“เก่ง ธชย” เปิดใจ ดราม่าร้อน “อาจารย์เชียง” เผยมีส่งกำลังใจให้ แต่ไม่ตัดสิน ยอมรับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รออาจารย์ออกมาชี้แจงเอง
จากกรณี “อ.เชียง ปัณณวิชญ์” ถูกโซเชียลโยงเป็นผู้วิเศษ และดราม่านำพระอุเชนทร์ของศักดิ์สิทธิ์คู่วัดสวนขัน โบราณวัตถุ 1,600 ปี ไปประกอบพิธี มีภาพกอดจูบออกมา ทำให้ลูกศิษย์ที่เคยศรัทธาอ.เชียง เกิดความไม่พอใจ และข้องใจปมเงินบริจาค

ล่าสุดวันที่ 11ก.ย. ผู้สื่อข่าว ข่าวสดบันเทิง ได้ต่อสายตรงหา “เก่ง ธชย” สอบถามถึงประเด็นร้อนดังกล่าว ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เชียง
จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้มีโอกาสติดต่อไปพูดคุยกับอาจารย์หรือยัง?
“มีให้กำลังใจอาจารย์บ้างตอนช่วงแรกๆ แต่พอไปลงลึกถึงดีเทล ผมว่ามันละเอียดอ่อนเลยไม่ได้สอบถามอาจารย์เพิ่มเติม ผมรู้สึกว่าผมอยู่ในส่วนที่ด้วยอายุเราด้วย ด้วยความเกรงใจและให้เกียรติอาจารย์ก็เลยได้แค่ให้กำลังใจ แค่นั้นครับ”
มีแค่โทรไปให้กำลังใจ แต่ไม่ได้สอบถามรายละเอียด?
“ใช่ ผมว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมเกรงใจแก”

จุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักและสนิทกับอาจารย์ เกิดขึ้นได้ยังไง?
“ผมรู้จักกับอาจารย์จากรายการต่างๆ เราก็เลยติดต่อเข้าไปว่าอยากจะเข้าพบอาจารย์ พยายามจะติดต่อหลายครั้ง ท้ายที่สุดได้เจออาจารย์จริงๆ คือการไดเร็คหา ซึ่งได้จังหวะพอดีเลยเข้าไปหา จากที่ได้รู้จักก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์ตลอดมาจนถึงวันนี้”
อะไรที่ทำให้รู้สึกศรัทธาในตัวอาจารย์?
“ในมุมเก่งที่รู้สึกว่าแตกต่างจากที่คนอื่นมอง ผมว่านอกเหนือจากความศรัทธา คือคติธรรมคำสอนที่อาจารย์ให้ ผมว่าอาจารย์มีหลักวิชาการมาซัพพอร์ตในประเด็นต่างๆ ที่เราสงสัย เพราะผมเป็นคนช่างถาม ผมถามอาจารย์ทำไมพระต้องไหว้เหรอครับ ทำไมเราต้องทำแบบนี้เหรอครับ ซึ่งอาจารย์มีหลักวิชาการมาซัพพอร์ต ผมว่าด้วยอาจารย์เรียนมาทางด้านพุทธศาสนา นอกจากความศรัทธาที่เรามี ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเราต้องทำแบบนี้ ผมเลยชอบตรงนี้ เลยตามอาจารย์ เรื่อยๆ ครับ ด้วยคำสอนของอาจารย์มันย่อยง่าย แล้วใช้ได้จริง”
ได้ไปทำพิธีต่างๆ กับอาจารย์ด้วยไหม?
“ไปครับ เก่งเป็นคนค่อนข้างเปิดเผย เวลาไปทำอะไรเราชอบถ่ายโซเชียลต่างๆ สังเกตได้ถ้าไถโซเชียลของเก่ง 10 โพสต์จะเจอโพสต์กับอาจารย์ 1 โพสต์ เพราะเราไปบ่อยมาก เราชอบสวดมนต์ หลังๆ ใช้คำว่า 90% อยู่กับอาจารย์ครับ”
เวลาไปกับอาจารย์เคยเจอพฤติกรรมหรือสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลจากอาจารย์ไหม?
“มุมที่เก่งเจอกลายเป็นมุมที่เราไปร่วมบุญหรือมุมดีๆ ที่อาจารย์ให้ในเชิงบวก แต่มุมลบที่คนมาตั้งคำถามกัน ผมว่าเป็นมุมที่เราไม่เจอ แต่ผมไม่ตัดสินว่ามีหรือไม่มี ผมไม่กล้าตัดสินต้องให้อาจารย์มาชี้แจงเอง มุมที่เราเจอเราดันเจอแต่มุมดีๆ มุมที่ไม่ดีเราไม่ตัดสินเพราะเราไม่ได้เจอเอง แต่ผมรู้สึกว่าต้องออกมาอธิบายกันว่าท้ายที่สุดคนเจอยังไง แล้วอาจารย์จะชี้แจงยังไง ผมว่าพอเป็นเรื่องที่ลงลึกเข้าไปในดีเทล ผมไม่กล้าแสดงความคิดเห็น”

อย่างเรื่องข่าว พระอุเชนทร์ สำหรับตัวเก่งเอง มองยังไงบ้าง?
“ตัวเก่งอยู่ในเหตุการณ์ แต่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงท้าย ช่วงท้ายก่อนที่จะขนท้าวอุเชนทร์กลับ ตัวเก่งเองก็เป็นหนึ่งคนที่เอาหน้าผากจรดท้าวอุเชนทร์ ผมจะบอกว่าภายในงานมีหลายท่านที่ทำแบบนั้น ปณิธานแรกของเราคือเราเคารพ เราไม่ได้มีเจตนาไม่ดีครับ แต่พอเป็นวัตถุที่เป็นโบราณแบบนี้ ถามว่ามีเจ้าหน้าที่ควบคุมไหม มีนะครับ แต่ผมไม่กล้าฟันธงว่าท้ายที่สุดเราจะอธิบายเหตุการณ์นี้ยังไง ถ้าตัวเก่งรู้ว่าทำไม่ได้ เก่งจะไม่ทำเลย เราเป็นคนที่ระมัดระวังมากๆ เราไม่ใช่เป็นคนที่ เขาไม่ให้ทำแต่จะทำ แต่พอเราทำแล้วเราไม่รู้ แล้วภาพมันออกมา ก็ต้องยอมรับว่าทำไปแล้ว แต่เราทำเพราะความไม่รู้ ถ้ามีโอกาสผมคงไม่สัมผัสอีก เพราะเดี๋ยวจะเป็นประเด็นแบบนี้ แต่วินาทีนั้นที่เราทำเราไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลย เราก็ศรัทธาในท่าน แล้วก็อยู่ภายใต้การดูของเจ้าหน้าที่อยู่ แต่ตอนนั้นหน้างานไม่มีใครแจ้งว่าทำไม่ได้ เราเห็นนะว่ามีทั้งภาพที่จรดจดหัว แต่ภาพที่อาจารย์จุมพิต มันคนละสถานที่กัน ภาพที่อาจารย์จูบผมไม่ได้อยู่ด้วย”
เป็นสองเหตุการณ์ใช่ไหม?
“ผมเดาว่าน่าจะเป็นที่วัดนะ เพราะดูจากโลเกชั่นครับ สังเกตได้จากฐาน มันคนละที่กัน”
ตอนนั้นเราไม่รู้ แล้วก็ไม่ทราบว่าอาจารย์รู้หรือไม่?
“ใช่ครับ ตัวอาจารย์ผมไม่แน่ใจ แต่ตัวเก่งจะใช้คำว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่ แต่ผมใช้คำว่าเราไม่มีเจตนาไม่ดี ผมว่าใช้คำนี้น่าจะถูกกว่า”
จากข่าวคนใต้และลูกศิษย์พระอุเชนทร์เกิดความไม่พอใจ เราเองในฐานะลูกศิษย์อาจารย์เชียง รู้สึกยังไง?
“ผมก็คนใต้ อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ถ้ารู้ก็คงไม่ทำครับ”
ได้คุยกับอาจารย์ไหมว่าจะออกมาชี้แจงเมื่อไหร่?
“เก่งให้กำลังใจอาจารย์ ก็บอกแกว่าลองดูไทม์มิ่ง ให้แกตัดสินใจเอง เพราะผมว่าเป็นเรื่องซีเรียสมาก เป็นเรื่องที่ต้องตามต่อ แต่ท้ายที่สุดไทม์มิ่งที่ต้องออกมาชี้แจงผมว่าก็ต้องออกมา ถ้าพร้อมก็ต้องออกมาครับ”

อย่างเรื่องญาณทิพย์ การรู้ล่วงหน้า สำหรับตัวเราคิดว่าอาจารย์สามารถสื่อไปทางนั้นได้ไหม?
“ส่วนที่เก่งสัมผัสจะเป็นเรื่องคำสอนมากกว่า บางคลิปที่ปล่อยมาผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งที่รู้สึกว่าเราอยู่กับอาจารย์เยอะแล้วนะ แต่เหตุการณ์ที่ปล่อยออกมาผมไม่ได้อยู่”
จากข่าวที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ ความรู้สึกของเราต่ออาจารย์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?
“มุมจากที่เราสัมผัสอาจารย์ เรารู้ว่าอาจารย์เป็นคนยังไง เราเป็นห่วงซัพพอร์ตให้กำลังใจ แต่ในมุมสังคมที่ออกมาตั้งคำถามหรือตั้งประเด็น ผมไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิด ผมคิดว่ามิติของเหตุการณ์ต่างๆ มันมีหลากหลายมิติ ดังนั้นในมุมมองเก่งที่สัมผัสอาจารย์เป็นคนดี ผมซัพพอร์ต แต่ในมุมของสังคมผมเชื่อว่ามันละเอียดอ่อน ที่อาจารย์ต้องออกมาอธิบายด้วยตัวเอง แล้วผมก็ไม่ตัดสินด้วยนะว่าสิ่งที่สังคมหรือใครมาชี้ประเด็น ผมไม่ตัดสินเขาเลยว่าถูกหรือผิด เขาอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน”
แล้วจากเรื่องเงินบริจาคต่างๆ ที่คนอ้างว่าเงินไม่ได้เข้าวัด สำหรับเราเชื่อตามข่าวไหม?
“ผมไม่ตัดสินใจว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่จากประสบการณ์เก่ง 99% ที่ผมทำบุญร่วมกับอาจารย์ อาจารย์โชว์ยอดให้เราเห็น แต่มันอาจจะเป็น 1% ก็ได้ที่คนมาพูดถึงประเด็นเหล่านั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลย ผมอยู่กับอาจารย์เยอะจริง แต่ไม่ได้อยู่ 24 ชั่วโมง แล้วก็ไม่ได้อยู่ทุกวัน มันอาจจะเป็นเคสที่หลุดรอดสายตาเราไปก็ได้ หรือมันอาจจะไม่มีก็ได้ มันเป็นไปได้หมด แต่ประเด็นคือเคสที่ถูกกล่าวถึงมันไม่ได้อยู่ในสายตาของเราไง เลยให้ความคิดเห็นไม่ได้เลย”