รวมคนบันเทิงเกี่ยวข้องกับ ‘The iCon Group’ สิ้นสุดเครือข่าย เหล่าบอสคอตก ถูกออกหมายจับ!

ยังคงเป็นกระแสร้อนในสังคมที่ถูกพูดถึง และติดตามอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานี้ สำหรับกรณีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ของ พอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ที่มีผู้เสียหายจากบริษัทขายตรงดังกล่าวจำนวนมาก ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและขอดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เนื่องจากพบว่าบริษัทมีลักษณะหลอกคนมาหาดาวน์ไลน์ แทนที่จะขายสินค้า ซึ่งขณะนี้มีผู้มาเข้าแจ้งความกว่า 740 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 266 ล้านบาท

กระทั่งความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (16 ต.ค.2567) มีรายงานด่วนจาก สคบ. ว่า ตำรวจสอบสวนกลางนำหมายจับมาแสดง ก่อนทำการจับกุม “บอสพอล” ตามหมายจับ พร้อมคัดค้านการประกันตัว โดยบอสดาราทั้ง3 ก็โดนออกหมายจับด้วย

ทั้งนี้พบว่า คนบันเทิงจำนวนไม่น้อยที่เคยมีส่วนร่วมกับบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป ทั้งในฐานะผู้บริหาร พรีเซนเตอร์ หรือกลุ่มผู้ที่เคยเปิดบิลกับดิไอคอน ต่างทยอยออกมาแสดงจุดยืน และความบริสุทธิ์ใจของตนเองกันอย่างต่อเนื่อง

โดยเริ่มไล่มาตั้งแต่เหล่าบอสดารา คนแรกที่ออกมาแถลง นั่นก็คือ “แซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี” ที่ดำรงตำแหน่ง Chief Research Officer (CRO) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยยอมรับว่าตนได้รับตำแหน่งนี้ เพื่อทำหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และสอนวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ให้ผู้เข้าร่วมลงทุน แต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งก่อนเข้าร่วมได้ศึกษามาแล้วว่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวมีคุณภาพและเชื่อถือได้ และตรวจสอบเบื้องต้นว่าการประกอบธุรกิจนี้ไม่ผิดกฎหมาย

โดยแซมเปิดเผยเรื่องรายได้ว่า ตนได้รับเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้มากและไม่ถึงหลักสิบล้านบาท เนื่องจากไม่ได้มีหุ้นในบริษัท หรือมีส่วนในการตัดสินใจ พร้อมย้ำว่าตนไม่เคยชี้แนะให้คนมาเรียนตัดสินใจลงทุน และยินดีเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหากถูกเรียกตรวจสอบ

คนที่สองที่ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีนี้ คือ “มิน พีชญา วัฒนามนตรี” ดำรงตำแหน่ง Chief Communication Officer ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์ โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นหุ้นส่วนและผู้บริหารของบริษัทดิไอคอน กรุ๊ป และมีหน้าที่เป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์และผู้รับจ้างของบริษัทในฐานะ “พีอาร์” เท่านั้น โดยรับค่าจ้างเป็นก้อนเท่ากับราคาพรีเซ็นเตอร์ปกติ ไม่ได้มีส่วนแบ่งจากยอดขายของบริษัท

พร้อมยอมรับว่าตรวจสอบอย่างเต็มที่ในฐานะคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของการจัดตั้งบริษัท คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการที่บริษัทได้รับรางวัลจาก สคบ. และพรีเซ็นเตอร์คนดังกว่า 10 รายที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ตัดสินใจร่วมงานกับบริษัทนี้ ซึ่งมินร่ำไห้ยอมรับว่า รู้สึกเสียใจที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนที่ตนรัก และปิดท้ายด้วยการประกาศว่าจะยุติการร่วมงานกับบริษัท แม้กระบวนการตรวจสอบจะยังไม่สิ้นสุดลง

ต่อมา “กันต์ กันตถาวร” พิธีกรชื่อดัง ที่ดำรงตำแหน่ง Chief Marketing Officer (CMO) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และดูเหมือนว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อบริษัทเป็นอย่างมาก ก็ได้ออกมาประกาศยุติบทบาทพิธีกรผ่านอิสตาแกรมส่วนตัว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว จนกว่าจะมีความชัดเจน และพร้อมให้ข้อมูลทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่จะออกมาตั้งโต๊ะแถลงยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้บริหาร ดิไอคอนกรุ๊ป ไม่ได้มีอำนาจในการลงนาม เป็นเพียงผู้รับจ้าง พรีเซ็นเตอร์ และพิธีกรตามงานต่างๆ ที่บริษัทจัดขึ้น ส่วนที่คนเรียก บอสกันต์ นั้นเป็นการให้เกียรติกัน และยังบอกอีกว่า ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดว่าตามผิด ตนพร้อมเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน มีบางช่วงของการแถลงข่าว กันต์ ได้หลุดว่าตนได้รับรายได้จากการขายสินค้าจากทางบริษัทด้วย ซึ่งทนายทนายรีบแย้งว่า บริษัทจะมีการจ่ายค่าตอบแทนให้คุณกันต์เป็นรายเดือน แต่ว่าคุณกันต์ ไม่ได้เป็นแม่ทีมในการขายเลย แต่รายได้เป็นข้อตกลงในสัญญา ที่จ่ายเป็นรายเดือนเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม บอสพอล ได้เปิดเผยในรายการโหนกระแสว่าทั้ง บอสแซม บอสกันต์ และ บอสมิน ได้รับส่วนแบ่งจากยอดขายของบริษัท และขณะนี้ ทั้ง3คน ถูกออกหมายจับด้วยเช่นกัน

มาทาทางฝั่งดาราระดับแนวหน้าวงการบันเทิงที่ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ ก็มีทั้งที่ออกมาชี้แจงแล้ว และเลือกที่จะเงียบ เพราะมองว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหาร

คนแรกเลย คือ “บอย ปกรณ์” ที่รีบออกมาชี้แจงผ่านรายการโหนกระแส ยอมแตกหักกับดิไอคอน เนื่องจากรู้สึกว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือในการชักชวนคนมาลงทุน ก่อให้เกิดความเสียหาย และทำให้ประชาชนเดือดร้อน

โดยเล่าว่า ตนได้รับการติดต่อให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2563 เกี่ยวกับเวย์โปรตีน ซึ่งเป็นสัญญา 1 ปี เมื่อครบ 1 ปี (2564) ก็เว้นว่างการต่อสัญญาไปจนเมื่อ 2565 ก็ได้กลับมาต่อสัญญาครั้งในฐานะพรีเซ็นเตอร์ และตนยืนยันว่าไม่ได้ถูกชักชวนให้มาร่วมธุรกิจ ในสัญญามีบอกชัดเจนว่าตนมีหน้าที่เพียงถ่ายภาพนิ่ง วีดิโอ ออกอีเวนต์ และรายการเพื่อโปรโมทสินค้า แต่ไม่ได้มีการชักชวนมาซื้อสินค้า

ส่วนที่มีวิดีโอการพูดปลุกใจตัวแทนที่ร่วมลงทุนนั้น บอยแย้งว่า เป็นสคริปต์ที่ทีมงานต้องการให้พูดเพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวแทน ตนรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พูดไป ซึ่งทุกครั้งที่เห็นคลิป ก็รู้สึกว่าตัวเองโง่ดี

ขณะที่ พีพี กฤษฏ์” ก็รีบตั้งโต๊ะแถลงเพื่อความสบายใจ เผยว่าตนเคยเป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณ ‘บูม ไอซี’ หรือ ‘Boom iZ’ เม็ดฟู่ สำหรับคนรักดวงตา มีสัญญาเพียง 1ปี และตอนนี้สิ้นสุดไปแล้ว โดยเริ่มเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 โดยมีขอบข่ายในการทำงาน เพียง3วัน ได้แก่ 1. ถ่ายภาพนิ่งเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ในสื่อต่างๆ จำนวน 1 เซ็ต 2. ถ่ายทำรายการออนไลน์ พีพี x กันต์ จำนวน 1 ครั้ง เพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ และ 3. เข้าร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ จำนวน 1 ครั้ง เป็นงานเปิด ณ ลานกลางแจ้ง และพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ด้าน “โดม ปกรณ์ ลัม” ก็ถูกสังคมจี้ให้ออกมาพูด แต่ก็ยังไม่มีการออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ด้วยตัวเอง มีเพียงผู้จัดการส่วนตัวที่ได้เปิดเผยกับสื่อ ข่าวสด ว่าที่เงียบ เพราะไม่ได้ไปทำอะไรในฐานะผู้บริหาร ถ้าทางกฎหมายบอกว่า ต้องออกมาพูดถึงจะออกมา พร้อมเผยว่าโดมเป็นเคสเดียวกับ พีพี กฤษฏ์ ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างเดียว และมีขอบเขตการทำงานเพียง สามวันเหมือนกัน


ในขณะที่ทางช่อง one31 ต้นสังกัดของ “ป้อง ณวัฒน์” ได้ชี้แจ้งว่าพระเอกหนุ่มได้เคยทำสัญญาเป็นเพียงพรีเซนเตอร์ของผลิตภัณฑ์ (ในประเทศไทยเท่านั้น) ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์วิตามิน ซี (Boom Vit C) เพียงอย่างเดียว และสัญญาได้หมดลงแล้ว โดยในสัญญาได้มีการระบุขอบเขตงานไว้อย่างชัดเจน ซึ่ง ป้อง ณวัฒน์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ หรือการขายใด ๆ ของบริษัท

ส่วนพระเอกหนุ่ม “เวียร์ ศุกลวัฒน์” ยังเงียบไม่ออกมาชี้แจงใดๆ จนมีชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปคอมเมนต์สอบถาม ว่าจะชี้แจงกี่โมง

ทางฝั่งนักร้องสาว ลิเดีย ศรัณย์รัชต์” ที่ถูกแชร์ภาพคู่กับบอสพอล และโปรโมตสินค้าของดิไอคอน ก็ได้ออกมาโพสต์โพสต์ภาพและข้อความในอินสตาแกรม ชี้แจงว่าเธอเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า BOOM มีสัญญาเพียง 1 ปี ตั้งแต่ปี 2561 โดยได้มีการแสดงคอนเสิร์ตร้องเพลงด้วยเท่านั้น ไม่ได้มีการทำงานนอกเหนือจากนี้ ส่วนสามี แมทธิว ก็รับหน้าที่พิธีกรในวันที่เธอแสดงคอนเสิร์ตร้องเพลงเท่านั้น

 

นอกจากนี้ ฟากคนบันเทิงที่ตกเป็นผู้เสีหายเคยไปร่วมลงทุนก็มีไม่น้อย โดย “กบ ไมโคร” ซึ่งเรียกว่าเป็นคนดังคนแรก ๆ ที่กล้าเปิดหน้าออกมาท้าชนกับดิไอคอน บอกว่าทำกับดิไอคอนได้ 1 ปีครึ่ง เปิดบิลเป็นดีลเลอร์ 7 บิล บิลละ 250,000 บาท สูญเงินกว่า 1.4 ล้านบาท และยิงแอดอีก 1 ล้านบาท ก่อนที่ต่อมาเพจดังอย่างอีซ้อที่ติดตามประเด็นของดิไอคอนอย่างไม่ลดล่ะ ก็ได้ขุดคลิปแฉ กบ ไมโคร ว่าไม่ใช่แม่ข่ายที่ถอนตัวกลับใจ แต่คือโค้ชที่เสียผลประโยชน์

ต่อมา กบ ไมโคร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังนำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) โโยยอมรับว่าเป็นแม่ข่าย มีลูกทีมแค่ 8 คน ซึ่งทุกคนต่างได้รับความเสียหาย แล้วมอบอำนาจให้ตนเดินทางมามอบหลักฐานให้ตำรวจในวันนี้

พร้อมยอมรับว่า รูปแบบของแผนการตลาดทำให้ตนหลงเชื่อว่าธุรกิจนี้จะสามารถทำเป็นอาชีพให้กับครอบครัวได้อย่างมั่นคง มีการชวนเชื่อด้วยตัวเลขยอดขายสินค้าที่สูงถึง 4,000 ล้านบาท จึงตัดสินใจเปิดบิลในลักษณะของตัวแทนจำหน่าย จำนวน 5 บิล แบ่งเป็นภรรยา 3 บิลและคนในครอบครัวอีก 2 บิล รวมมูลค่าที่ลงทุนไปจำนวนกว่า 2 ล้านบาท

โดยช่วงแรกนำสินค้ามาขายได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้กำไรมากเท่าที่ควร สินค้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากจึงนำไปแจกจ่ายและถวายให้กับพระ และเลิกทำธุรกิจนี้เมื่อช่วงเดือน ส.ค.2566 ซึ่งตนเองพยายามหาข้อมูลของบริษัทและพยายามเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแผนการตลาดที่ไม่ได้เห็นผล ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าออกมาเรียกร้อง เนื่องจากเคยมีคนถูกบริษัทฟ้องดำเนินคดี

ส่วนที่ปรากฏภาพตนเองขึ้นพูดบนเวทีเพื่อให้ความรู้การลงทุนในงานกิจกรรมของบริษัท รวมถึงปรากฏภาพที่ตนเองเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ยืนยันว่าไม่ได้รับเงินค่าจ้างหรือรายได้จากการหาตัวแทน แต่ได้รับโปรโมชั่นสำหรับตนเองและครอบครัวที่ลงทุนไปจำนวนกว่า 2 ล้านบาท

ทางฝั่ง “ลีซอ ธีรเทพ วิโนทัย” อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ ก็ได้เข้าให้ข้อมูลกับพงส.บก.ปคบ. กรณีดิไอคอนกรุ๊ป เพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีประเด็นภาพของลีซอที่ถ่ายคู่กับบอสพอล จนมีสังคมตั้งคำถาม ว่าเป็นผู้เสียหายหรือเป็นแม่ทีม

ลีซอ กล่าวว่ามาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากไม่ได้มีการส่งต่อหรือหาลูกทีมใด ๆ โดยเหตุผลที่ตนไปเจอกับบอสพอล เนื่องจากได้รู้จักกับแม่ข่ายคนหนึ่งเป็นการส่วนตัว และก็มีโอกาสพูดคุยกัน โดยเริ่มแรกได้พูดคุยกันในส่วนของที่ตรวจ ATK เพราะภรรยาทำธุรกิจเกี่ยวกับ ATK จากนั้น เเม่ข่ายคนดังกล่าวก็ได้ชักชวนให้เข้าไปพูดคุยกันต่อในออฟฟิศ ซึ่งตนคิดว่าจะพูดคุยกันในส่วนของธุรกิจภรรยา จึงเดินทางไปด้วย แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าแม่ข่ายคนดังกล่าวพยายามชักชวนและพูดถึงสินค้า รวมไปถึงการลงทุนของดิไอคอน ระหว่างนั้นตนก็ได้พบกับบอสพอล โดยบอสพอลได้มีการขอถ่ายรูปกับตน แต่ตนไม่ได้คิดอะไรจึงถ่ายไป

ลีซอ ยืนยันว่าครั้งนั้นเป็นการเจอกันครั้งแรกและครั้งเดียว หลังจากที่ได้ถูกชักชวนและโน้มน้าวจากแม่ข่ายคนสนิท ก็ตัดสินใจร่วมลงทุนไปจำนวน 220,000 บาท เนื่องจากคิดว่าเป็นคนสนิทก็ช่วยๆไป รวมถึงตอนนั้นมีโปรโมชัน โดยเป็นการสต็อกสินค้าคอลลาเจนประมาณ 10 ลัง ซึ่งตนไม่ได้รับของมา เป็นการสต็อกของเอาไว้ที่บริษัท ตนไม่เคยขายของออกไป เพราะไม่ได้ตั้งใจจะขายตั้งแต่แรก ในวันนี้ตนก็มาในฐานะผู้เสียหาย เนื่องจากรู้สึกว่าทางบริษัทไม่ได้บอกข้อมูลทั้งหมด


และอีกหนึ่งคนที่มีภาพถ่ายร่วมเฟรมกับบอสของบริษัทดิไอคอน นั่นก็คือนักร้องดัง อี๊ด โปงลางสะออน” ที่ก็ไม่นิ่งนอนใจ ออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ สมพงษ์ คุนาประถม ระบุว่า “กรณีที่กำลังเป็นกระแส ในส่วนของผม ช่วงต้นปี 65 เห็นโฆษณาตามสื่อต่างๆ และมีคนมาแนะนำ ผมอยากมีรายได้เสริม เพราะเห็นว่ามีการสอนขายออนไลน์ จึงเข้าไปดูว่าบริษัทเขามีตัวตนจริงไหม มีการสอนจริงหรือไม่ ตอนนั้นก็เห็นว่ามีจริง สอนจริง มีคนเรียนจริง ผมจึงตัดสินใจเปิดบิลไปหลังจากสมัคร ผมเสียเงินไปแล้ว ก็ได้ของมาส่วนหนึ่ง แต่ของมันยังขายไม่ได้ ได้แต่ทานเองบ้าง แจกบ้าง ผมก็เลยไม่ได้ทำต่อ ตอนนี้ของก็ยังมีอยู่ที่บ้านครับ”

ทั้งนี้ อี๊ด โปงลางสะออน ก็ได้เปิดเผยว่า เปิดบิลดิไอคอนไปในราคา 250,000 บาท ผ่านมา 2 ปีถึงปัจจุบันยังขายไม่ได้ ทำให้ต้องจำใจทานเอง และแจกไปบ้าง

ด้านนักร้องลูกทุ่งคนดังอย่าง “เบิ้ล ปทุมราช” ก็มีชื่อและภาพเข้ามาเอี่ยวกับ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป โดยเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยอมรับว่า รู้จักกับ บอสพอล วรัตน์พล เจ้าของธุรกิจจริง รวมถึงเคยไปเข้าคอร์สเรียนออนไลน์และเปิดบิลขายของกับริษัทนี้อีกด้วย แต่สุดท้ายไม่ได้ไปต่อ เพราะยังมีหน้าที่ในการทำงานธุรกิจของตนเองที่ต้องโฟกัส พร้อมทั้งบอกอีกว่า โดยส่วนตัวบอสพอลเป็นคนน่ารัก

คนต่อมาคือนักร้องและนักแสดง “อ๊อฟ ศุภณัฐ” ที่เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมครอบครัว เพื่อนำหลักฐานเอกสารการรูดบัตรเครดิตมายืนยันความบริสุทธิ์ใจ และแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องบริษัท ดิไอคอน พร้อมเผยกับสื่อว่า แม่ของตนเองได้ร่วมลงทุนในช่วงสถานการณ์โควิด เนื่องจากแม่เป็นผู้สูงอายุ อยากมีรายได้ จึงเข้าไปเรียนรู้งานการขายออนไลน์

อีกทั้งตนเองเป็นดารานักแสดงที่ไม่มีงานในช่วงโควิด จึงตัดสินใจลงทุนเปิดบิลในลักษณะตัวเเทนจำหน่าย ครั้งแรกจำนวนกว่า 250,000 บาท และลงทุนต่อเนื่องไปเกือบ 1 ล้านบาท แต่ไม่สามารถขายสินค้าได้จริง และไม่สามารถหาคนมาร่วมลงทุนได้ จนต้องไปชักชวนญาติพี่น้องเข้าร่วมเป็นลูกทีม ซื้อกินซื้อใช้เป็นจำนวนมาก จนสินค้าบางตัวหมดอายุ

รวมทั้งนักแสดงสาวช่อง 7 “ไอซ์ ณธษา เวชประสิทธิ์” ที่ได้ออกมาอัดคลิปวีดีโอเล่าว่า แม่ของเธอตกเป็นเหยื่อลงทุน หมดไป 2 แสน ซึ่งเธอเคยเตือแม่ไปแล้วว่าอย่า เราไม่ใช่เจ้าใหญ่ แม่ก็ไม่เคยทำ ไม่เก่งออนไลน์ ไม่เก่งโซเชียล ถ้าจะทำไอซ์น่าจะทำได้มากกว่า แต่สุดท้ายขายไม่ได้ กินเอง บางทีกินไม่ทันด้วยจนมันหมดอายุ


นอกจากนี้ยังมีดาราสาวรุ่นใหญ่ “ปู มัณฑนา” ที่ก่อนหน้านี้ตกเป็นข่าวเรื่องการยืมเงิน การลงทุน กับ “ลูกหมี รัญมี” แต่คราวนี้เธอร้องว่าเป็นผู้เสียหาย โดยภายหลังที่ทางเพจดังอีซ้อ ได้โพสต์ภาพ ปู มัณฑนา และสามี หาญส์ หิมะทองคำ ร่วมเฟรมกับ บอสพอล พร้อมระบุข้อความว่า “อย่าบอกนะที่ปู มัณฑนาเอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจจนเป็นหนี้เป็นสินเพราะธุรกิจนี้

ด้าน “ปู มัณฑนา” ก็ออกมาชี้แจง โดยเบื้องต้นบอกว่าเป็นผู้เสียหายเหมือนกัน ซึ่งก็มีภาพแชทที่ปูสนทนากับบอสพอลเกี่ยวกับการลงทุน โดยในแชทที่ถูกเผยแพร่ออกมา ปูทักไปหาบอสพอลหลังจากที่เจ้าตัวนั้นสั่งสินค้าไปปีกว่าแต่ก็ยังไม่ได้ของ โดยพยายามทวงถามไปหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ได้ จึงตัดสินใจทักแชทหาบอสพอลเพื่อจะขอเงินคืน พร้อมส่งสลิปโอนเงินและบิลสั่งของ

ทางบอสพอลรับทราบ และขอไปไปตรวจสอบข้อมูลและพบว่า สินค้าไม่ได้หมดสต๊อกอย่างที่ปูแจ้งไป พร้อมถามกลับว่าปูมีปัญหาเรื่องเงินใช่หรือไม่ ให้เข้ามาคุยกัน แต่ปูยืนยันว่าสั่งของไปแล้ว แต่แม่ข่ายแจ้งกับตนเองว่าสินค้าหมดสต๊อก บอกให้รอ และตนก็รอจนถึงทุกวันนี้แต่ก็ยังไม่ได้ของ บอสพอลก็พยายามอธิบายว่า สินค้าไม่เคยหมดสต๊อกแต่ที่ปูไม่ได้สินค้า เพราะไม่กดเบิกของออกไป

และนักร้องหนุ่ม “ตั้ม วราวุธ โพธิ์ยิ้ม” ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่ม ที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจในเครือ ดิ ไอคอน กรุ๊ป มีภาพถ่ายร่วมกับ บอสพอล บอสสวย และ บอสกันต์ อีกทั้งยังเคยออกรายการดัง เพื่อโปรโมทการสอนเรียนยิงแอดของบริษัทนี้ด้วย

โดยตั้มที่ขณะนี้อยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์สตอรี่อินสตาแกรม ระบุว่า “จากที่เป็นข่าวนะครับ ผมเปิดบิล กับ THE ICON ไป 250,000 เหมือนกันครับ ผมจะกลับจากเกาหลี ถึงไทยพรุ่งนี้ รวบรวมหลักฐาน เรียบร้อยจะรีบไปแจ้งความดำเนินคดีครับ”

พร้อมกันนี้ นักร้องลูกทุ่งสาว “ฝน ธนสุนทร” ที่เคยมีภาพร่วมงานกับ ดิ ไอคอน โดยโพสต์ยอมรับว่า เคยร่วมงานจริงว่า ฝนเคยร่วมงานกับ the icon 2 ครั้งค่ะ ครั้งที่ 1 เป็นการไปแสดงคอนเสิร์ตร้องเพลง ปลายปี 2565 และได้มีการถ่ายภาพกับผู้บริหารภายในงาน ได้รับค่าจ้างจากการร้องเพลงเท่านั้นค่ะ ครั้งที่ 2 ทางบริษัทได้เป็นสปอนเซอร์ทำ MV เพลงใหม่ของฝน ช่วงต้นปี 2566 และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจภายในบริษัท เป็นเพียงสปอนเซอร์ทำเพลงกันเท่านั้นค่ะ และฝนยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เต็มที่

 

และล่าสุดวันนี้ วันที่ 16 ต.ค.67 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำหมายจับเข้าจับกุม นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ บอสพอล ผู้บริหารบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด ขณะกำลังเข้าไปชี้แจงข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ สคบ. ก่อนนำตัวไปสอบปากคำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับผู้ต้องหาเกี่ยวโยงกับคดีของ ดิไอคอน กรุ๊ป ในข้อหา “ร่วมฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จฯ” ได้ 18 คน ซึ่งมี 3 บอสดารารวมอยู่ด้วย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน