นักแสดงหนุ่ม โตโน่ ภาคิน ไม่อยากพูดเอาหล่อ! ไม่ขอซ้ำคนล้ม ให้กฎหมายจัดการ-ด้านการรับงาน ต้องเข้มงวดมากกว่าเดิม เป็นความรับผิดชอบของเรา
จากประเด็น “ดิ ไอคอน” ทำให้เหล่านักแสดงต้องเข้มงวดกับการรับงานพรีเซ็นเตอร์ให้มากขึ้น ล่าสุด “โตโน่-ภาคิน คําวิลัยศักดิ์” ได้มาร่วมงานเปิดตัวแบรนด์ VEXXO SMART LIFE และงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าคนสําคัญ ณ ห้อง Asawin Grand Ballroom BC ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการรับงานที่ต้องเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
โดยโตโน่ได้เผยว่าโดยส่วนตัวปกติเป็นคนที่ระมัดระวังในการรับงานอยู่แล้ว มันเป็นความรับผิดชอบของเรา แล้วยิ่งตัวเขาเองมาจากการสนับสนุนของประชาชน ยิ่งต้องดูให้ละเอียด ส่วนเรื่องคนที่ผิดอยู่ตอนนี้ ไม่ขอซ้ำคนล้ม ให้กฎหมายเป็นคนจัดการ
เรื่องการรับงาน? “ถ้าอะไรที่เราไม่ได้ใช้จริง เราก็ไม่ทำ ไม่รับ อย่างเช่นเวลาที่เราจะทำอะไรแต่ละอย่างเราก็นึกง่ายๆ ถ้าอย่างเป็นของกินเราทำให้พ่อแม่เรากิน เป็นของใช้เราทำให้พ่อแม่เราใช้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงิน คงไม่ต้องพูดไรเยอะเนอะ พี่เห็นมาตลอด เราทำในสิ่งที่เราเชื่อ เราเชื่อในเรื่องของความจริงใจ ความสื่อสัตย์ ความอดทน เราโตมาแบบนั้น ถูกปลูกฝังมาแบบนั้น”
10 ปีที่ผ่านมามีบ้างไหมที่โดนชักชวน? “ผมว่าทุกคนไม่น่าจะรอดนะ โดนกันหมด (โดนติดต่อหรอ?) โดนอยู่แล้วครับ”
คัดกรองงานยังไง? “อย่างที่ผมบอกไปถ้าผมไม่ได้รู้จริง ผมไม่ได้ใช้ ผมจะไปโกหกได้ยังไง (ที่ผ่านมาปฏิเสธงานไปเยอะ?) เยอะมาก เราดูที่คุณภาพของสินค้าก่อน อย่างที่ผมบอกไปเรามาได้เพราะประชาชน แล้วยิ่งผมอ่ะ ผมไม่ได้มาเพราะแมวมองนะ ผมมาเพราะเงินโหวตเขา แล้วถ้าผมมาโกหก ถึงเขาไม่รู้แต่ผมรู้นะ”
สินค้าประเภทไหนที่จะไม่รับเลย? “อย่างพวกกินแล้วขาวอะไรแบบนี้ อาหารเสริม จริงๆ แล้วผมกำลังจะทำที่สำหรับช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายผู้ป่วยติดเตียง หรือว่าผู้สูงอายุ ผมกำลังจะทำ เพราะตัวผมเองเห็นแล้วว่านอกจากการช่วยของเรื่องเครื่องมือทางการแพทย์แล้ว เวลาพ่อแม่ของเราไม่สบาย เวลาเริ่มมีอายุ แล้วเริ่มย่อยพวกโปรตีนได้ยาก ผมเห็นแล้วว่าราคามันสูง แล้วถ้าเราทำสิ่งที่มันดีแล้วมันช่วยลดค่าใช้จ่ายของเขาได้ แต่ต้องดีจริงๆ นะครับ ผมคิดว่าอันนี้ก็จะช่วยเขาได้อีก อย่างพวกนี้ที่ผมจะทำ มันต้องกินเข้าไป เราก็ต้องยิ่งดูให้ดี”
เรื่องสัญญาดูละเอียดลึกไหม? “จะมีทีมงานช่วยดูด้วย เพราะจริงๆ แล้วตัวผมเองไม่ใช่นักกฏหมาย ผมไม่ได้รู้ลึก แต่ทุกๆ อย่างมันต้องผ่านสังกัด ผ่านผู้จัดการ ผ่านผู้ช่วย ผมว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเรา (มีไหมที่รายละเอียดแบบเกินจริง หรือสคริปต์ที่อวยมากเกินไปจนเราไม่อยากพูด?) มีครับ ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ และเราไม่ได้รู้จริงเราก็ไม่พูด”
มีความคิดไหมที่จะเอาทนายมาช่วยดูเรื่องสัญญา? “จริงๆ เรามี กว่าจะมาเป็นสัญญาได้ก็ต้องทำ mou ก่อน ต้องคุยในเรื่องของแนวทาง ใครๆ ก็อยากมีเงิน อยากรวย แต่ถ้าเราจะรวยมันควรได้เงินมาจากความทุ่มเทเราถึงจะมีความสุข”
เคยถูกชักชวนให้เข้าร่วมธุรกิจเครือข่าย? “แต่ในความเห็นผมนะ ผมว่าไม่ต้องถามผมเรื่องนี้หรอก ผมว่าเขาโดนหนักกันแล้ว จริงๆ นะผมว่าผมลองนึกถึงหัวอกพ่อแม่เขาตอนนี้ ทุกๆ คนเราก็เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาหมดแล้ว อย่าให้ผมไปพูดถึงเลย ตอนนี้ผมว่าผมไม่ชอบซ้ำคนล้ม สิ่งที่ผิดก็ว่าไปตามผิด จะให้ผมมาพูดเอาหล่อ ผมไม่อยากไปพูดถึง เราทำอะไรเรารู้ดีอยู่แก่ใจ เราอยู่วงการนี้มากี่ปีแล้ว มันไม่ต้องพูด ทำให้คนเห็นดีกว่า ตอนนี้มีหลายอย่างที่เราควรไปโฟกัส ผมว่าเรายังมีปัญหาอีกหลายอย่างเลยในสังคมที่เราต้องช่วยกันผ่อนหนักให้เป็นเบา แต่เรื่องนี้ผมว่าให้ทางกฎหมายจัดการ”
ต่อไปนี้การรับงานจะยากขึ้นไหม? “เราคงไม่อยากเจอหรอกถูกไหม เราก็คงไม่อยากจะมีปัญหา ไม่มีใครอยากจะแย่อยู่แล้วในชีวิต แต่นี่แหละเราก็ยิ่งต้องละเอียด ยิ่งต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างที่เราพูดมาตลอดว่าเรามีส่วนนะที่ทำให้สังคมดีขึ้น เวลาพูดอะไรไป แล้วยิ่งทุกวันนี้มันไม่ใช่ง่ายบางทีเขาอ่านแค่ประโยคเดียวในหัวข้อข่าว แล้วไม่ได้มาฟังในสิ่งที่เราพูดทั้งหมดมันก็ชี้นำ ไม่ว่าจะเป็นผมหรือสื่อมวลชน เรามีผลนะต่อการชี้นำของคนในสังคมว่าอยากจะให้คนเห็นไปในทางไหน ดังนั้นผมว่าเวลาเราจะพูด จะทำอะไร เราควรต้องคิดกันให้ดีอย่าสักแต่เอาง่ายไว้ก่อน”
ก็มีความเข้มงวดมากขึ้น? “ปกติเราเข้มงวดอยู่แล้ว เราคุยกันไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เงินเนี่ยผมเชื่อในเรื่องการทัวร์คอนเสิร์ต การทำงานหนัก การเป็นนักแสดง เล่นละครให้เต็มที่ เราได้ค่าตัวมาเราภูมิใจ ส่วนในเรื่องของพรีเซนเตอร์อันนี้เป็นเรื่องของความรับผิดชอบที่เราจะสื่อสารให้คนในสังคมรู้ว่าของตัวนี้มันดีกับเขายังไง อย่างที่บอกไปว่าถ้ามันไม่ดี หรือว่ามันมีอะไรที่มันลึกซึ้งกว่านั้น ก็ต้องดูกันไป”



