่อย่างนี้ ก็คงไม่ไหว เพราะมันร้อนมาก ผู้ใหญ่ยังหงุดหงิดเลย เด็กมันก็ไม่ได้”
เรื่องดุลูกมีประเด็นขึ้นมา? “เออคนเดียวเอง (เราวีนแรงจริงไหม?) แรงกว่านี้อีกค่ะ อยู่บ้าน (แม่ชมดุ?) ก็เรื่องจริง เพราะว่าพูดดีๆ 4-5 ครั้งแล้วมันก็ต้อง ก็แล้วสไตล์แหละค่ะ แล้วแต่บ้าน แต่ว่าปกติเราก็พูดกันดีๆ ค่ะ แต่ว่ามันก็ตามเอเนอร์จีเด็ก (เป็นมนุษย์แม่ของแท้?) ใช่”
ปีนี้ไปคานส์ไหม? “ปีนี้ก็ไปค่ะ ไปกลางเดือนนี้ค่ะ (ธีมของปีนี้จะเป็นยังไง?) สําหรับชมนะ คนอื่นว่ายังไงไม่รู้ แต่ชมว่าปีนี้ถูกใจตัวเอง แต่คนอื่นไม่รู้ยังไงเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นบ้าง โจทย์ยากขึ้นทุกวันไหม คือด้วยความที่ว่ามันผ่านมาเป็น 10 ครั้งแล้ว ถ้าจะคิดว่าต้องไม่ซ้ำไม่จําเจ หรือว่าต้องไม่ใส่สีนั้นไม่ใส่แบบนี้ ไม่ใส่ตัดฟูๆ คือชมว่ามันเป็นไปไม่ได้ ก็คือขอเป็นอะไรที่มันตรงจริตเราตอนนี้ แล้วมันก็รู้สึกว่าใช่สําหรับเราตอนนี้เพราะว่ามันเป็นโมเมนต์นี้นาทีนี้”.



