นุสบา ควงลูกชายคนเล็ก น้องกันต์ เปิดตัวครั้งแรก เผยเรื่องสุดช็อกสูญเสียคุณพ่อกะทันหันคาอ้อมกอด ทำชีวิตไร้พลังเลิกรับละคร 2 ปี
นุสบา ปุณณกันต์ นักแสดงตัวแม่ที่วันนี้ขอควงลูกชายคนเล็ก น้องกันต์ วัย 17 ปี มาเปิดตัวครั้งแรกกับความหล่อระดับพรีเมียม เม้าธ์วีรกรรมสุดแสบที่แม่นุสถึงกับกุมขมับ และเปิดเผยโมเมนต์พี่น้อง น้องปุณณ์และน้องกันต์ ที่รักกันแบบสุดๆ จนแม่อดปลื้มไม่ได้
พร้อมเล่าเหตุการณ์สุดช็อกสูญเสียคุณพ่อกะทันหันในอ้อมกอดตัวเอง จนทำให้ชีวิตไขว้เขวเลิกรับงานละคร 2 ปี ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บShow ทางช่องOne31 ที่มี หนิง ปณิตา และ ธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกร
พี่นุสรู้สึกยังไงบ้างมีลูกชายหล่อทั้งคู่เลย?
นุสบา : มันเร็วมากเลย เรายังเพิ่งเห็นเขากลมๆอยู่เลย แล้วอยู่ดีๆวันหนึ่งโครงหน้าเริ่มเป็นหนุ่มขึ้น จมูกเริ่มโด่ง รูปร่างเริ่มเปลี่ยนไป จนวันนี้ยังเรียกเขาไอ้อ้วนอยู่เลย ตอนเด็กๆเขาจะจ้ำม่ำ มีอยู่ช่วงนึงเขาจะกินเยอะมาก ไอติม 10 ถ้วย โดนัท 10 ก้อน นั่งกินอยู่บนเตียง แล้วพี่ก็ชอบกอด เราเป็นคนชอบเด็กมีเนื้อมีหนัง
ตีลูกบ้างมั้ย?
นุสบา : ไม่เคยเลย มีแค่โมโหมาก พูดแล้วไม่ทำ อาจจะเป็นวัยมั้ง เราพูดอย่างแต่จะทำตรงกันข้ามตลอดทุกเรื่อง เด็กผู้ชายเนอะ เริ่มหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ได้แล้ว เอาลูกไม่อยู่ ก็มีบ้าง แต่ไม่เคยลงไม้ลงมือ เหมือนเขายั่วเรามากกว่า เพราะความที่เขาเหมือนเด็กที่ชอบสนุกที่เห็นเราปรี๊ด
กลัวคุณแม่บ้างมั้ย?
กันต์ : ไม่ค่อยกลัว แต่บางทีตอนเขาโกรธมากผมอาจจะหยุดนิดนึง
เวลาเขาโกรธมากเขาเลเวลไหน?
กันต์ : ตะโกนอะไรยังงี้ มีอยู่ครั้งนึงโยนดินสอ ที่ผมเห็นโกรธจริงๆ
แล้วเลเวลในการดุลูกมันขนาดไหน เหมือนในละครมั้ย?
นุสบา : ไม่ มันเหมือนโกรธจริงๆ จนต้องเดินหนีไปอีกห้อง
แล้วถ้าเป็นเรื่องที่พี่นุสจัดการไม่ได้ ให้ใครจัดการ?
นุสบา : มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนนั้นเหมือนกับให้เขาทำการบ้านแล้วเขาก็ไม่ยอมลุกมา เล่นเกมอยู่นั่นแหละ เริ่มดึกแล้ว เปิดประตูเข้ามาดูก็อยู่ที่เดิม ไม่รู้จะทำยังไง ทั้งดุสารพัดจะทำท่าแล้ว ก็ไม่เวิร์ค ต้องโทรหาคุณพ่อให้มาช่วยบอกเขา นุสต้องเฟซไทม์เดินถือมาในห้องส่องให้ดูจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้นก็เล่าไป เขาแซวนุสกลับมาว่า นี่ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆหรอ พี่ยุ่งอยู่มากเลยนะ งานเยอะมากเลยนะ พอเขาได้ยินเสียงเท่านั้นแหละ ลุกขึ้นมาทำทุกอย่างจบเสร็จ เราไม่ต้องพูดอะไรเลย คือครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาที่เราพูดมันไม่มีความหายเลยจริงๆ
เห็นพี่น้องรักกันขนาดนี้ดีใจมั้ย?
นุสบา : อาจจะเป็นเพราะเขาห่างกันมาก 6 ปี พี่เขาเหมือนเป็นทั้งพ่อและเพื่อนที่เขาจะปรึกษาเรื่องเรียกก็ได้ เขาก็ตอบคำถามให้ได้ เรื่องเพื่อน เรื่องแฟน เขาก็คุยกันได้ อย่างน้อยเขาก็จะมีเพื่อนปรึกษาด้วย ก็แบ่งเบาเราไปได้เยอะ
เห็นว่าตอนที่พี่ไปเมืองนอก น้องทนไม่ได้เลย ต้องให้บินตามไปเลย?
นุสบา : ใช่ มีอยู่ช่วงนึงตอนเด็กๆ น้องปุณณ์ เขาไปเทอมนึงเป็นซัมเมอร์ ไปประมาณเดือนนึง ที่เขาจะไม่ได้เจอกัน เขาร้องไห้เลยนะคิดถึง เราต้องซื้อตั๋วพาไป ไม่งั้นเรากลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าพี่เขาหายไปไหน เคยเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุด วันนี้ไม่มี ไม่อยากให้เขาเหงา ก็เลยพาไปให้เขาเห็น เวลาขากลับนี่เศร้ามาก เวลาต้องแยกกลับเพราะเราต้องกลัยแล้วพี่เขาต้องเรียนต่อ ก็ซึมเลย
ไม่ชอบวงการบันเทิงเหมือนคุนแม่บ้างหรอ?
กันต์ : ไม่ครับ ไม่ชอบ
เห็นว่าทุกวันนี้มีโครงการช่วยเหลือคนด้วย?
นุสบา : ใช่ อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลกของเค้าอีกเรื่องหนึ่ง บังเอิญได้ไปต่างจังหวัดกันพ่อแม่ลูก ไปทางใต้ที่พังงา เขามีโอกาสได้เข้าไปที่โรงเรียนหนึ่ง ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ว่าโรงเรียนจะมีเด็กๆประมาณ 100 กว่าคน เราเองก็อยากให้เขาได้รู้จักการช่วยเหลือสังคม ได้รู้จักการแบ่งปันทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม ก็พาเขาเข้าไปดูและซื้อของแจกเด็กๆ เป็นลูกบอลกับรองเท้า
กันต์ : คุณพ่อเค้าเคยไปออกงานที่พังงา โรงเรียนวัดบ้านม่วง ผมก็ชวนเขาไปค้าง ผมชอบเตะบอล เอาลูกบอลไปให้เขา เด็กบางคนเขาอาจจะซื้อไม่ได้ พอผมไปเจอกับน้องๆ เจอกับครูใหญ่ ผมคุยกับน้องๆเขาก็บอกว่าเขาไม่ได้กินข้าวเที่ยง เขากลับบ้านไปกินข้าวเย็น เพราะเด็ก ป.6 ขึ้น โรงเรียนเขาจะไม่จ่ายค่ากินข้าวตอนเที่ยง เขาต้องเอาตังค์ซื้อเอง แล้วเขาก็ไม่ค่อยมีอาหารกิน ผมก็เลยเปลี่ยนจากเตะบอล การให้เด็กกินข้าวมีความสำคัญมากกว่า ผมคุยกับคุณพ่อแล้ว เราจะเอาไก่ เป็ด ซักร้อยตัวไปให้เขา ให้เด็กเลี้ยง เด็กได้เรียนเรื่องการทำเกษตรกรรม เพราะที่นั่นเขาก็มีสอนเกษตรกรรมอยู่แล้ว ผมก็ให้เด็กเขาเรียนไก่ด้วยแล้วเขาก็ได้ไข่จากไก่ 100 ตัว เขาจะได้ไข่ซัก 70 ฟอง ให้เขากินไข่เจียว
เรื่องที่ทำให้ผวาแล้วตื่นกลางดึกก็คือเรื่องที่คุณพ่อเสีย ?
นุสบา : ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องผ่านช่วงนั้นไป คนที่เรารัก โดยเฉพาะคุณพ่อ คุณแม่ แต่ของนุสนี่กะทันหันแล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดขึ้น ในช่วง 2 ปีที่แล้วคุณพ่อเป็นหลายโรคมาก เบาหวาน ล้มแล้วมีเลือดคั่งในสมองนิดๆ เรื่องปอด หัวใจต้องทำบอลลูน พร้อมกันไปหมดเลยช่วงปีนั้น ซึ่งก็เข้าๆออกๆ โรงพยาบาลอยู่เป็นปีๆเลย ก็ค่อนข้างเหนื่อยตอนนั้นน้ำหนักลดลงไป 5-6 โลเลย
สุดท้ายแล้วผ่านไปปีนึงเขากลับมาได้ แข็งแรงเลย เราก็โอเคมันผ่านไปแล้วมรสุมครั้งนั้น มาวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากคนที่บ้าน เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เขาบอกว่าพ่อเป็นอะไรไม่รู้พูดไม่ได้ คนที่บอกว่าเขาล้ม ล้มแล้วยังไงทำไมพูดไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น คือเขาเดินออกมาจากบ้านแล้วลื่นตรงระเบียงเท่านั้นเอง แล้วก็ล้ม แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรคิดว่าหัวโน ยังกลับมาทานข้าวได้ปกติ
ตอนนั้นเกิดประมาณ 11 โมง เที่ยง แล้วก็ 5 โมงเย็นเขาโทรมาบอกว่าพ่อพูดไม่ได้ เราก็รีบขับรถไป เราก็ไม่คิดว่าจะกะทันหันฉับพลันขนาดนั้น พอไป 5 โมง เขาก็นอนนิ่งไม่รู้สึกตัวอะไรเลย เราก็ช็อกมาก ตรงนั้นเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ได้เจอหน้าเขา แล้วคุยกับเขา เห็นเขาหลับตาแล้วน้ำตาไหลมาข้างๆเราก็นึกว่าเขาหลับไป พอรถพยาบาลมาก็พาเขาเข้าโรงพยาบาล หมอก็บอกว่าเขาคงไม่ได้กลับมาอีกแล้วให้ทำใจ นุสนี่นั่งกองลงไปกับพื้นที่โรงพยาบาลลุกไม่ขึ้นยามต้องเข้ามาช่วยกัน มันเร็วมาก กะทันหันมาก ไม่คาดคิดเลย จากที่ดีๆอยู่ภายใน 3 ชั่วโมง
สิ่งที่นุสต้องเจอคือมันค่อนข้างช็อก แล้วเขาเสียไปตอนนั้นก่อนที่จะมาที่โรงพยาบาล ตอนที่เขาหลับไปก็คือในแขนของเราที่เราพยายามยกเขาขึ้นมาจากที่เขาลุกไม่ได้ไม่ทำอะไรแล้ว นอนอยู่เฉยๆ เขย่าก็ไม่รู้สึกแล้ว มันเป็นภาพที่ติดตามากจนถึงทุกวันนี้ ทุกๆตี 4 เราจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะมันเป็นเวลาที่เขาจากไป ก็แปลกเหมือนกันเป็นปีๆเลย ก็เป็นเรื่องที่มันอาจจะเกิดขึ้นกับทุกคนต้องเตรียมใจแล้วก็ต้องซ้อมความสูญเสียไว้บ้าง
หลังจากคุณพ่อเสียไม่รับละคร 2 ปี ?
นุสบา : จากช่วงปีนั้นมันเป็นปีที่ยากลำบากจากเรื่องคุณพ่อ เรื่องอื่นๆอีกด้วย ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีเรี่ยงแรงในการทำงาน เหมือนมันขาดพลัง ทั้งๆที่พี่ๆเพื่อนๆ ชวนให้กลับมาเล่นละคร แต่นุสก็ต้องบอกเขาไปว่านุสเล่นไม่ได้จริงๆไม่รู้ว่าทำไม เขาเข้าใจหมดเลยว่าเป็นเพราะอะไร ก็ถึง 2 ปี ซึ่งเราไม่ทำอะไร ก็อยู่กับลูกและครอบครัว ลูกๆเขาก็เห็นเขาก็อยากให้เรากลับมาทำงานมันจะดีกว่า ช่วงจังหวะนั้นเมื่อปีที่แล้วพอดีว่ามีซีรีส์ติดต่อมาก็รับเล่นไป ตอนแรกก็ว่าจะไม่เล่นแต่ก็ลูกทั้งสองอีกนั้นแหละบอกว่า แม่กลับไปเล่นเถอะ ขอร้อง เขาอยากเห็นเราในแบบเดิม แล้วเขาก็ให้กำลังใจเรามาตลอด ก็เพิ่งจะกลับมาทำงาน