“กฤษดา”

ไม่บ่อยครั้งนักที่จะพบกับสถานการณ์ “เหลือที่ว่างเฉพาะที่นั่งแถวหน้า” ซึ่งทำให้ผมพลาดการดูหนังรอบที่ตั้งใจ

เมื่อได้ดูรอบถัดไป แม้เห็นว่าที่นั่งแถวหน้าว่างอยู่หลายแถว (เป็นโรงขนาดใหญ่กว่าโรงแรก) แต่จำนวนคนดูที่เห็นได้ตั้งแต่เลือกที่นั่งนั้น จัดว่าหนาแน่น โดยเฉพาะแถวตรงกลางกับด้านหลัง

ประกอบกับเป็นรอบฉายช่วงเย็นวันทำงานก่อนเข้าสู่สงกรานต์ จำนวนคนดูขนาดนี้ทำให้ผมสนใจอยากหาคำอธิบาย

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ที่ดึงดูดคนดูด้วยเทคนิคพิเศษราคาแพง หรือเน้น ซูเปอร์ฮีโร่ การดึงคนดูได้อย่างที่กล่าวไป ถือว่าไม่ธรรมดา

เป็นไปได้ว่า อาจเป็นเพราะหนังตัวอย่างที่กระตุ้นความอยากรู้ว่า “มัน” เป็นตัวอะไรกันแน่ อาจเป็นเพราะการบอกต่อ หรือทั้ง 2 อย่างรวมกัน

เมื่อได้ดูหนัง ผมพบว่าหนังมีความโดดเด่นที่สามารถนำไปบอกต่อให้เกิดกระแสปากต่อปากได้

ความโดดเด่นนั้น อยู่ที่การเป็นหนังสยองขวัญที่ “ไม่เน้นเสียง” เพราะสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่องห้ามใช้เสียง (อย่างที่ชื่อของหนังบอกไว้)

หรือกล่าวอีกอย่างว่า ถ้าหากใช้เสียง หรือทำให้เกิดเสียง ตัวละครจะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายร้ายแรง

เมื่อตัวละครตกใจหรือหวาดกลัวสุดขีด ก็ต้องบังคับตัวเองไม่ให้ส่งเสียงออกมา

ซึ่งถือว่าแตกต่างไปจากหนังสยองขวัญทั่วไปที่ต้องมีเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจหรือหวาดกลัว

คนดูจึงได้เห็นตัวละครเดินไม่สวมรองเท้า ไม่พูดคุยกัน (โดยใช้ภาษามือแทนคำพูด) และทำทุกอย่างให้เบาและเงียบที่สุด

เหตุก็เพราะตัวผู้ล่าในเรื่องใช้เสียงของเหยื่อเป็นเครื่องนำทาง ถ้าส่งเสียงมันจะโจมตีภายในไม่กี่วินาที

อีกส่วนหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะการปกปิดไม่ให้รู้ชัดเจนว่าเป็นตัวอะไร หรือแม้แต่รู้แล้วก็ค่อยๆ เปิดเผยทีละน้อย เช่น ให้เห็นอย่างรวดเร็วในครั้งแรก เห็นบางส่วนในฉากต่อมา เห็นเต็มตัวในตอนท้าย และเห็นใกล้ๆ ในฉากไคลแมกซ์

การสร้างสถานการณ์กดดันคนดูทำได้ดี แม้บางช่วงอาจจะเริ่มเข้าใกล้ “ทำแบบที่ทำกันมาแล้ว” แต่ก็ต้องยอมรับในด้านความตื่นเต้นระทึกใจ

ถึงแม้ตัวละครที่เป็นผู้ล่าในเรื่องอาจไม่ถึงขั้นเป็นความลับที่บอกไปแล้วจะเสียรส แต่ผมของดไม่เปิดเผยในที่นี้

“กฤษดา” ให้ 4 ดาว “A QUIET PLACE ดินแดนไร้เสียง”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน