วันที่ 22 ก.พ. เวลา 13.00 น. ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดเผยว่าวันที่ 23 – 28 ก.พ. 2566 เจษฎาเทคนิคมิวเซียมจะทำการขนย้ายรถโบราณ จำนวน 52 คันรอบปฐมฤกษ์เข้าอาคารมิวเซียมใหม่ โดยวันที่ 23 ก.พ. เวลา 09.09 น. จะเป็นการเคลื่อนย้ายรถเพียง 9 คันก่อน ส่วนรถที่เหลือจะทำการขนย้ายในวันต่อๆไปจนครบทั้ง 52 คัน และเพื่อให้เกิดความพร้อมมากที่สุดการตรวจสอบ วันนี้จึงเป็นการทำงานวันสุดท้ายก่อนเคลื่อนย้ายรถโบราณจริงๆในวันพรุ่งนี้
รถโบราณทั้ง 52 คันจำแนกเป็น 3 จำพวก จำพวกที่ 1 เป็นรถประเภทรถไมโครคาร์ จำนวน 36 คัน ประกอบด้วยด้วยรถยี่ห้อ Mochet จำนวน 2 คัน , รถ Willam Sukke จำนวน 2 คัน , รถ Steinwinter จำนวน 5 คัน , รถ Super comtesse จำนวน 2 คัน , รถ Erad จำนวน 3 คัน , รถ Peel จำนวน 4 คัน , รถ BMW 600 จำนวน 3 คัน , รถ BMW Isetta จำนวน 2 คัน , รถ Messerschmitt จำนวน 3 คัน , รถ Zundapp Janus จำนวน 2 คัน , รถ Bond Bug จำนวน 2 คัน , รถ Trojan จำนวน 2 คัน และรถ Arola จำนวน 4 คัน จำพวกที่ 2 เป็นรถประเภทรถคลาสสิคคาร์ จำนวน 13 คัน ประกอบด้วยรถยี่ห้อ Checker Aerobus จำนวน 4 คัน , รถ Citroen HY จำนวน 6 คัน , รถ Renault 4CV จำนวน 1 คัน และรถ Nash จำนวน 2 คัน จำพวกที่ 3 เป็นรถประเภทรถบัส จำนวน 3 คัน ประกอบด้วยรถยี่ห้อ Bus Modified San Francisco จำนวน 1 คัน , รถบัสเปิดประทุน 2 ชั้น Double Decker Hollywood จำนวน 1 คัน , รถบัสเปิดประทุน 2 ชั้น Double Decker Leyland จำนวน 1 คัน
ดร.ภาคภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ ทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจแบบนี้ก็เพราะอยากให้มิวเซียมใหม่เป็นที่น่าประทับใจแก่พี่น้องทุกท่าน การสร้างความทรงจำแบบนี้จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
รถโบราณที่เจษฎาเทคนิคมิวเซียมมีนั้นโดยรถส่วนใหญ่ของเราเป็นรถตระกูลไมโครคาร์
Microcar เป็นคำที่มักใช้กับรถยนต์ขนาดเล็กที่สุด มีสามหรือสี่ล้อ และมักมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า 700 ซีซี (43 ลูกบาศ์กนิ้ว) รถไมโครคาร์บางประเภท ได้แก่ รถบับเบิ้ล รถจักรยาน รถอินวาคาร์ รถสี่ล้อ และรถวอยเจอร์เรตต์ ไมโครคาร์มักจะอยู่ภายใต้ข้อบังคับแยกต่างหากจากรถยนต์ทั่วไป โดยมีข้อกำหนดที่ผ่อนปรนสำหรับการจดทะเบียนและออกใบอนุญาต ไมโครคาร์ได้รับการนิยามว่าเป็น “รถยนต์ขนาดเล็กมาก เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ออกแบบมาสำหรับใช้ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น” แม้ว่าในญี่ปุ่นจะเรียกรถประเภทนี้ว่าเคคาร์ก็ตาม ไมโครคาร์ยังได้รับการนิยามว่าเป็น “รถยนต์ขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมในทศวรรษที่ 1950 ซึ่งมีตัวถังที่ให้การป้องกันสภาพอากาศเต็มรูปแบบ และกลไกมักมาจากเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์”
แม้ว่าในทศวรรษที่ 1950 กระแสนิยมไปสู่รถยนต์รูปทรงไข่ที่มี อัตราส่วนของหน้าต่างต่อตัวถังที่ค่อนข้างใหญ่หมายความว่ามีการใช้คำว่า Bubble Car ซึ่งเป็นที่รักใคร่ รถไมโครคาร์มีสามหรือสี่ล้อ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นรถสามล้อก็ตาม ซึ่งในหลายประเทศ หมายความว่ารถเหล่านี้มีคุณสมบัติในการเสียภาษีต่ำกว่าและได้รับใบอนุญาตเป็นรถจักรยานยนต์ ลักษณะทั่วไปอีกประการหนึ่งคือเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุน้อยกว่า 700 ซีซี (43 ลูกบาศก์นิ้ว) แม้ว่ารถยนต์หลายคันที่มีเครื่องยนต์ขนาดไม่เกิน 1,000 ซีซี (61 ลูกบาศ์กนิ้ว) ก็ได้รับการจัดประเภทเป็นไมโครคาร์เช่นกันบ่อยครั้งที่เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบมาสำหรับรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะ คำว่า microcar มักจะใช้กับรถยนต์ขนาดเล็กที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น รถยนต์ที่สร้างขึ้นก่อนสงครามมักเรียกกันว่ารถจักรยาน อย่างไรก็ตาม คำจำกัดความในพจนานุกรมฉบับหนึ่งระบุเพียงว่ารถยนต์ขนาดเล็กคือ “รถยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดน้ำมัน”
รถไมโครคาร์สามารถเคลื่อนที่ได้ง่ายในพื้นที่คับแคบ คุณสามารถจอดรถไว้ได้เกือบทุกที่ เติมน้ำมันในอัตราไมโคร และพวกมันก็เติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมในเมืองที่แออัด ในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเชื้อเพลิงขาดตลาดและมีการปันส่วนเป็นเวลาหลายปีหลังจากการสู้รบสิ้นสุดลง รถยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดเชื้อเพลิงก็สมเหตุสมผล ทุกวันนี้ ไมโครคาร์กำลังกลับมาในรูปแบบของ Smart Car, Elio, Wildfire และอื่น ๆ ความพยายามในคำจำกัดความที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นสำหรับรถขนาดเล็กที่แนะนำโดยผู้ที่ชื่นชอบบางคนคือ “รถประหยัดที่มีสามล้อหรือสี่ล้อ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาดไม่เกิน 700 ซีซีหรือระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และผลิตตั้งแต่ปี 1945” ดร.ภาคภูมิ อธิบายเพิ่มเติม
“ผมหวังว่าจะได้รับความสนใจจากแฟนคลับเจษฎาเทคนิคมิวเซียมเป็นอย่างดี และขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชื่นชมความสวยงามของรถโบราณของเรา โดยแฟนคลับที่สนใจสามารถติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากเจษฎาเทคนิคมิวเซียมผ่าน เพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/jesadatechnikmuseumfanpage ซึ่งสามารถกดติดตามได้ทันที” ดร.ภาคภูมิ กล่าวปิดท้าย

