ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตละครชั้นนำของไทย สำหรับ CHANGE2561 ที่มี 2 หัวเรือใหญ่ ‘ฉอด’ สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา และ ‘เอส’ วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัย กุมบังเหียน
ล่าสุด CHANGE2561 เริ่มขยายแนวการผลิต จากละครปกติ ก้าวสู่โลกซีรีส์วายหรือบอยเลิฟเต็มตัว ประเดิม “PITBABE THE SERIES – พิษเบ๊บ เดอะ ซีรีส์” ตามด้วย “รักนี้ไม่มีถั่วฝักยาว” และยังมีโปรเจ็กต์อีกหลายเรื่อง

เท่านั้นไม่พอ ยังหันมาจับซีรีส์แนวเกิร์ลเลิฟ ชิมลางด้วย “AFFAIR รักเล่นกล” แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทิ้งการผลิตละครแนวปกติ เห็นได้จากการป้อนละคร “ทองประกายแสด” ลงจอช่องวัน 31

วันนี้จังหวะดี มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ผู้บริหารถึงแนวคิดการผลิตละคร ณ ปัจจุบัน ที่หลายคนมองว่ากำลังประสบภาวะวิกฤต และเหตุผลถึงการหันมาผลิตซีรีส์แนวบอยเลิฟเกิร์ลเลิฟ
หลายคนมองว่าตอนนี้ CHANGE2561 ไม่เน้นทำละครปกติแล้ว?
ฉอด – “ตอนนี้กำลังสนุกกับลูกๆ ตั้งแต่เริ่มโปรเจ็กต์ พิษเบ๊บ เดอะ ซีรีส์ ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้ จุดเริ่มต้นเพียงแค่อยากลองทำซีรีส์วายดูสักเรื่อง หลังจากนั้นก็เริ่มต้นลองแคสต์เด็ก ทุกอย่างไม่ได้วางล่วงหน้าว่าจะใหญ่โตไปขนาดไหน พอลงไปทำแล้วก็อย่างที่เห็น มันมาไกล

ฉะนั้นวันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าเวลามันก็เลยทำให้เราต้องโฟกัสกับสิ่งนี้เยอะมาก ดังนั้นในแง่การทำละครใหญ่ละครช่องก็อาจน้อยลงไปตามเวลา ปีนี้เรายังไม่ได้หยุดเลยกับการทำอะไรที่ต่อเนื่องมาจากพิษเบ๊บฯ ทั้งการทำแฟนมีตติ้งต่างประเทศ ไหนจะเรื่องใหม่หรือการวางอนาคตของเด็กๆ กลุ่มนี้อีกหลายๆ มิติที่กำลังคุยกันอยู่ เป็นเรื่องใหม่ที่สนุกดี เราเป็นคนหนึ่งที่ทำละครอะไรมาเยอะมาก วันนี้ก็อยากลองเปลี่ยนรสชาติดูบ้าง ว่ามันจะไปทางไหนต่อ พอมีเรื่องนี้เข้ามาก็ตื่นเต้น แล้วก็ค่อยๆ บานปลายไปเรื่อยๆ”

ตอนนี้เลยเถิดจากบอยเลิฟมาเกิร์ลเลิฟ คนเลยรู้สึกว่าเราอาจจะมาช้ากว่าคนอื่น แต่พอมาแล้วก้าวเร็วมาก เก็บหมดทุกกระแส?
เอส – “ไม่หรอก แล้วแต่จังหวะ ตามชื่อบริษัทเลย CHANGE2561 พวกเราพร้อมเปลี่ยนถ้าเรามองเห็นโอกาส ตลาดบอยเลิฟหรือเกิร์ลเลิฟเรามาที่หลังเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้สนใจ”
ฉอด – “จริงๆ คลับฟรายเดย์ฯทำมาก่อนหมดเลยนะ”
เอส – “ตั้งแต่ตอน ‘รักไม่ได้หรือไม่ได้รัก’ จากคลับฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์ 2 ที่โอ (อนุชิต) เล่นกับบอม (อนุรักษ์) น่าจะเป็นยุคแรก แล้วก็มาคลับฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์ 5 ตอน ‘ความลับของหัวใจที่ไม่มีจริง’ พิช (วิชญ์วิสิฐ) คู่กับบี้ (ธรรศภาคย์) ความเกิร์ลเลิฟก็จาก คลับฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์ 3 ตอน ‘รักเธอ รักเขา และรักของเรา’ ที่ก้อย (รัชวิน) ประกบคู่ลีเดีย (ศรัณย์รัชต์) รวมถึงพี่แอน (สิเรียม) กับเชียร์ (ฑิฆัมพร) ใน คลับฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์ 11 ตอน ‘รักล้ำเส้น’ เป็นต้น เพียงแต่ในวันนั้นมันถูกพรีเซนต์ในชื่อของ คลับฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์ ซึ่งในแต่ละซีซั่นมี BG (ละครบอยเกิร์ลปกติ) เป็นหลัก แล้วก็มีบอยเลิฟบ้าง เกิร์ลเลิฟบ้าง ทุกอย่างในจักรวาลของคลับฟรายเดย์ฯ มีหมดอยู่แล้ว”

ฉอด – “แล้วเมื่อก่อนเราเคยรับจ้างผลิตให้ช่องทีวีหรือแพลตฟอร์มบ้าง แต่ตอนนี้พอมาทำ CHANGE2561 ORIGINAL ที่เป็นของเราเอง ก็จะมีโอกาสต่อยอดในการติดต่อกับต่างประเทศ ขายเรื่องไปต่างประเทศ ขายแฟนมีต ซึ่งตรงนี้ทำให้รู้สึกว่าโลกมันกว้างจัง มีอะไรแปลกใหม่ให้กับชีวิต เลยทำให้ปีนี้ทั้งปีแล้วก็ไม่รู้ว่าจะปีหน้าอีกทั้งปีหรือเปล่าที่เราจะอยู่กับสิ่งนี้ไปอีกสักระยะหนึ่ง
เพราะพอจบ รักนี้ไม่มีถั่วฝักยาว ก็เป็น AFFAIR รักเล่นกล แล้วก็จะเป็น PITBABE THE SERIES SEASON 2 ต่อด้วย สิงสาลาตาย แล้วก็ ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด เกือบจะหมดปีหน้าแล้วนะเนี่ย”

กลายเป็นว่าปัจจุบันนี้เวลาจะเลือกนิยายมาทำสักเรื่อง จะเป็นแต่แนวบอยเลิฟเกิร์ลเลิฟเลยไหม?
ฉอด – “ไม่หรอกค่ะ ในแง่นิยายที่เรียกว่า BG ละครบอยเกิร์ลปกติ ยังคงมีคนติดต่อมาอยากให้ทำอยู่ เราก็ไม่ถึงกับว่าชีวิตจะฝักใฝ่แต่บอยเลิฟเกิร์ลเลิฟอย่างเดียว ยังมีสตอรี่อื่นๆ อีกมากมาย”
เอส – “ถ้าแยกในเชิงธุรกิจของบริษัท จะมีทั้งพาร์ตเดิมคือรับจ้างผลิต ขณะเดียวกันเมื่อปีที่แล้วพอเริ่มต้นทำพิษเบ๊บฯ จะเป็นภายใต้ CHANGE2561 ORIGINAL เราเป็นผู้ลงทุนเอง แล้ววันนี้ที่เราหันมาทำ ORIGINAL เพราะเรามองเห็นโอกาสของบอยเลิฟเกิร์ลเลิฟ ขณะเดียวกันคนที่เราสร้างเป็นเด็กรุ่นใหม่ มองว่าเป็นโอกาสที่เราจะควบคู่ไปทั้งด้านการลงทุน และ Artist Management ไปพร้อมๆ กัน”
ฉอด – “เรามองว่ายุคนี้มันต้องเปลี่ยนและต้องพร้อมเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา จะเห็นว่าเมื่อก่อนเราทำโชว์บิซทำคอนเสิร์ต จนมารู้สึกว่าทุกวันนี้คอนเสิร์ตเยอะมาก แล้วเราจะไปทำอะไรว้า ในที่สุดตอนนี้โชว์บิซของเราก็เคยแปรรูปเป็นแฟนมีตติ้งอะไรก็ว่าไป แต่เราก็เอาสิ่งที่เราเคยทำมาในความเป็นโชว์บิซใส่ลงไปในสเกลของเด็กๆ ของเรา จริงๆ มันก็ Base on งานเดิมๆ ที่เราทำอยู่แหละ แต่มีความ Change อะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของวันนี้”

มองการเติบโตหรือเพดานของซีรีส์บอยเลิฟเกิร์ลเลิฟไว้ไหมว่าจะไปได้อีกสักเท่าไหร่?
ฉอด – “มันก็เหมือนกับละครปกติแหละ ทุกอย่างมีวัฏจักรของมัน ช่วงฮิตช่วงไม่ฮิต มีขึ้นมีลง จังหวะนี้ทุกคนทำละครกันใหญ่เลย จังหวะนี้ถอยดีกว่า แต่ถอยไปแป๊บนึงเดี๋ยวก็ต้องกลับมา เพราะว่าถ้าไม่ทำละครแล้วจะทำอะไรล่ะ”
มองวิกฤตการทำละครทุกวันนี้ยังไง หลังจากหลายช่องมีการระงับการถ่ายทำ?
ฉอด – “เรามองว่าใดใดก็ตามแต่ฟังก์ชันของช่องก็ยังต้องการคอนเทนต์ ในขณะที่ฟังก์ชันของพวกเราคือคนผลิต ถ้าสมมติเราสามารถทำงานอื่นของเราให้ตอบโจทย์ได้ เราไม่ต้องกลัวตกงานหรอก เพราะยังไงช่องหรือแพลตฟอร์มทุกที่ก็ยังต้องการคอนเทนต์ อีกอย่าง ณ วันนี้เราไม่ได้เป็นผู้จัดก็เลยไม่รู้สึกว่าตัวเองมีผลกระทบอะไร เพราะเราก็ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย”

อย่างนี้ละครไทยก็ไม่มีวันตาย?
ฉอด – “ไม่ตายหรอก เอาจริงนะ มีคำพูดว่าจะตายๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีเดียวิทยุจะตาย เพราะเราใช้คำว่า Old Media แต่สุดท้าย Old Media ก็ไม่เห็นตายนี่”
เอส – “โลกมัน Disrupt ของมีเดียเก่าๆ ไง แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่มัน Disrupt มันไม่ได้ Disrupt มีเดีย แต่มัน Disrupt ในมุมของคนทำงานว่ามันมีการแข่งขันที่สูงขึ้นเพราะมันมีโอกาสมากขึ้น ช่องทีวีไม่มีวันที่จะเหลือศูนย์ช่อง แล้วเราก็ไม่ต้องกลัวตกงานถ้าตราบใดที่งานของเรามีคุณภาพ ตลาดยอมรับ และคนดูดูงานของเรา
ฉะนั้นไม่มีทางที่อยู่ๆ ละครจะล้มหายตายจากไปจากประเทศไทยหรือทั้งโลก แต่ประเด็นคนที่ล้มคือเหมือนคุณสมบัติไม่ผ่าน คนที่อยู่รอดได้คือคนที่รักษาคุณภาพได้ และปรับตัวเก่ง ที่สำคัญคือคอนเทนต์นั้นดึงดูดให้คนอยากดูหรือเปล่า ถ้าจะสรุปว่าคนไทยไม่ดูละครทีวีไทยแล้ว แต่ไปดูในแพลตฟอร์ม งั้นเราก็ต้องย้อนกลับมาในคำถามว่า ถ้าอย่างนั้นแปลว่าละครในช่องทีวีมันไม่ได้ดึงดูดให้คนดูดูไง อันนั้นเขาก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และคอนเทนต์ของเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่ได้ดูละครไทย”

ทางรอดของคนทำงานละคร?
ฉอด – “เรายังเชื่อมั่นอยู่ดีว่าในที่สุดแล้วละครก็ยังเป็นคอนเทนต์ที่คนดูอยู่ คนไทยชอบอยู่ เพียงแต่อาจจะมีจังหวะของความเบื่อหรือความซ้ำซาก ฉะนั้นแปลว่าตอนนี้โจทย์ของคนทำละครก็คงต้องคิดแหละว่า แล้วเราจะทำแบบไหนทำอะไรดีที่จะเกิดความแปลกใหม่ขึ้น
ยกตัวอย่าง ละครทองประกายแสด ที่เรารับจ้างผลิตให้ช่องวัน เราถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ในชีวิต เพียงแต่มันมีการปรับปรุงอะไรบางอย่างให้มีรสชาติใหม่ๆ ซึ่งคนก็ยังดูอยู่ ฉะนั้นวัฏจักรที่บอกว่าละครจะล้มหายตายจาก เราไม่เชื่อ แต่ว่าการปรับตัวต้องปรับค่ะ”
ถ้าตราบใดที่ยังมีคนดู เชื่อว่าละครไทยก็ยังมีลมหายใจอยู่ได้ต่อไป!!
จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล