‘ฉอด-เอส’ ยัน! ไม่มีนโยบายต้องเสียตังค์ เพื่อมาเล่น “คลับฟรายเดย์ฯ” เตือนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ แนะให้มีสติ อย่าไปเสียดายโอกาส

หลังกลายเป็นข่าวใหญ่โต กรณีที่หญิงคนหนึ่งชื่อว่า ฟ้า ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อ พัช ก่อเหตุหลอกผู้เสียหายให้โอนเงินเป็นจำนวนมาก โดยอ้างว่าจะได้เล่นละครกับซูเปอร์สตาร์อย่าง เบิร์ด ธงไชย ในซีรีส์คลับฟรายเดย์ ในขณะที่บางรายจะได้เล่นกับ ผู้พันเบิร์ด และ ป้อง ณวัฒน์ ทั้งนี้หญิงคนดังกล่าวเคยไปก่อคดีสมอ้างเป็นเลขาฯ หนุ่ม กรรชัย หลอกผู้เสียหายให้โอนเงินและอ้างว่าจะพามาออกรายการโหนกระแสมาแล้ว

ล่าสุดวันที่ 23 ส.ค.2567 ข่าวสดบันเทิงออนไลน์ มีโอกาสเจอ ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chief Executive Officer (CEO) บริษัท CHANGE2561 และ เอส วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัย รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท CHANGE2561 ในกิจกรรมเก็บภาพและสัมภาษณ์ “รักนี้ไม่มีถั่วฝักยาว Final EP” ที่ สยามภาวลัย ชั้น6 สยามพารากอน ในฐานะผู้ผลิต “คลับ ฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์” จึงได้สอบถามถึงเรื่องที่ถูกแอบอ้างดังกล่าว

กรณีที่ คลับฟรายเดย์ฯ โดนแอบอ้างเรื่องจ้างเอ็กซ์ตร้า?
ฉอด : “คือสมัยนี้มิจฉาชีพทำงานกันเข้มข้นมาก ได้ยินข่าวพร้อมๆ กับทุกคนตอนที่โหนกระแสออกไปแล้ว แล้วก็ได้ยินคำว่า คลับ ฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์ ติดมาด้วย แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดเท่าไหร่ อันนี้ต้องบอกเลยว่าเราไม่เคยทำแคสต์ด้วยวิธีแบบนี้ ไม่เคยให้ใครไปติดต่ออะไรใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง เพราะปกติแคสติ้งเราทำกันเอง ทุกครั้งเราจะมีทีมของเรา ในการที่จะมาแคสต์มาอะไรใดๆ ไม่เคยใช้ตัวกลาง”

ตอนได้ยินครั้งแรกตกใจไหม สิ่งที่เขาพูดมาเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ ?
ฉอด : “ไม่ตกใจ เพราะว่ามันไม่มี มันไม่ได้อยู่ในแพลนใดๆ ทั้งสิ้นเลย ในความเข้าใจของเราคือเขาคงไปหลอกหลายๆ เรื่อง แล้วคลับฟรายเดย์ฯ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เราก็สงสารคนที่ถูกหลอก ต้องเสียเงินเสียทอง อยากจะฝากบอกไว้เลยว่าไม่น่าจะมีนะกับการที่ไปหานักแสดงแล้วให้เขาจ่ายเงินประกัน เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะมีใครทำไหม แต่เราแอบเดาว่ามันไม่มี เพราะใดๆ ก็ตามแต่ เวลาเราไปติดต่อมาเล่น มันก็จะมีแค่ว่าเราต้องจ่ายเงินค่าแสดงให้เขา ค่าตัวเขา แต่การที่ให้เขามาจ่ายเงินเราก่อน มันประหลาด มันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เข้าใจคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการ พอได้ยินก็รู้สึกว่าเป็นโอกาส แต่อยากเตือนเลยว่ามันไม่มี”

ถือเป็นครั้งแรกไหมที่โดนแอบอ้างโดยใช้ชื่อของเรา?
ฉอด : “เหมือนเคยได้ยิน แต่อย่างที่บอกค่ะ มันก็จะเป็นข่าวได้ยินมา มันไม่ได้เป็นกระแสที่จับต้องได้ ถึงขั้นที่เราต้องเอาตัวเข้าไปแก้ข่าว (มันไม่ได้ส่งผลกระทบถึงภาพรวม?) มันแค่ข่าว คือต้องเข้าใจว่าทุกวันนี้มันมีข่าวเยอะ บางทีก็ได้ยินมาว่ามีคนไปพูดอย่างนี้ แต่มันไม่ได้มีหลักฐานอะไรชัดเจน เลยไม่ได้ทำให้เราต้องออกมาแก้อะไร แต่ถามว่าเคยได้ยินไหม เคยได้ยิน คลับฟรายเดย์ซีรีส์คงจะดังเนาะ(หัวเราะ)”

มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไหม?
ฉอด : “ถ้าในที่สุดแล้วมันไม่ใช่เรื่องจริง มันก็ไม่มีอะไรกระทบหรอกค่ะ ตอนนี้มิจฉาชีพก็มีในรูปแบบต่างๆ กัน แล้วก็อ้างไปเรื่อยเลย แต่อย่างที่บอก แม้แต่กรณีที่ไปออกโหนกระแสก็ไม่ได้มีใครอะไรมาถึงตรงเรา การที่เอาชื่อคลับฟรายเดย์ฯ ไปหลอก เพราะมันคงเป็นที่รู้จักแหละ การพูดถึงคลับฟรายเดย์ฯ มันก็อาจจะง่าย เพราะมีตัวละครให้เล่นเยอะ มีคนใหม่ๆ เต็มเลย”

ถ้าคลับฟรายเดย์แคสต์นักแสดง ต้องมีวิธีการยังไง?
ฉอด : “ทุกวันนี้คนทำแคสต์ก็คือเรานี่แหละค่ะ แล้วก็ทีมฝ่ายละครของพวกเรา สมมติเราจะทำเรื่องสักเรื่องหนึ่ง เราก็จะรู้ว่าตัวละคนมีคาแรกเตอร์เป็นยังไงๆ แล้วเราก็จะมานั่งวางกันว่าอันนี้น่าจะเป็นนักแสดงหลักที่เป็นที่รู้จัก อันนี้เป็นเอ็กซ์ตร้า อันนี้ต้องเป็นเอ็กซ์ตร้าที่เล่นเก่ง แล้วเราก็จะทำหน้าที่ไปหากันเอง”

เอส : “คือมันมี 2 สเต็ป คือแคสตติ้งที่เป็นนักแสดงหลัก หรือเรียกว่าตัวละครหลักก่อน มันจะเป็นตัวบอกเองว่าเราจะใช้ใคร ซึ่งแคสต์ตัวละครหลักทั้งหมดของเรื่องนั้นๆ ถ้าเป็นคลับฟรายเดย์ฯ จะเป็นทางเราทำกันเอง แต่ในกระบวนการผลิต ทุกทีมผลิตก็จะมีตำแหน่งแคสติ้ง เป็นคนคอยดูเอ็กซ์ตร้า เช่นเหมือนเรามีงานเลี้ยงแต่งงาน เราก็ต้องใช้เอ็กซ์ตร้า หรือเป็นเพื่อนนางเอกที่ไม่มีบท ซึ่งอันนี้จะเป็นแคสติ้งประจำกอง ซึ่งเขาก็จะประกาศหรือเรียกใช้โมเดลลิ่งที่รู้จักในเครือที่คุ้นเคยกัน”

แล้วทีมแคสต์เขามีขั้นตอนยังไง หรือว่าแคสต์ผ่านโมเดลลิ่งมาเลย?
เอส : “ปกติก็จะมีเหมือนโลเกชั่นแมน แคสติ้งก็จะเป็นแคสติ้ง อย่างเรื่องนี้ใช้วัยพ่อ เขาก็จะมีสะสมในลิสต์ของเขา หรือมีโมเดลลิ่งที่คุ้นเคย เขาก็จะให้โมเดลลิ่งเสนอมา ซึ่งถ้าเป็นเอ็กซ์ตร้าจริงๆ ที่ไม่มีบทพูด เราอาจจะดูความเหมาะสมในเรื่องของคาแรกเตอร์หรือลุกส์มากกว่าทักษะการแสดง แต่ถ้าต้องมีบทพูดคุยกับตัวหลัก เราก็จะใช้วิธีดูคลิปที่เขาส่งมา ดูโปรไฟล์ว่าเคยมีงานอะไรบ้าง ถ้าเป็นตัวละครที่เราให้น้ำหนัก เราก็ต้องดูแอ๊กติ้งด้วย”

ฉอด : “แต่ถ้าเป็นลักษณะของการที่ให้ใครสักคนหนึ่งไปประกาศว่ารับนักแสดงเพื่อมาเล่นคลับฟรายเดย์ฯ บอกเลยว่าไม่มีนะคะ เราไม่เคยมีใครเป็นตัวแทน”

เอส : “ออฟฟิเชียลของเราไม่มี แต่บางครั้งสมมติเราใช้ทีมผลิต A แล้วเขาประกาศในเฟซบุ๊ก ถ้าเราเห็น เราก็จะเตือนๆ ว่าเราไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่เอาจริงๆ ของแบบนี้มันก็ทั้งสองฝ่าย คำว่ามิจฉาชีพมันมีการหลอกลวงกันได้หมด เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีสติ และระมัดระวังด้วยตัวเองด้วย แต่ก็เข้าใจนะ บางทีมีรูปถ่ายกับพี่ฉอด แต่เวลาจริงคือคนเดินเข้ามาขอถ่ายรูปกับเรา เราจะบอกว่าขอโทษนะครับเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่ามันก็ไม่ได้ เราอยู่ในงานที่เป็นโอเพ่นแบบนี้ เขาเดินมาขอถ่ายรูป เราก็ต้องถ่าย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าภาพนี้จะถูกเอาไปใช้ตรงไหน มันก็ยากที่จะระวังหรือตรวจสอบ“

อยากแนะนำคนที่อยากเข้าวงการบันเทิงยังไง?
ฉอด : “อันดับแรกเลยถ้ามีการเรียกเก็บตังค์ สงสัยไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่แล้ว”

เอส : “เราอยู่ตรงนี้มาหลาย 10 ปี ทั้งในวันที่เราเป็นเด็ก เราก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครเสียตังค์ จริงๆ ต้องบอกว่าถึงแม้มีตังค์ มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้เป็นนักแสดง หรือได้รับโอกาสนะ”

ฉอด : “ถ้าคาแร็กเตอร์ไม่ใช่แล้วมาจ่ายตังค์ก็ไม่ได้เล่นอยู่ดี นักแสดงมันไม่ใช่อาชีพที่มาจ่ายตังค์”

เอส : “นักแสดงมันต้องตามความเหมาะสม เช่นสมมติพระเอกเป็นลูกครึ่ง เราก็ต้องหาพ่อแม่ที่เป็นฝรั่ง หรือพระเอกอายุ 20 พ่อก็ควรจะ 40 อัพ มันถูกคิดด้วยกระบวนการที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ มากกว่าการจ่ายเงินแล้วเราต้องเลือก”

ฉอด : “จากข่าวได้ยินมา เหมือนว่าการจ่ายตังค์ จะไม่ได้จ่ายครั้งเดียวด้วย อันนี้คือมิจฉาชีพแน่ๆ”

เอส : “แต่เข้าใจนะ บางทีพ่อแม่หรือแม้กระทั่งตัวเด็กเองก็อยากได้รับโอกาส ถึงบอกว่าคำว่าโอกาสมันสำคัญจริงๆ อย่างตอนนี้เราทำงานกับน้องๆ ที่เป็นนักแสดงใหม่ เราก็พยายามปลูกฝังให้เขาเข้าใจถึงคำว่าโอกาสว่ามันสำคัญยังไง ซึ่งวันนี้พวกน้องๆ ก็เข้าใจแล้วว่าโอกาสมันไม่ได้มาง่ายๆ มันมาเมื่อไหร่เราไม่รู้ แล้วเวลามันไปมันหมดก็ไม่รู้ แล้วมันจะกลับมาอีกไหมก็ไม่มีใครรู้ คือหน้าที่เราเป็นคนเลือกก็แปลว่าเราเป็นคนให้โอกาสนั่นแหละ แต่เราก็ไม่ได้เลือกให้โอกาสกับใครง่ายๆ เพราะมันคืองาน มันไม่ใช่การให้ด้วยเสน่หาหรือผลประโยชน์ตอบแทน แต่อยู่บนบรรทัดฐานของการทำงาน สิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับงานของเรา”

ฉอด : “สมมติวันนี้เราอยากแคสต์เด็กใหม่ เราก็จะมีประกาศอย่างเป็นทางการจากออฟฟิเชียล อาจจะในโซเชียลของเรา หรือของพี่เอส แต่ใดๆ ก็ไม่มีการเก็บเงิน”

เอส : “ถ้าเป็นงานที่เป็นออฟฟิเชียลก็ดูในไอจีพี่ฉอด ไอจีเรา หรือแม้กระทั่งองค์กรในบริษัทอื่นๆ ก็คิดว่าผู้ปกครองหรือน้องๆ สามารถเช็กได้ด้วยตัวเองว่ามันมีอยู่จริงไหม ถ้ามันเป็นงานลักษณะเรียกเก็บเงิน เราว่ามันไม่มีนะ”

ฉอด : “เรื่องของการเรียนการแสดง มันเป็นคนละฟังก์ชั่นกัน การเรียนการแสดงก็คือเรียนการแสดง จ่ายตังค์เรียน แต่ไม่มีโรงเรียนไหนสามารถรับประกันได้ว่าจะได้เล่นในเรื่องไหน”
เอส : “สมมติเราทำงานกับโรงเรียนสอนการแสดงของครูบิว หรือครูเงาะ แล้วบอกว่าไหนส่งเด็กมาซิ อันนั้นก็คงเป็นเรื่องส่วนตัวว่าเราต้องการนักแสดง แต่มันไม่ได้การขอโควต้าว่าถ้ามาเรียนกับครู เดี๋ยวครูจะสามารถส่งไปเล่นละครที่นี่ๆ ได้”

ฉอด : “อาชีพการแสดง มันไม่ใช่อาชีพที่จะฝากกันได้ ไม่ใช่การันตีว่าจ่ายเงินแล้วจะได้เล่น ทุกคนต้องแคสต์ เอาจริงๆ ก็มีเยอะนะคะที่บางทีอาจจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยากจะเอามาฝากให้ช่วยดูหน่อย เผื่อมีอะไร แต่อย่างที่บอกแหละ รับฝากได้ แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ เพราะว่าอาชีพการแสดง มันเป็นอาชีพที่แตกต่างจากอันอื่น ตรงที่มันมีคำว่าความเหมาะสมในหลายๆ อย่าง มันไม่ใช่ใครก็ได้ เลยยากนิดหนึ่ง”

ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเป็นดารา ต้องมีสติแค่ไหน?
ฉอด : “วันนี้มันมีช่องทางเยอะมากในการเป็นดารา ทุกวันนี้เราไปตามโรงเรียน ตามมหาวิทยาลัยที่ไปออนทัวร์ บางทีเห็นน้องๆ หน้าตาดีจะชวนมา แต่หลายคนก็เซ็นสัญญากับคนนี้คนนั้นไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เรารู้สึกว่าโอกาสมันไม่ได้ยากเหมือนเมื่อก่อน แต่ที่สำคัญที่สุดคืออย่าไปจ่ายตังค์ให้ใคร เพราะเงินไม่ใช่เรื่องการันตี แล้วก็ดูแลตัวเองดีๆ สำหรับน้องผู้หญิงเพราะอาจจะไม่ได้ถูกหลอกเอาเงิน แต่ถูกหลอกเอาอย่างอื่นก็ได้เหมือนกัน

คำว่า “สติ” ที่ว่าก็คืออย่างที่บอก เมื่อไหร่ก็ตามที่เดินเข้าไป แล้วรู้สึกว่าเฮ้ย…ใจป้ำ หรือพาไปที่ที่ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ หรือบางคนบอกให้ถอดเสื้อผ้าอะไรอย่างนี้ มันจะต้องรู้ด้วยสติของตัวเองว่าอันนี้อันตรายแล้ว เพราะเราไม่เคยเห็นบทไหนที่ให้มาแคสต์ด้วยวิธีการถอดเสื้อ มันไม่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสติสำคัญที่สุดเลย แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่ใช่ อย่าไปเสียดายโอกาส เดินออกมาเถอะ เพราะโอกาสวันนี้มันไม่ได้ยากขนาดนั้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน