ห่างหายจากหน้าจอไปนาน สำหรับนักแสดงรุ่นใหญ่ พล ตัณฑเสถียร ที่ช่วงหลังมักจะปรากฎตัวในบทบาทแขกรับเชิญมากกว่าเล่นละครยาวแบบเต็มเรื่อง ซึ่งก็ทำเอาแฟนละครคิดถึงกันรัวๆ ล่าสุด (25 ก.ค.) พล ได้มาร่วมงาน “TRSC Exclusive Dinner: New Vision and EYEvolution” ณ ชั้น 6 อาคารอื้อจื่อเหลียง (พระราม 4) ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องดังกล่าว

“ตอนนี้แผ่วแล้ว ไม่เห็นมีใครจ้างเลย ผลุบๆ โผล่ๆ ใครให้ไปโผล่ตอนเดียวก็ไป อย่างของพี่คิง (คิง สมจริง) ฉากเดียวก็ไป (จะได้เห็นแสดงเต็มเรื่องมั้ย?) อยาก ไม่ได้เลือกบท (หรือเพราะทำรายการอาหารคนเลยคิดว่าเบรกงานละคร?) ไม่ได้เบรก จริงๆ ก็เล่น ล่าสุดก็ยังเล่นอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าหนึ่งก็คือของพี่เองพี่ไม่มีช่องหรืออะไรแบบนี้
เพราะฉะนั้นเราจะนักแสดงอิสระที่อาจจะต้องมีคนคิดถึงเราจริงๆ หรือว่าเราอาจจะเป็นตัวสองตัวสามที่เขาคิดถึง ก็มีแฟนๆ เรียกร้องให้เรากลับมา แต่ความรู้สึกของเราเหมือนเป็นแค่บทสนทนาที่เขาอยากจะบอกเราว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเล่นอีก แต่พอเราเล่นเขาจะดูเหรอ แต่ว่าส่วนตัวถ้ามีคนชวนก็สนใจครับ”
ห่างหายจะละครยาวไปนานแค่ไหนแล้ว? “เต็มๆ นี่หมายถึงเล่นยาวๆ คืออย่างล่าสุดก็มีเรื่องดวงใจเทวพรหมที่เล่นในช่วงของตอนดวงใจพิสุทธิ์เยอะนิดนึง และที่เหลือก็ไปออกบ้าง และหลังจากดวงใจเทวพรหม ก็มีช่อง 7 นิดนึง ไปเล่นเป็นพ่อของน้องไมค์ (ไมค์ ภัทรเดช) แล้วก็ไปเล่นซีรีส์กี่หมื่นฟ้า เป็นพ่อของน้องโทมัส”

ที่เราบอกว่าอยากเล่นละคร คือผู้จัดไม่ได้ติดต่อมา หรือเราห่างหายไปเอง? “พี่มีความรู้สึกว่านักแสดงเยอะ อีกอย่างหนึ่งเอาจริงๆ เราไม่ใช่คนเล่นละครเก่ง ก็คือว่าเอาตัวรอด ถ้าอันไหนเป็นบทที่ใกล้เคียงกับตัวเรา อายุประมาณเรา เป็นบทเรียบร้อย เป็นผู้บริหารหรืออะไรแบบนี้ มันก็โอเค
เพราะฉะนั้นถ้าถามพี่ คิดว่าตัวตายตัวแทนเยอะ และอีกอย่างอาชีพของเราก็ไม่ใช่นักแสดงอย่างเดียวด้วย เพราะฉะนั้นก็มีคนแทนเยอะแยะ ดังนั้นเวลาที่มีคนติดต่อมาคิดถึงเราเราก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว”“
เห็นผลงานเพื่อนๆ นักแสดงคนอื่นมั้ย อย่างพี่อ่ำ อัมรินทร์? “อุ๊ย! ชอบมากเลยพี่อ่ำ สมัยก่อนก็ชอบแกร้องเพลง เอาจริงๆ บทเราก็ไม่รู้ว่าเราเล่นได้หรือเปล่า คือถ้าสมมุติเป็นบทที่แรงๆ หน่อยก็จะมีเรื่องสามีเงินผ่อนที่เราเล่นเป็นพ่อของนางเอก อันนั้นก็รู้สึกว่าแรงแล้วสำหรับเรา แต่เอาจริงๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก มีอะไรเข้ามาก็เล่น”

ช่วงนี้นักแสดงรุ่นใหญ่ นักแสดงมากฝีมือกลับมาแจ้งเกิดเยอะ เราอยากเป็นแบบนั้นบ้างมั้ย? “อ๋อ กลับมาเหรอครับ ก็ให้ธรรมะจัดสรรแล้วกัน ผู้จัดก็ไม่มีคุย เอาจริงๆ ตอนนี้ก็ไม่มีคุยอะไรกับใครเลย ก็มีคุยเล่นทักทายทางโซเชียลมีเดียทั่วไป แต่ว่าเรื่องงานตอนนี้พี่พลยังไม่มีอะไร ถามว่าเป็นเพราะคนเข้าใจผิดเรื่องงานรายการอาหารมั้ย ไม่ใช่หรอก ว่างจะตาย
จริงๆ ตอนนี้งานอาหารก็ไม่ได้แน่นเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ ด้วยสภาพเศรษฐกิจสปอนเซอร์มันก็มีลดลงบ้าง เวลาก็มีว่างขึ้นเยอะ แต่ก็ไม่ได้ว่างสนิท ส่วนตัวก็คิดว่ามันก็ดีนะ เพราะเอาจริงๆ ส่วนตัวด้านหนึ่งของพี่พลก็รู้สึกว่าเราทำงานค่อนข้างหนัก เพราะฉะนั้นเราเลยไม่มีเวลาหยุดเลย ตอนนี้ช่วงนี้ก็มีเวลาให้ตัวเองบ้างก็โอเค”
อ้อนผู้จัดได้เต็มที่เลย? “โอ้ย ไม่ต้องอ้อนหรอก (ยิ้ม) เพราะเดี๋ยวจะไปทำความเดือดร้อนให้เขา ก็คือถ้าสมมุติเห็นว่ามีอะไร คิดถึง อยากเจอกันก็แฮปปี้”“
กลัวว่าเราจะค่อยๆ หายไปจากวงการมั้ย? “เอาจริงนะไม่กลัว เพราะมีความรู้สึกว่าตัวเองก็อายุเยอะแล้ว ปีนี้ 54 แล้ว อีกไม่นานก็ลงโลงแล้วมั้ง (หัวเราะ) คือส่วนตัวพี่ให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามอายุ เราก็รู้ว่าร่างกายเราก็ไม่เหมือนเดิม หมายถึงในเรื่องของสุขภาพ คือที่ผ่านมาพี่ว่าเราใช้ตัวเองเยอะมากเกินไป ถ้าเกิดว่าย้อนไปประมาณสัก 10 ปีก่อน ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์

สมัยที่เราเริ่มทำอาหาร ตอนที่วงการเชฟยังไม่ได้เป็นแบบนี้ ตัวเลือกมันจะน้อย เวลามีอีเวนต์อาหารแต่ละวันก็ต้องวิ่ง 3-4 เวที เดี๋ยวนี้ก็คือแต่ละงานอีเวนต์หนึ่งก็ไปสัก 1 เวที คือมันน้อยลงเยอะมาก การที่มันน้อยลงในวันที่เรารู้สึกว่าอายุเราเพิ่มขึ้น พี่รู้สึกว่าเราโชคดี
และอีกอย่างหนึ่งคือการที่เราเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย แล้วก็ที่เราเคยทำงานหาเงิน โชคดีที่เก็บไว้ไม่ค่อยใช้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราเลยรู้สึกว่าถ้าวันนึงเกิดอะไรขึ้นจริงๆ แล้วเราต้องเกษียณ พี่คำนวณแล้วพี่อยู่ได้ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ แต่อย่ามีภาระเข้ามานะ เช่น อย่ามีใครมายืม เพราะว่าธรรมชาติเราอาจจะโชคดีอย่างหนึ่ง ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่พี่มีพี่น้อง 9 คน เราเป็นคนสุดท้อง
พี่เงินน้อยที่สุดในบ้าน เพราะว่าในบ้านทุกคนเป็นนักธุรกิจหมด พี่ไม่มีคนที่ต้องห่วง คือแค่ดูแลตัวเองให้รอดก็พอแล้ว ถ้าเกิดว่าวันนึงขาดก็ไปขอที่บ้านแล้วกัน พี่ก็เลยโชคดี (อยู่สบายได้ถึงอายุ 90 เลย?) ถึงเหรอ โอเคถึงไปด้วยกันก็แล้วกัน พี่มีความรู้สึกว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ เราก็อยากสุขภาพดีแข็งแรงไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เราก็อยู่มันไป อยู่เฉยๆ เขมรก็มาแบบเนี่ย งงไหมล่ะ”