เมื่อวันที่ 15 ก.พ. กตป. กสทช. ผนึกกําลัง ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมจัดนิทรรศการนําเสนอผลการศึกษา (Open House) และการแถลงผลการศึกษาติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดําเนินการ การบริหารงานของ กสทช. สํานักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ประจําปี 2567 และ การประชุมเสวนาวิชาการ (Seminar Forum) ในหัวข้อ “ทีวีไทยไปต่อหรือพอแค่นี้?”

ชาคริต

ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร ประธานจัดงาน ขึ้นกล่าวต้อนรับ วิทยากรทางภาครัฐ เอกชน และ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสื่อโทรทัศน์ รวมถึงแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในวันนี้ พร้อมกับกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ว่า “กตป. คณะนี้เรียกว่ารุ่น 3 เราเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.2565 ถึง วันที่ 15 ส.ค.2568 วาระ 3 ปี ครึ่งหนึ่งของบอร์ด กสทช. ดังนั้นแต่ละปีเราจะทำรายงาน 2 ฉบับ ของแต่ละด้าน มีการติดตามนโยบายสำคัญของโทรทัศน์ทั้งเรื่องของ 4K ในปี 2566

เราติดตามเรื่องของความหลากหลายในกิจการโทรทัศน์ ทั้งรายการเด็ก ชาติพันธุ์ ทีวีภูมิภาค ทีวีชุมชน ปีนี้เราติดตามทางด้าน 3 มิติ คือด้านเศรษฐกิจ เรตติ้ง คอนเทนต์ เทคโนโลยี รวมถึงคลื่น 3,500 mhz ที่เราใช้กับจานดาวเทียม ซึ่งต่อไปจะทำมาใช้กับโทรมนาคม ซึ่งทีวีดิจิตอลประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์จะดับนั่นเอง รอดูว่า กสทช. จะมีนโยบายอย่างไร เพื่อมาดูแลต่อไป

ชาคริต

รวมถึงเรื่องของจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่อมวลชน ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ ต่อจากนี้เชิญร่วมรับฟังเสวนาจากวิทยากรหลายๆท่าน ในวันนี้ กับหัวข้อ ทีวีไทยไปต่อหรือพอแค่นี้?”

เริ่มการประชุมเสวนา ในหัวข้อ “ทีวีไทยไปต่อหรือพอแค่นี้?” คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการสำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บมจ.บีอีซี เวิลด์ และ อุปนายก สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ตัวแทนผู้ประกอบการโทรทัศน์ไทยในยุคของการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า

“จะบอกว่าทีวีอยู่ในอุตสาหกรรมไหน พูดยากมาก มุมหนึ่งเป็นอุตสาหกรรมบันเทิง มีละคร มีคอนเทนต์ อีกส่วนหนึ่งเราคือสื่อมวลชน เราถูกควบคุมโดยจริยธรรมในการนำเสนอ เป็นธุรกิจใกล้เคียงกัน เราเองขายโฆษณาด้วย การทำงานของเรามีหลายเรื่องมาก ตั้งแต่เรามีระบบทีวีดิจิตอลมาก็มีหลายเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไป

ชาคริต

ผมขอพูด 2 เรื่องหลัก เรื่องที่ 1 routine ประกอบด้วย Survive ทุกธุรกิจเรื่องสำคัญอันดับแรกเราต้องอยู่รอด ทั้งเรื่องบันเทิง สื่อสังคม เราต้องมีรายได้ให้เพียงพอเพื่อเลี้ยงองค์กร และมีเวลาคิดผลิตคอนเทนต์ต่อไป

Disruptions ตอนนั้นเรามีทีวีมากขึ้น ทั้งเรื่อง 4G 5G มีคนบอกว่าถ้า 5G มา ทีวีตาย จริงๆ เราตายตั้งแต่ 4G แล้ว ตอน 3G มา คือดูคลิปสั้นๆ ได้ ดูยาวๆ ไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นก็ว่าแย่แล้ว เรื่องนี้เราต้องหาเรตติ้ง ซึ่งหมายถึงเงิน เราเหมือนร้านค้า และโฆษณาคือคนที่มาเช่าที่เราจายสินค้า

ถ้าคนไม่ดูทีวีของก็อาจจะขายไม่ได้ รายได้ก็จะไม่เข้า เดี๋ยวนี้เรตติ้งเขาก็ดูกันเป็นรายชั่วโมง รายนาทีแล้วด้วย คนดูไม่ดูมีความสำคัญมาก ถามส่าทำไมไม่ไปออนไลน์ ออนไลน์ก็ไป แต่มูลค่าช่องออนไลน์จะถูกแชร์จากหลายๆ ช่องมากกว่า

Regulations การควบคุมหรือการกำกับดูแล ในวงการทีวีเราแสลงใจอยู่คือ เราโดนกำกับหมดโดย กสทช. เราโดนกำกับหมด ถ้ามีวี่แววว่าจะละเมิด เราก็ต้องเข้าไปชี้แจง หรือถ้าไม่ละเมิด แต่มีคนร้องเรียน เราก็ต้องไปชี้แจง หรือถึงแม้ว่าไม่มีใครร้องเรียน ไม่ได้ละเมิดใคร แต่ว่ามีคนพูดถึงเรื่องนั้นๆ ในสังคมก็โดนเรียกเข้าชี้แจง ดังนั้นแค่อยากจะบอกว่าเราโดนกำกับดูแลอยู่ครับ

ไม่เป็นไรเราทำตามเส้นมารยาทของสื่ออยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันคอนเทนเนอร์ ott เขาอิสระเสรี สามารถทำอะไรก็ได้ ดังนั้นคอนเทนต์ที่ออกทีวีเป็นคอนเทนต์น้ำดี เพราะเราโดนกำกับดูแลอยู่แล้ว เราระมัดระวังเรื่องสังคม ระวังความแตกแยก เนื้อเรื่องที่เป็นการตอกย้ำ พูดซ้ำๆ ให้คนเสียใจ มีเลือดอาบอะไรแบบนี้เราหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว แม้เราจะโดนกำกับแต่ก็อยากให้ทุกคนเข้าใจเราด้วย ว่าละครเราไม่ได้เชย เราพยายามปรับให้มีความเรียล มีความน่าตื่นเต้นมากขึ้น การพัฒนามีมากขึ้น

ชาคริต

Creativity Soft power เราเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่คนไม่ค่อยพูดถึง ส่วนมากจะไปที่ภาพยนตร์ อยากให้ฝรั่งมาถ่ายทำที่ไทย แต่ละครไทย ภาพยนตร์ไทย ถ่ายที่ไทย แต่เราเอาไปขายต่างประเทศ เราไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะเขาไม่มอง อย่างละครล่าสุด คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ ก็ได้ไปขายต่างประเทศหลายประเทศมากทั่วเอเซีย

เราเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เรามีโอกาสทำให้คนรู้จักประเทศไทย รู้จักอาหารไทย ถ้าละครย้อนยุค คนก็รู้จักเครื่องแต่งกายไทย นักแสดงไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ซึ่งสามารถนำรายได้กลับเข้ามาในประเทศได้ด้วย ทั้งหมดนี้สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้

ถ้าไม่มีทีวีพวกเราคงลำบาก ใครจะถ่ายทอดงานพระราชพิธี ใครจะถ่ายทอดงานที่รัฐบาลทำ เราจะนำเสนอข่าวพระราชสำนักช่วงไหน นี่คือทีวีของชาติ ถ้ามีเหตุจำเป็นเราสามารถหยุดรายการเพื่อรายงานสถานการณ์ได้ นี่คือความสำคัญทั้งสิ้น ถ้าไม่มีทีวีหลายๆ อย่างอาจจะไม่เหมือนเดิม คำว่าเป็นกลางอาจจะไม่มี เพราะถ้าเราไม่เป็นกลาง กสทช. ก็ควบคุมเราอยู่ทุกอย่าง

เรื่องที่ 2 Looking Forward เริ่มจาก Content Creator เราเป็นผู้ผลิตผู้สร้างสรรค์ผลงานให้ออกไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบแพลตฟอร์มใดๆ ก็ตาม คอนเทนต์ของเราต้องสามารถอยู่บนนั้นได้ ทีวีไม่ได้อยู่แค่มนทีวี แต่ทีวีก็อยู่ในโทรศัพท์ได้ สามารถดูได้ทุกที่ทั่วโลกด้วย

เราเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ และเป็น Omni-Platform (หลากหลาย) ไม่ใข่แต่ Multi แต่เป็น Omni เลย หนึ่งคอนเทนต์ออกได้ทุกที่ ร่วมมือกันมากขึ้นทุกภาคส่วน เดี๋ยวนี้ไม่ได้แข่งขันกันซะทีเดียว เรา Collaboration นักข่าวลงพื้นที่ก็ยังไปช่วยกันทำข่าว เป็นเรื่องที่ดี แพ็กของข่วยเหลือผู้ประสบภัย ยังใช้นักแสดงจากหลายๆ ช่องร่วมกันเลย

และเรื่องสุดท้าย เราได้ทำงานและเราพยายามเป็นทีวีแห่งชาติที่ดี เราอยากรู้อนาคตของเรา สมมติว่าพวกเราทีวีเป็นนักเรียนมัธยมชั้นที่5 เรายังไม่รู้หรอกว่าเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหน แต่รู้ว่าต้องสอบ O-net A-net แต่ตอนนี้ไม่ใช่ คือไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนเกิดรับเรา ความรู้สึกของทีวีคือแบบนี้ เพราะฉะนั้นต้องฝาก กสทช. ช่วยปรับและชี้ทางสว่างให้ด้วย”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน