วันที่ 21 ก.พ. เวลา 11.00 น. ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดเผยว่า การขนย้ายรถโบราณรอบปฐมฤกษ์ 52 คัน ระหว่างวันที่ 23-28 ก.พ. 2566 เข้าอาคารมิวเซียมใหม่ เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น ตนจึงได้มอบหมายให้คณะผู้บริหารทำการฝึกขับรถไมโครคาร์ให้ชำนาญก่อนวันจริง

พล.ท.บรรพต งามกัณหา ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมการสอน มูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม กล่าวว่าตนเองได้รับมอบหมายให้ขับรถ Messerschmitt ซึ่งเป็นรถไมโครคาร์ของประเทศเยอรมัน ผลิตโดย โรงงาน เมสเซอร์ชมิตต์ (Messerschmitt) ซึ่งเป็นโรงผลิตเครื่องบินรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในปี 1952 ได้ออกรถ เมสเซอร์ชมิตต์ รุ่น KR175 แต่สุดท้ายถูกนำไปให้บริษัทลูกที่แยกออกไปเพื่อผลิตและทำการตลาด

ต่อมาในปี 1955 จึงได้ออก เมสเซอร์ชมิตต์ (Messerschmitt) รุ่น KR200 โดยครั้งนี้ได้ลงมือผลิตเอง โดยใช้เครื่องยนต์ ฟิชเทิลแอนด์ซาคส์ (Fichtel & Sachs) ขนาด 191 ซีซี วางหลัง ขับเคลื่อนล้อหลัง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 90 ก.ม.ต่อชั่วโมง อัพเกรดฟังก์ชั่นหลายอย่าง อาทิ สีรถแบบทูโทน ฝาครอบดุมล้อ การตกแต่งภายในที่สวยงาม แถมมีเครื่องทำความร้อนภายในรถ (ฮีตเตอร์) นาฬิกา และม่านมังแดด โดยตั้งแต่ปีแรกที่ผลิตออกมา KR200 มีการตอบรับที่ดีเยี่ยมมียอดสั่งซื้อสูงถึง 12,000 คัน ส่วนองค์ประกอบภายนอก KR200 ฐานล้ออยู่ที่ 2.03 เมตร ตัวรถยาว 281.9 เมตร กว้าง 1.22 เมตร สูง 1.20 เมตร น้ำหนักรถ 230 ก.ก. ถือเป็นรถหายาก และผลิตจนถึงปี 1964 ก่อนที่ เมสเซอร์ชมิตต์ จะหันกลับไปสนใจในการผลิตเครื่องบินอีกครั้ง

“รถ Messerschmitt คันนี้ไม่ใช่รถโบราณทั่วไป แต่เป็นรถคันแรกที่คุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียมสะสม ผมจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอกของงาน ขนาด ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิ ยังให้เกียรติมานั่งซ้อนท้ายรถที่ผมขับเลย ถ้าไม่เรียกผมว่าพระเอกแล้วจะเรียกผมว่าอะไร” พล.ท.บรรพตกล่าวติดตลก

พล.อ.วรวิทย์ ชินะนาวิน ที่ปรึกษาด้านการศึกษา มูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม กล่าวว่าตนเองได้รับมอบหมายให้ขับ รถ BMW Isetta 300 ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นมาจาก BMW Isetta 250 โดยวิศวกรขยายกระบอกสูบเดี่ยวเป็นขนาดกระบอกสูบ 72 ม.ม. (2.8 นิ้ว) และระยะชัก 73 ม.ม. (2.9 นิ้ว) เป็นผลให้กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นจาก Isetta 250 ที่มี 12 แรงม้า เป็นมีกำลัง 10 กิโลวัตต์ (13 แรงม้า) ที่ 5,200 รอบต่อนาที และแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 18.4 นิวตันเมตร ที่ 4600 รอบต่อนาที ขณะที่ความเร็วสูงสุด อยู่ที่ราว 85 ก.ม./ช.ม. (53 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใช้เครื่องยนต์ BMW 4 จังหวะ ขนาด 300 ซีซี ให้พลัง 13 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 4 สปีด และเกียร์ถอยหลัง

ระบบกันสะเทือนหน้าแบบโช๊คสวิง อาร์ม (แบบเดียวกับรถจักรยานยนต์) ส่วนกันสะเทือนล้อหลังเป็นแบบแหนบเหล็ก (Leaf Springs) และระบบเบรกไฮโดรลิก มีความยาว 90 นิ้ว (2.28 ม.), กว้าง 54.5 นิ้ว (138.43 เซ็นติเมตร), สองล้อหลังขนาด 4.80 นิ้ว และสองล้อหน้า 10 นิ้ว ยอดขายของ BMW Isetta 300 นับตั้งแต่ปี 1955 จนถึงปี 1962 มีการจำหน่ายรถรุ่นนี้มากถึง 161,360 คัน

“การที่ดร.ภาคภูมิให้ทหารเก่าอย่างผมมาขับรถตำรวจเก่าอย่างรถ BMW Isetta 300 นอกจากผมจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆแล้ว ผมยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย” พล.อ.วรวิทย์ กล่าวไปหัวเราะไป

คุณอภิสิทธิ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ มูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม กล่าวว่าได้รับมอบหมายให้ขับรถ Checker Aerobus ซึ่งผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1962 จนถึงปี 1977 โดยออกมา 2 รุ่น คือซีดาน 6 ประตูกับ 8 ประตู และสเตชั่นแวกอน 7 ประตู และ 9 ประตู (รวมถึงประตูท้าย) ผลิตโดย บริษัทเชกเกอร์ มอเตอร์ส คอเปอเรชั่น (Checker Motors Corporation) สหรัฐอเมริกา รุ่นแรกๆ ใช้เครื่องยนต์ A318 V8 ของไครสเลอร์ (5.2 ลิตร) ให้กำลัง 190 แรงม้า ต่อมาในปี 1965 ได้เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ 327 V8 ขนาด 5.4 ลิตรของเชฟโรเลต ให้กำลัง 185 แรงม้า ให้ความเร็วสูงสุด 135 ก.ม./ชั่วโมง ก่อนที่ปี 1969 จะใช้เครื่องยนต์ 350 V8 ขนาด 5.7 ลิตรของเชฟโรเลต มีกำลัง 200 แรงม้า วางเครื่องยนที่ด้านหน้าของตัวรถ และขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง

มีฐานล้อจากล้อหน้าถึงล้อหลังยาวตั้งแต่ 3.924 ม. จนถึง 4.8 ม. ความยาวของตัวรถมีตั้งแต่ 6 ม. และ 6.9 ม. ความกว้างของตัวรถอยู่ที่ 1.93 ม. และสูง 1.581 ม. ขณะที่น้ำหนักของตัวรถเมื่อยังไม่รวมผู้โดยสารอยู่ที่ 2 ตัน และ 2.4 ตัน และบรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุด 15 คน รถยนต์ลีมูซีน สัญชาติอเมริกัน ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1962 จนถึงปี 1977 โดยออกมา 2 รุ่น คือซีดาน 6 ประตูกับ 8 ประตู และสเตชั่นแวกอน 7 ประตู และ 9 ประตู (รวมถึงประตูท้าย) ผลิตโดย บริษัทเชกเกอร์ มอเตอร์ส คอเปอเรชั่น (Checker Motors Corporation) ตั้งที่เมืองคาลามาซู (Kalamazoo) รัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์และรถแท็กซี่ที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา จุดประสงค์หลักในการผลิตลีมูซีนรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อรีสอร์ทและโรงแรมเพื่อรับ-ส่งแขกที่สนามบิน

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รถ Checker เป็นรถที่ยาวมาก การบังคับพวงมาลัยค่อนข้างยาก ยังดีที่วันนี้ได้ซ้อมขับก่อน ถ้าพรุ่งนี้ตนเองได้ซ้อมขับอีกสักวัน ในวันงานจริงคงจะไม่มีอุปสรรคอะไร

คุณไกรฤกษ์ ลักษณาภิรมย์ เพื่อนสนิทดร.ภาคภูมิ กล่าวว่าได้รับมอบหมายให้ขับรถ Nash Metropolitan ซึ่งเป็นรถยนต์อเมริกัน ของบริษัท Nash Motor Company ออกแบบโดย William J. Flajole ดีไซเนอร์อิสระจากดีทรอยต์ ในช่วงปี ค.ศ. 1950 โดยจ้างบริษัทจากอังกฤษก่อสร้างแล้วนำเข้าไปขายยังสหรัฐ เพื่อหลักเลี่ยงปัญหาค่าแรงราคาสูง ต่อมาควบรวมกิจการ กับ Hudson Motor Company ก่อตั้ง American Motors Corporation (AMC) Nash Metropolitan เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลขนาดเล็กที่ขายดีอย่างมากในสหรัฐฯ และแคนาดา โดยตั้งแต่ปี 1953 จนถึง 1962 ขายได้ถึง 94,986 คัน แบ่งเป็นขายในสหรัฐฯ 83,442 คัน และแคนาดา 11,544 คัน ขายดีจนกระทั่ง 3 ยักษ์ใหญ่วงการรถยนต์สหรัฐฯ ทั้งเจเนรัล มอเตอร์ส (GM), ฟอร์ด (Ford) รวมถึงไครส์เลอร์ (Chrysler) ต้องหันมาบุกตลาดรุ่นเล็กอย่างเต็มตัว ก็ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของ AMC จนต้องเลิกการผลิตไปเมื่อ ค.ศ. 1961

Nash Metropolitan ถูกผลิตออกมา 4 ซีรีส์ ที่จัดแสดงไว้ที่เจษฎาเทคนิค มิวเซียม เป็น Nash Metropolitan รุ่นที่ 3 ผลิตเมื่อ ค.ศ.1957 แบบเปิดประทุน เครื่องยนต์ 1,200 ซีซี 4 สูบ 4 จังหวะ มีพลัง 31 แรงม้า จากการทดสอบมีสมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมัน และทำความเร็วได้เกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถูกวางขายในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ประกอบกับเป็นรถที่เปิดประทุนนิยมขับรับลมตอนเย็นๆ คนไทยจึงตั้งชื่อแบบไทยๆ ให้กับ Nash Metropolitan คันนี้ว่า “แนช ลอยลม”
“ดร.ภาคภูมิได้ซื้อร้านอาหารบ้านปี้เฮือนน้องของผมซึ่งอยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อกลางปีที่แล้ว อาจเพราะมีความชอบสะสมของเก่าเหมือนกันจึงได้คบกันเป็นเพื่อน”

“ผมพึ่งบินมาจากเชียงใหม่เมื่อเช้านี้ พอลงจากเครื่องบินก็มุ่งตรงมาที่เจษฎาเทคนิคมิวเซียมทันที เพราะ ตั้งใจมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์กับทางมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม”

“ผมขอขอบคุณคุณเจษฎา และ ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ ที่ให้ผมได้ขับรถโบราณรอบปฐมฤกษ์ และขอขอบคุณพี่ๆที่ปรึกษาทุกท่านที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น” คุณไกรฤกษ์ กล่าวปิดท้าย


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน