ไนกี้ นิธิดล เล่านาทีชีวิต แผ่นดินไหววูบกองกับพื้น จากคนแข็งแรงมีอาการติดตัว สุดระทึกนึกว่าตัวเองตายแน่
นักแสดงหนุ่ม ไนกี้ นิธิดล เป็นหน่งในประชาชนคนเมืองกรุง ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ถึงขั้นวูบกองลงพื้นขณะเกิดเหตุ ซึ่งเจ้าตัวเล่าให้ผู้สื่อข่าว ข่าวสดบันเทิง ฟังว่า ขณะนี้ยังมีอาการที่เกิดขึ้นภายหลังต้องกินยาก่อนออกมาจากบ้านทุกวัน ทั้งที่ที่ผ่านมาร่างกายแข็งแรงไม่ค่อยป่วย พร้อมเผยถึงวินาทีนั้น จิตคิดว่าตัวเองไม่รอดแน่

“ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยสบาย ก็คือมันโดนมาจากแผ่นดินไหว รู้สึกตัวเองมีอาการบ้านหมุน อย่างก่อนออกมาทำงานก็ต้องกินยา มันทำให้มึนงงซึ่งเป็นมา2-3วันแล้ว คือคุณหมอก็บอกว่าอาการแบบเนี่ยเป็นอาทิตย์ บางคนเป็นเดือนเลย เราก็ตกใจว่ามันจะอยู่กับเราขนาดนี้เลยเหรอ เพราะว่าเราก็เป็นคนที่แข็งแรง พอดีว่าวันที่เกิดเหตุการณ์มันวูบ ความรู้สึกตอนนั้นเรานึกว่าแต่เราจะเป็นลมไม่ได้กินข้าวหรือเปล่าเพราะว่าไม่ได้กินข้าวพอดี คือจากที่ยืนๆอยู่ร่วงลงไปแบบคุกเข่าเลย ตัวเองก็ไม่ได้บาดเจ็บ พอดีมีกล้ามรองรับอยู่
เพราะว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้มันรุนแรงจริงๆแล้วผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอาการแค่หลังแผ่นดินไหวนี่แหละแล้วเดี๋ยวอีกสักพักมันคงจะหายไป เพราะว่าคุณหมอหลายท่าน และผู้เชี่ยวชาญเขาก็บอกว่าเดี๋ยวมันหายไปเอง มันก็เป็นที่จากตรงนั้นแต่ว่าคนไทยอาจจะไม่ค่อยชินเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่แล้วก็เซอร์ไพรส์สำหรับชีวิตเรามากๆ ต่อไปเนี่ยเราจะมาใช้ชีวิตแบบไม่กลัวแผ่นดินไหวไม่ได้แล้วนะ เราก็จะแบบยังไงดีล่ะ โครงสร้างต่างๆในประเทศประเทศไทยที่เราไม่เคยทำรองรับแผ่นดินไหวเลยมันจะเป็นยังไง หลังจากที่เราดูข่าวพม่าเราก็เห็นใจคนพม่ามากๆเพราะว่าอย่างเราเคยมีโอกาสไปไหว้พระไปเที่ยวที่พม่า กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ที่พม่าเละเลยราบเป็นหน้ากลอง บ้านเรือนตึกของเขาพังทลายหมดเลย ก็ไม่รู้ยังไงเพราะว่าตอนนี้ก็เห็นว่ามีต่างชาติเข้าไปช่วยดูแล้ว”
แล้วที่พักของเรามีผลกระทบยังไงไหม?
“ก็มีคอนโดที่คุณน้าอยู่ แล้วก็มีบ้านพี่อยู่มหาชัย ซึ่งตรงนั้นก็ไม่ได้รับผลกระทบกระทบเท่าไหร่ อาจจะมีรอยร้าวไม่ค่อยเยอะ แต่ตามคอนโดมันก็ค่อนข้างที่จะเยอะ แต่มันก็ไม่สะเทือนกับเสาหลัก ก็มีผู้เชี่ยวชาญพูดว่าถ้าเสาหลักยังอยู่ไม่แตกไม่หักไม่ร้าวก็ถือว่าโอเค ไอ้พวกที่มีรอยร้าวอ่ะอันนั้นก็คือทำใหม่ได้ แต่ถ้าเกิดเสาหลักมันร้าวอ่ะมันก็จะไม่โอเคมันก็จะไปกระทบกับโครงสร้าง ถามว่ากลัวไหมระแวงไหม ก็ระแวงอยู่ก็ไม่รู้ว่าวันนึงจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือเปล่า (คอยติดตามข่าวสาร?) คือเก็บของมีค่ามาก่อน(หัวเราะ) นาทีนั้นก็คือวิ่งเลยไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้คว้าอะไรคว้าได้ก็คว้ารีบวิ่งหนีทันทีเลย ก็ไปเจอคนอื่นที่กำลังวิ่งหนีด้วยเหมือนกัน คือมันเหมือนในหนังเลย เราเล่นซีรีส์มาตั้งเยอะแต่อันเนี่ยชีวิตจริงคือยิ่งกว่าละครอีก มันคือเรื่องจริง
นาทีแรกตอนนั้นคิดว่าตายแน่นอน ยอมรับตรงๆว่าปลงเลย คือจิตเราคิดเลยว่าวันเนี่ยคือวันสุดท้ายของเราแล้ว คือวันเนี่ยตายแล้ว มันไม่เหลืออะไรแล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนว่าชีวิตของเราทุกคนมันดิ้นรนมาเยอะ แต่สุดท้ายแล้วถ้าเราเจออะไรแบบเนี่ยเราไม่สามารถที่จะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้เลย แล้วสิ่งสุดท้ายจริงๆก็คือความดีและสิ่งที่เราเคยทำเอาไว้ มันก็จะทำให้เราคิดว่า เวลาที่ทำให้เราอยู่ต่อไปอ่ะในช่วงวินาทีเนี่ย ก็ต้องทำให้มันมีคุณค่ามากขึ้น อยู่กับความเป็นจริงให้มันเยอะขึ้น แล้วก็เข้าใจว่าวันนึงทุกคนจะต้องจากไป ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เราก็พยามจะสร้างสรรค์ผลงานให้มันดีขึ้น คิดในเรื่องของชีวิตของเรามันสั้น”