ฟังอีกมุม! อดีตผจก.ลีเดีย เปิดใจครั้งแรก ยันไม่ได้โกง เผยจุดผิดพลาดทำให้เข้าใจผิด น้ำตารื้นบอกรักมาก-ไม่มีเจตนาคิดร้าย หวังเรื่องจบด้วยดี

หลังจากที่นักร้องสาว ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และ แมทธิว ดีน สามี ออกมาเปิดใจครั้งแรกถึงประเด็นที่เคยออกมาโพสต์ประกาศยุติบทบาท โน้ต น.ส.ชาคริยา สมุทรคีรี ผู้จัดการส่วนตัวแบบฟ้าผ่า โดยบอกว่าถือเป็นบทเรียนราคาแพง รักมากก็เจ็บมาก ต้องยอมรับสภาพไป แม้ว่าจะยังอยู่ในสภาพที่ช็อกและเสียใจกันอยู่ ก่อนบอกอีกว่าทางฝั่งอดีตผู้จัดการไม่ได้มีการติดต่ออะไรเรามา

 

ต่อมาอดีตผู้จัดการของทั้งคู่ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว โดยแชร์ภาพข่าวที่ ‘ลีเดีย-แมทธิว’ ได้ให้สัมภาษณ์ พร้อมเขียนข้อความระบุว่า “เรายังไม่เคยได้นั่งคุยกันแบบพี่น้องจริงๆ เหรอคะ??“ ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้ว

ล่าสุดวันที่ 4 ก.ย.67 ที่ร้านระเบียงแซ่บ ย่านเหม่งจ๋าย โน้ต ชาคริยา อดีตผู้จัดการของลีเดีย ได้เปิดใจครั้งแรกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยยืนยันไม่เคยโกงเงินค่าตัวนักร้องสาวและครอบครัว จากนั้นได้ชี้แจงถึงรูปแบบการทำงานของบริษัท พร้อมยอมรับข้อผิดพลาดเรื่องการสื่อสารจนทำให้เกิดการเข้าใจผิด ก่อนทิ้งท้ายไม่เคยมีเจตนาที่คิดไม่ดีกับนักร้องสาว และหวังให้เรื่องจบด้วยดี

โดย โน้ต กล่าวว่า “เรารับหัวโขนคือทั้งเป็นผู้จัดการที่มีการดูแลและขายงานไปด้วย เราเลยทำงานในรูปแบบบริษัท ซึ่งในบริษัทก็มีทีมทำงาน เนื่องจากเราดูแลนักแสดงหลายคน ทีมนี้มีหลายตำแหน่งเอามาซัพพอร์ตการทำงานของน้องๆ นักแสดง และซัพพอร์ตลูกค้าด้วย ซึ่งบริษัทเป็นคนจ่ายค่าทำงานของทีมทั้งหมด แต่ละคนมีเงินเดือนอยู่แล้ว แต่ก็จะได้เงินเพิ่มตามจ๊อบเพิ่มตามหน้างานไปอีก แม้กระทั่งค่าเดินทางและค่าอาหารของทีมงาน บริษัทก็เป็นคนจ่ายทั้งหมด แล้วมันก็จะมีต้นทุนของค่าใช้จ่ายอีกหลายๆ อย่าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับน้องๆ นักแสดง”

“ประเด็นก็คือเราไม่เคยเซ็นสัญญากับน้องนักแสดงคนไหน เลยทำให้เรารู้สึกว่าการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตัวนี้ของบริษัทไม่ได้เกี่ยวกับน้องๆ เราเลยไม่ได้เลือกที่จะชี้แจงในจุดนี้ว่ามันมีอะไรบ้างระหว่างทาง เพราะมันเป็นการรับผิดชอบของบริษัทมากกว่า”

“ก่อนอื่นเลยพอน้องมาอยู่กับเรา เราก็จะให้น้องตั้งเรตราคาค่าตัวมาก่อนเบื้องต้น ว่าสโคปออฟเวิร์กแต่ละงานคิดเท่าไหร่ เงื่อนไขของน้องแต่ละคนเป็นยังไงเพราะแต่ละคนเงื่อนไขไม่เหมือนกัน พอเราดีลกับลูกค้าเสร็จและคอนเฟิร์มเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าก็จะทำสัญญากับบริษัท วาง Invoice กัน เปิดทุกอย่างในรูปแบบที่เป็นบริษัท แล้วพอเวลาที่ลูกค้าจ่ายเงินมาแล้วหรือว่าวางบิล แต่เราเลือกที่จะจ่ายน้องทุกงานภายในเดือนนั้นโดยไม่มีการค้างค่าตัว คือเราจะเป็นคนไปรอลูกค้าเองได้ แต่น้องในเมื่อทำงานแล้วต้องได้เงิน เราจ่ายครบทุกบาททุกสตางค์ในสิ่งที่เราดีลกับน้อง ไม่เคยหักค่าใช้จ่ายใดๆ เลย”

“แต่มันมีส่วนต่างในบางงานที่เราสามารถเรียกค่าแมนเนจเมนต์เพิ่มจากลูกค้าได้ สมมติน้องเรียกเรตไปเท่านี้ เราก็บวกเพิ่มแต่ไม่ถึงเท่าตัวแน่นอน ถามว่าส่วนต่างนั้นเราเอาไปทำอะไร เราเอามาเป็นค่าบริหารการจัดการในบริษัท แต่ก็ต้องบอกว่าเราไม่สามารถเรียกค่าแมนเนจเมนต์เพิ่มได้ในทุกงาน บางงานก็ไม่ได้ เพราะเราต้องดูลูกค้าว่าเขามีเท่าไหร่ ไหวไหม สู้ไหม ซึ่งในส่วนที่เรียกเพิ่มเงินก็จะเข้าบริษัท ไม่ได้เข้ามาที่เราส่วนตัว”

“ส่วนการหักเปอร์เซ็นต์ การดีลของเราที่ได้คุยกับน้องๆ สูงสุดคือ 15% จากค่าตัวน้อง ซึ่งบางทีมันก็ไม่ใช่ 15% แต่มันต่ำกว่านั้น บางทีไม่ได้ก็มี แล้ว 15% ที่หักไปนั้นเราก็เอาเข้าบริษัท มันไม่ได้เข้ามาที่ตัวเรา ทุกอย่างวนอยู่ในบริษัทหมดเลย ตรงนี้ก็อยากจะฝากไปถึงป้าข้างบ้านด้วยที่บอกว่าเราได้ 30% ไม่ใช่เรื่องจริงนะคะ แต่ทั้งนี้จุดที่ผิดพลาดของเราก็คือไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เรียกค่าแมนเนจเมนต์เพิ่ม เราพลาดในการสื่อสาร ทำให้น้องๆ เข้าใจผิดได้”

ในกรณีของลีเดีย(ศรัณย์รัชต์)ที่ออกมาโพสต์จนเป็นข่าวใหญ่ หลายคนตีความไปแล้วว่าเราโกงครอบครัวเขา? “อยากจะชี้แจงว่าสำหรับครอบครัวของน้อง ในส่วนของพี่แมท(แมทธิว)เราไม่ได้เป็นผู้จัดการ เราแค่ดูงานครอบครัวและดูในบางงาน จริงๆ การทำงานของบ้านน้องก็จะเป็นการทำงานที่เราใช้บริษัทเข้ามาดำเนินการเหมือนกัน ถ้าจะบอกว่าโกงทั้งครอบครัว ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ใช่คำว่าโกง แต่มันเป็นการทำงานแบบที่เราได้อธิบายไปก่อนหน้า แล้วคำว่าโกงของแต่ละคนมันแตกออกไปเยอะ สำหรับเรามองว่าการโกงคือการให้เงินเขาไม่ครบ หรือการไม่ให้เงินเขาเลย แต่กรณีนี้ทางเราจ่ายครบ 100% ดีลไว้ยอดไหนก็จ่ายตามนั้น”

แล้วได้อธิบายถึงรูปแบบการทำงานที่เป็นแบบนี้ให้น้องฟังไหม? “ถามว่าเราได้มีการพูดคุยกันบ้างหรือยัง เพราะล่าสุดที่น้องออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าเรายังไม่ได้มีการเข้าไปพูดคุยกับเขาเลย จริงๆ เราได้มีการพูดคุยกันไปบ้างแล้วกับน้องแบบส่วนตัว แต่เรายังไม่ได้คุยกับพี่แมท ครั้งแรกเราตั้งใจเข้าไปคุยกับทั้งคู่ที่บ้านเขา แต่วันนั้นก็ยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย จะมีโอกาสได้มาคุยครั้งที่2 แต่กับน้องสองคนแบบพี่น้อง เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องเรายังไม่ได้คุยกันเลย แต่มันเป็นการได้รับสารมาจากทางโน้นทางนี้ ทำให้ตัวน้องเองก็มีคำถามหลายๆ อย่าง จนกระทั่งวันที่ 10 กรกฎาคม เรามีโอกาสได้คุยกันที่ร้านอาหารในเซ็นทรัลอีสต์วิล วันนั้นก็มีการปรับความเข้าใจกันและได้นั่งอธิบายแบบนี้ว่ามันเกิดอะไร ทำไมเราพลาดเรื่องที่เราไม่ได้บอก คุยกันหลายชั่วโมงอยู่”

หลังจากที่อธิบายไปน้องเข้าใจไหม? “คิดว่าน้องน่าจะเข้าใจในระดับหนึ่ง แล้วบรรยากาศในวันนั้นก็รู้สึกอบอุ่นมากกว่า เรารู้สึกดีมาก หลังจากที่ไม่ได้คุยกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม การที่น้องมานั่งตรงหน้าเราก็ดีใจและตื้นตันมากแล้ว จริงๆ ย้อนไปวันที่น้องออกมาโพสต์ ยอมรับว่าอึ้ง ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงทำยังไงให้น้องเข้าใจเรา เราเลยยังเลือกที่จะไม่พูด แต่ว่าเรื่องนี้เราก็ได้มีการพูดคุยกันก่อน โอเคถ้ามันเกิดเรื่องแบบนี้น้องก็บอกว่าขออนุญาตที่จะต้องแจ้งแบบนี้ ซึ่งเราก็เข้าใจจริงๆ รู้ว่าน้องเสียใจเพราะเราไม่ได้บอกความจริงเขาทั้งหมด แต่ของน้องๆ คนอื่นมันก็เอ๋อเหมือนกันเพราะไม่มีการได้คุยกันเลย”

ยืนยันไม่เคยโกงค่าตัวที่ลีเดียตั้งไว้? “ไม่เคยโกงเลยค่ะ (น้ำตาไหล)เรารักน้องมาก ไม่เคยมีเจตนาที่คิดไม่ดีกับน้องเลย รักมากจริงๆ แล้วพอช่วงที่เราไม่ได้คุยกันเราก็ไม่รู้ว่าน้องไปรับรู้รับฟังจากใคร แต่พอวันนั้นที่น้องมานั่งอยู่ตรงหน้ารับฟังเราให้เราได้อธิบายในพาร์ตนี้ ส่วนน้องจะคิดยังไงต่อหลังจากนั้นเราไม่อาจล่วงเกินความคิดของน้องไปได้”

บอกว่าทางน้องรับฟัง แต่ทำไมการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุดมันออกมาเหมือนน้องไม่รับรู้? “พอมันออกมาอย่างนั้นเราก็เลยช็อก ทำให้เรารู้สึกว่าอ้าว! แล้ววันนั้นที่ไปคุยกันเรารู้สึกดีมาก เราก็เลยคิดว่าน้องพอจะเข้าใจในพาร์ตเราบ้าง ในอีกทางหนึ่งมันก็ทำให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนยังใครเนี่ย ไม่เดินเข้าไปคุยกับเขาแถมยังลอยหน้าลอยตาทำงานอยู่อีกเนอะ กลายเป็นคำนั้นแหละที่มันมาจิ้มในหัวใจเรา แล้วมันก็จิ้มอีกว่าสำหรับน้องบางคนที่ยังให้เราดูแลอยู่ เรากลัวว่าจะไปพาดพิงถึงเขาอีกว่าใช้คนประเภทนี้ได้ยังไงเนี่ย วันนี้ก็เลยคิดว่าเราอยากจะออกมาพูดในมุมของเรา เพื่อที่จะปกป้องคนที่เขายังให้โอกาสเราได้ทำงานอยู่ด้วย”

 

ถ้าทางฝั่งน้องจะฟ้อง? “เราก็ห้ามน้องไม่ได้เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเขา แต่เราก็เคยมีโอกาสได้ถามน้องว่าจะฟ้องเราไหม น้องบอกว่าจริงๆ ก็อยากฟ้องแหละ แต่ด้วยความรักที่เรามีกันมานานอะไรอย่างเงี้ย”

อยากให้เรื่องจบลงยังไง? “ถ้าน้องพอจะเข้าใจเราบ้างในพาร์ตของการทำงานแบบนี้ เราก็อยากให้มันจบด้วยดี ด้วยความรักที่เรามีมาตลอด อย่างที่บอกว่าเราไม่เคยคิดอะไรไม่ดีกับน้องเลย แต่มันดันมีจุดการทำงานตรงนี้ที่มาบิดให้เราต้องทำงานแบบนี้ ส่วนโอกาสที่จะได้กลับมาร่วมงานด้วยกันอีกไหม มันเป็นเรื่องของอนาคตเลย เรายินดีที่จะช่วยเหลือน้องแบบว่าไม่ต้องทำงานด้วยกันก็ได้ แค่ว่าเจอกันหรือเขามีอะไรที่ไม่สบายใจ เราพร้อมที่จะยืนอยู่เป็นพี่ตรงนี้เสมอ”

เหตุการณ์นี้ให้บทเรียนอะไร? “เหตุการณ์ที่ผ่านมามันทำให้เรากลับมามองทุกด้านจริงๆ และเป็นบทเรียนสำคัญของเรามากๆว่าการทำงานเรื่องการสื่อสารสำคัญที่สุด เราควรที่จะสื่อสารไปเลยให้ชัดเจน อย่ารับทุกอย่างให้มาอยู่ที่ตัวเรา เพราะนั่นคือความรับผิดชอบแล้ว ฉะนั้นทุกอย่างต้องใช้สติและคิดให้รอบคอบ แล้วอนาคตของเราก็ยังอยากที่จะยืนอยู่ตรงนี้ในอาชีพที่เรารักอยู่แบบนี้ เราจะบอกทุกคนเลยว่าเราจะถนอมรักษาน้ำใจคนที่ยังไว้ใจและให้โอกาสเราอยู่ เราจะไม่ทำให้พวกเขาเสียใจอีกค่ะ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน