ปล่อยของรัวๆ ในภาพยนตร์สยองขวัญ-ซอมบี้ เรื่อง “ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ” ฝีมือการกำกับฯ ของ ‘โขม’ ก้องเกียรติ โขมศิริ ที่วันนี้เจ้าตัวมาเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังและจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ดังกล่าว

จุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์นี้?
โขม – “เริ่มต้นคือทาง IFA (Infocusasia Co.,Ltd.) บริษัทมีเดียที่มี Head Offif ice ที่สิงคโปร์ ติดต่อว่ามีหนัง สนใจอยากให้ผมกำกับฯ เขาอยากทำหนังซอมบี้ที่มีแบ๊ก กราวด์เป็นสถานการณ์สงคราม เราก็ต้องมาตีความให้ลึกว่าซอมบี้เป็นยังไง สงครามคืออะไร พอเกิดคำว่าสงครามปุ๊บก็ขยายต่อไป จนเจอคำว่า Brotherhood ความเป็นพี่น้อง พอเจอทิศทางว่าหนังเรื่องนี้พูดเรื่องภราดรภาพ ความเป็นพี่น้อง ความแตกสลาย โดยมีซอมบี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาก็อธิบายให้เขาฟัง ซึ่งทาง IFA ชอบคอนเซ็ปต์นี้”
จากซอมบี้ต่อยอดไปถึงการทดลอง FUMETSU (ฟูเมตสึ) ได้อย่างไร?
โขม – “พอเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 เรานึกถึงอาวุธชีวภาพ การรมแก๊ส จากจุดนั้นเจอพื้นฐานการมาของซอมบี้ เชื้อโรคน่าจะมาจากการทดลอง มีข้อมูลรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน ญี่ปุ่น ที่พยายามทดลองอาวุธชีวภาพหลายรูปแบบมาก เลยคิดต่อว่าฝั่งญี่ปุ่นอยู่ในช่วงท้ายตามประวัติศาสตร์ ขึ้นเมืองไทยเพื่อใช้เป็นฐานเสบียงในการไปตีอินเดียและจีน เหมือนเราเป็น Hub ในการพักการทดลอง ก็คิดต่อว่าเขาทำสงครามเสียไพร่พลไปเยอะ วิธีที่จะทำให้เขามีกองกำลังอยู่ คือการ Reuse หรือการทำให้เป็นทหาร ที่ในเรื่องใช้คำว่า ‘ฟูเมตสึ’ แปลว่า ‘ทหารอมตะ’ เพื่อให้สงครามนี้เดินต่อไปได้ การทดลองนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อทำให้ทหารเป็นทหารผีดิบ หรือทหารซอมบี้”


“ส่วนยุวชนทหาร ได้คำว่า Brotherhood ความเป็นภราดรภาพ ความเป็นพี่เป็นน้อง รู้สึกหนังเรื่องนี้พูดถึงความเป็นพี่น้องได้ดี เลยเกิดเป็นตัวละครหลัก ‘เมฆ’ และ ‘หมอก’ ก็คือ นนกุล และ อัด อวัช จุดประกายจากตรงนี้ ตั้งแต่ตั้งชื่อตัวละครคนนึงชื่อ เมฆ เพราะเมฆอยู่บนฟ้า ดูสดใสดูสูง อีกคนชื่อ หมอก ดูอึมครึม ดูเหงา คนสองคนคาแร็กเตอร์ต่างกัน”
การดีไซน์ซอมบี้เกิดจากนักแสดงช่วยกันดีไซน์ขึ้นมาพร้อมกัน ทั้งท่าทางและการใช้เสียง?
โขม – “ใช่ครับ เริ่มต้นเลยมันยาก ก็เป็นซอมบี้ที่เคยเห็นในเรื่องต่างๆ แต่เขาบอกมันไม่ได้ถูกทำจากวิธีคิดข้างในว่าทำไมตัวถึงต้องบิดๆ เราก็บอกว่าให้ลองคิดว่ามีปรสิตหรือพยาธิบางอย่าง พอเชื้อโรคเข้าไปในตัวเรา มันวิ่งไปตรงไหน ตรงนั้นก็บิด เขาก็มีวิธีเกาะในการแสดง”
“หรือวิธีการพูด สิ่งที่ยากที่สุดคือในเรื่องนี้ซอมบี้คุยกันด้วย พอคุยกันก็คิดว่าจะทำยังไง พยายามหาเสียงที่ผ่านจากอก ขึ้นมาจากคอในขณะที่เป็นซอมบี้อยู่ ก็เหมือนเรากำลังบอกว่าคุณเป็นซอมบี้ คุณไม่ได้ตาย คุณติดเชื้อ เพราะฉะนั้น สมองยังทำงานอยู่ ยังพูดและสื่อสารได้ เพียงแต่ไม่ได้พูดได้ง่ายๆ”

อยากให้เล่าถึงเหตุการณ์สนุกๆ หรือระทึกในกองถ่าย?
โขม – “ถ่ายในถ้ำเนี่ยครบทุกรสจริงๆ มีค้างคาวมาปะทะ แต่ที่หลอนกว่าคือข้างนอกมีลิงเจ้าถิ่น พอทีมงานจะเข้าถ้ำมันก็เอามะพร้าวโยนถากทีมงานไปนิดเดียว สักพักน้องอีกคนบ่นว่าปีนมาอยู่บนหัวแล้วฉี่ใส่มอนิเตอร์ ได้แต่มองโดนลิงบุกกอง เชื่อมั้ยว่าสิ่งที่ไล่พวกมันได้ มีอยู่ฉากหนึ่งถ่ายหน้าถ้ำ เป็นฉากซอมบี้รุมกินซากควาย ซอมบี้ก็เล่นกันเต็มที่ ลิงมาถึงชะงักวิ่งหายหมดเลย ลิงกลัวซอมบี้ ก็ตลกดี”

“ส่วนในถ้ำจะตายกันจริงๆ ตอนเซอร์เวย์ไปกัน 5-6 คนไม่มีอะไร แต่พอวันถ่ายทำไปกันเยอะ ในถ้ำไม่มีอากาศ เรามีถังออกซิเจนคอยสูด พอทำงานไปได้ครึ่งวันง่วง ทีมงานเริ่มสโลว์ ทีม Medic แนะให้จุดเทียนเพื่อเช็กออกซิเจนในถ้ำ ถ้าเมื่อไหร่เปลวไฟเหลือนิดเดียวให้รีบหนี แสดงว่าอากาศจะหมด ก็ทำตามที่เขาแนะนำ ซึ่งเทียนอ่ะดับไปนานแล้ว เราก็ยังถ่าย ทีมไฟเป็นลมไป 2 คน พี่สตันต์กำลังบล็อกกิ้งอยู่ จู่ๆ จะวูบ รีบวิ่งออกจากถ้ำไปหายใจ พอถ่ายๆ ไปน้องทีมเสื้อผ้านั่งฟุบ เลยตัดสินใจเปลี่ยนแผน หนีไปถ่ายตรงปากถ้ำแทน”

การเฟ้นหาโลเกชั่นเป็นอย่างไรบ้าง?
โขม – “นานพอสมควร พอเป็นหนังตระกูลนี้ โลเกชั่นคือตัวละครของเรื่องเช่นกัน เราให้โจทย์ว่า ต้องหาป่าที่คุณถ่ายไปแล้วรู้สึกได้ว่ามันซ่อนเร้นอะไรบางอย่างอยู่ ก็ไปได้สวนพฤกษศาสตร์ระยอง แถวปากแม่น้ำประแสร์ ลักษณะต้นไม้และพื้นดินมีความชื้น ความอะไรหลายๆ อย่างมันใช่ ส่วนสถาปัตยกรรมเป๊ะพอสมควร ตึกรามบ้านช่องก็ลงไปถ่ายสถานที่จริงที่ประจวบคีรีขันธ์และชุมพร จะมีบ้านไม้เก่าของชาวบ้านที่อายุเป็นร้อยปี ถูกใจมาก”

ทำไมเลือกความสัมพันธ์พี่น้องเป็นประเด็นหลักในหนังแนวนี้?
โขม – “หนังซอมบี้มักสะท้อนอะไรเสมอ ต่อให้เป็นหนังพีเรียดก็เถอะ สงครามมักให้คำตอบอะไรเสมอ ไม่สร้างบาดแผลก็สร้างสิ่งใหม่ ต่อให้เป็นหนังพีเรียดแต่ก็มีบางเรื่องที่สื่อสารกับปัจจุบัน ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ขาดหาย ต่อให้รูปธรรมของสงครามมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ความเป็นพี่น้อง ความเป็น brotherhood ของคนในชาติ หรือปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะ generation Gap วิธีคิดที่แตกต่าง”
“ไม่ว่าจะอะไรก็ตามมันล่มสลายถ้าหนังจะมีคุณค่าอะไรสักอย่าง มันต้องสื่อสารเรื่องนี้ได้”