ถือเป็นเจ้าพ่อเรียลลิตี้รายการแข่งขันทำอาหารในเมืองไทย สำหรับ ‘หนุ่ม’ กิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ปลุกปั้นรายการดัง อาทิ เชฟกระทะเหล็ก, มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์, TOP CHEF Thailand, Hell’s Kitchen และอีกมากมาย
รวมถึงรายการแข่งขันทำอาหารใหม่ถอดด้าม “The Spoon 2024 ช้อนทองคำ” ที่จับร้านอาหารสตรีตฟู้ดไทยมาแข่งขัน ซึ่งตอนนี้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว
วันนี้โอกาสดีได้พูดคุยกับผู้บริหารคนดังถึงความสำเร็จของ “The Spoon 2024 ช้อนทองคำ” และความเป็นเจ้าพ่อรายการแข่งขันทำอาหารของเมืองไทย

ฟีดแบ็ก “The Spoon 2024 ช้อนทองคำ” ดีมาก เตรียมทำซีซั่น 2 ต่อไหม?
หนุ่ม – “ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดี ร้านต่างๆ สนใจเข้ามาแข่ง พอจบไฟนอลนี้จะต่อซีซั่น 2 เลย ซีซั่นแรกทำ 7 เมนู พอซีซั่น 2 จะเพิ่มเป็น 20 กว่าเมนู ปีีนี้เราเริ่มต้นปี ฉะนั้นจำนวนเมนูจะเยอะขึ้น เลยต้องการทำให้รายการอยู่ทั้งปีครับ”
ตอนนี้เฮลิโคเนียทำอยู่กี่รายการ?
หนุ่ม – “จริงๆ มี MasterChef Thailand, TOP CHEF Thailand, Hell’s Kitchen, Iron Chef Thailand, The Next Iron Chef Thailand, MasterChef Junior Thailand, MasterChef Celebrity Thailand แล้วก็มี The Spoon มีมาเรื่อยๆ
ความท้าทายในการทำรายการอาหาร มี 2 ทาง ทางหนึ่งให้เห็นความแปลกใหม่ของอาหาร สองมันคือเรียลลิตี้ คือชีวิตของคนทำอาหารต้องให้เห็นชีวิตจริงของคนทำอาหารในสถานการณ์จริง ซึ่งบางคนมีความสุข บางคนเศร้า ทะเลาะ บางคนก็รักกัน”

กลัวรายการตันไหม?
หนุ่ม – “ผมคิดว่าทุกรายการมีวงจรชีวิตของมัน มีไลฟ์สไตล์ของมันว่ากี่ปีจะเบื่อ แต่สิ่งที่เราต้องทำ หนึ่งคือทำยังไงให้มันยาวที่สุดในแต่ละรายการ หมายความว่าทุกปีเราต้องมีของใหม่ อย่าง เชฟกระทะเหล็ก อยู่มา 15 ปีแล้ว มาสเตอร์เชฟ 10 ซีซั่นแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องมีของใหม่เพื่อให้ชีวิตของแต่ละแบรนด์มันยาวที่สุด อย่างที่สองเราต้องหารายการใหม่มาเสริม เพื่อจะทำให้คอนเทนต์มีความหลากหลายมากที่สุด”
เป็นรายการอาหารที่มีดราม่าตลอด แต่คนก็ยังดู?
หนุ่ม – “ทำอาหารถ้าไม่มีดราม่าก็ไม่รู้จะดูอะไร แต่ดราม่าที่เกิด ไม่ใช่ดราม่าที่เราสร้าง แต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มันคือมนุษย์ เพราะฉะนั้นรายการมีหลายประเภท รายการที่เราเลือกทำเป็นเรียลลิตี้ มันคือละครประเภทหนึ่งที่เป็นละครจากชีวิตจริง”

แบ่งสัดส่วนยังไง?
หนุ่ม – “ดราม่า 30% ฟู้ดอีก 70% เพราะเรายึดการทำอาหารเป็นหลัก จุดสำคัญของเรียลลิตี้เกี่ยวกับอาหารมันคือการแข่งขัน เราไม่ได้เอาดราม่ามาลากรายการ แต่เราเอาความฝันของแต่ละคนมาทำให้รายการเดินต่อ การตัดสินทุกครั้งต้องแฟร์ที่สุด เราจะไม่ทำลายความฝันเขาเพื่อดราม่า จะเห็นว่าหลายๆ ครั้ง คนที่ดูแฟนคลับเยอะ แต่วีก 3 ออกแล้ว เราก็ปล่อย เพื่อให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติและเรียลที่สุด”
ไม่ได้ยึดกระแสของคนเป็นหลัก?
หนุ่ม – “ใช่ครับ เพราะเชื่อว่าเราสามารถสร้างคนที่อยู่ให้เป็นกระแสต่อได้ ถ้าเรายึดคนเป็นหลัก อันนั้นมันผิดจากคำว่าเรียลแล้ว เมื่อไม่เรียล รายการเจ๊งแน่ เพราะคนดูดูเพราะความเรียล มีการทำรีเสิร์ชมาแล้วว่าเรียลลิตี้ที่พยายามเซ็ตอ่ะ โดยเฉลี่ยแล้วเจ๊งทั้งนั้น เพราะคนดูไม่โง่”

แต่มีการคัดคาแร็กเตอร์ผู้เข้าแข่งขัน?
หนุ่ม – “แน่นอน เรียลลิตี้ต้องมีทั้งสองอันรวมกัน อันแรกมีคาแร็กเตอร์ต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในรายการ ถ้าเข้ามาแล้วเหมือนกันหมดก็จะไม่มีอะไรที่น่าดู แต่อันที่สองสำคัญกว่านั่นคือฝีมือ เพราะมันคือการแข่งขัน”
รายการเราเลือกจับคอนเทนต์อาหารอย่างเดียว?
หนุ่ม – “ผมคิดว่า ณ ปัจจุบันรายการทีวีหรือมีเดียต้องจับจุดใดจุดหนึ่งให้ชัดเจน ถ้าเป็นสมัยก่อนจะทำวาไรตี้ ทอล์กโชว์ ละคร หนึ่งบริษัททำหลายอย่างเขาอยู่ได้ เพราะสมัยก่อนมีแค่ 4 ช่อง แต่สมัยนี้ 20 กว่าช่อง แถมมีโซเชี่ยล มีเดียเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นคอนเทนต์ที่เราจะไป เราต้องเป็นคิง เราเลยปักที่ฟู้ด และใครจะมาสู้เราไม่ได้ เราต้องล้อมกรอบทั้งหมด เมื่อเราเป็นแบบนี้ สปอนเซอร์เกี่ยวกับฟู้ดก็จะมาหาเราก่อน ถ้าไปทำหลายๆ คอนเทนต์ก็เบลอ ลูกค้าก็จำไม่ได้”

กล้าพูดเต็มปากเลยไหมว่าเราเป็น King of Food ของรายการแข่งทำอาหาร?
หนุ่ม – “ผมพูดได้ ไม่อายด้วย (ยิ้ม) เราเป็น King of Food Content ครับ เพราะฉะนั้นรายการต่างๆ ที่เป็นเวิลด์ฟอร์แมตทั้งหลายอยู่กับเราหมดแล้ว ถึงแม้ยังไม่ออนแอร์ก็อยู่กับเรา เซ็นไว้หมดแล้ว แล้วก็เตรียมปล่อยไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่ารายการที่เรามีอยู่แล้วก็ต้องแตกยิบย่อยไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันเรารู้แล้วว่ารายการมันจะตันได้ เราก็ต้องเอาของใหม่มาเสริม เพื่อให้เฮลิโคเนียไปต่อ”
จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล