เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 มี.ค. ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ กก.บห.เจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดเผยว่า การย้ายรถโบราณจากสถานที่เดิมไปอาคารใหม่ จำนวน 52 คันในช่วงวันที่ 23-28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี
“แผนต่อไปคือการย้ายรถโบราณล็อตที่ 2 อีก 52 คัน ภายใน 2-3 เดือนนับจากนี้ ซึ่งน่าจะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าใกล้เวลาย้ายรถจริงๆตนเองจะประชาสัมพันธ์ให้แฟนคลับ และ ผู้ที่ชื่นชอบในรถโบราณได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง และแผนการย้ายรถโบราณล็อตที่ 3 ซึ่งเป็นล็อตสุดท้ายในปีนี้จะเกิดขึ้นราวๆเดือนตุลาคม จากนั้นทางเจษฎาเทคนิคมิวเซียมก็จะเปิดให้ทุกท่านเข้าชมรถโบราณที่อาคารใหม่ (เฉพาะชั้นล่าง) นี้เป็นรอบโหมโรงสักเดือนหนึ่ง” ดร.ภาคภูมิ กล่าว
ดร.ภาคภูมิ กล่าวอีกว่า ระหว่างที่ทีมงานวางแผนการย้ายรถโบราณยอดรวมทั้งหมดประมาณ 156 คัน ให้สำเร็จลุล่วงภายในปีนี้ ตนได้ปรึกษากับผู้รู้หลายๆท่านในการเปิดโซน “ธงไทย” ที่บริเวณชั้น 2 ของอาคารใหม่ด้วย เนื่องจากเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และถ้าศึกษากันดีๆจะเห็นได้ว่าเรามีธงชาติหลายเวอร์ชั่น มีวิวัฒนาการการปรับเปลี่ยนรูปแบบธง สีของธงอันน่าสนใจ จึงควรจะมีการเก็บรวบรวมทั้งรูปแบบประวัติ ที่มา และเกร็ดความรู้ต่างๆให้ประชาชนรุ่นหลังได้ศึกษา
ดร.ภาคภูมิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ธงกองทัพต่างๆก็มีหลากหลาย เป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่ธงดังกล่าวกลับไม่ได้รับการเผยแพร่ให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาเชิงประจักษ์เท่าที่ควร จึงอยากเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของธงชาติ และธงของกองทัพ โดยเจษฎาเทคนิคมิวเซียม ขออาสามีส่วนร่วมเผยแพร่ความรู้อันทรงคุณค่านี้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์ แม้ว่าจะทำได้ในพื้นที่ที่ไม่ใหญ่มาก แต่รับรองว่าจะทำให้สุดกำลังความสามารถ
“ ธงชาติไทย และ ธงกองทัพทุกผืนล้วนแต่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติทั้งหมดทั้งสิ้น ดังนั้นเรื่องที่ใหญ่ขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะทำเพียงคนเดียว ผมขอขอบคุณคณะที่ปรึกษาของเจษฎาเทคนิคมิวเซียมทุกท่าน โดยเฉพาะท่านที่เป็นทหารเก่าที่ช่วยจัดเตรียมข้อมูลอย่างแข็งขันเป็นอย่างดี”ดร.ภาคภูมิ กล่าว
ดร.ภาคภูมิ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่เข้ามาทำเรื่องนี้เพราะเห็นว่าประวัติศาสตร์ของธงชาติไทยและธงของกองทัพนั้นไม่ใช่สมบัติของใครบางคนที่จะเก็บไว้ภูมิใจส่วนตัว แต่เป็นสมบัติของประชาชนคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ และ ทุกหมู่เหล่า ผมในฐานะเจ้าของพิพิธภัณฑ์เล็กๆ จึงอยากจะเผยแพร่ความภาคภูมิใจนี้แด่ประชาชนชาวไทยทุกท่าน เรามาร่วมกันภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วยกัน
“ธงชาติเพียงผืนเดียว แต่บรรจุเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ความทรงจำของแต่ละยุคสมัยไว้อย่างล้นปรี่ สามารถแสดงถึงอำนาจอธิปไตย และ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทย เช่นเดียวกับธงกองทัพ ที่สามารถเล่าได้ทั้งหมดว่าเป็นธงของกองทัพใด ธงนั้นถูกจัดทำสำหรับภารกิจใด จึงเห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาเผยแพร่ จัดแสดง ให้คนรุ่นหลังได้เห็น ได้ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ไม่ใช่เลือนหายไปตามกาลเวลา หรือเรียนรู้กันเฉพาะกลุ่มองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะ” ดร.ภาคภูมิ กล่าว



