บทบรรณาธิการ : เงินการเมือง

บทบรรณาธิการ : ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกตัวว่า มาตรการอัดฉีดเงินให้กับประชาชนครั้งล่าสุดด้วยวงเงินกว่า 100,000 ล้านบาทนั้นเป็นเรื่อง “การเมือง” หรือไม่

เพราะถ้าพิจารณาจากหลักการเบื้องต้น ว่าการเมืองคือการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ในสังคม อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น

และถึงจะเป็นการเมือง ก็เช่นเดียวกันกับที่โฆษกรัฐบาลพูดออกตัวไว้เมื่อมีคนทัก ว่าการอัดฉีดเงินนั้นไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าประชาชนผู้รับเงินจะต้องลงคะแนนเสียงให้กับคนหรือพรรคที่แจกเงินเสมอไป

กรณีนี้เป็นความจริงที่มีตัวอย่างในอดีตสนับสนุน

ก่อนหน้านี้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยใช้เวลาคืนสุดท้ายของการเป็นรัฐบาล ผ่านกฎหมายอนุมัติงบประมาณกว่า 120,000 ล้านบาท เพื่อการอัดฉีดให้กับประชาชน

แต่ผลการเลือกตั้งในปี 2554 กลับเป็นพรรคเพื่อไทยที่ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย และส่งให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

ล่าสุด ในการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศมาเลเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมา นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียขณะนั้น ก็อนุมัติงบประมาณจำนวนมหาศาลเข้าไปช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มรากหญ้า

กระนั้นก็ยังพ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อพรรคผสมของนายอันวาร์ อิบราฮิม-นายแพทย์มหาเธร์ โมฮัมหมัด

ฉะนั้น ประเด็นที่ควรจะสนใจยิ่งกว่าการใช้จ่ายเงินจะส่งผลทางการเมืองอย่างไร ก็คือการใช้จ่ายเงินนั้นจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ตกไปถึงมือของประชาชนกลุ่มที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่

เพราะนี่มิใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทุ่มเงินอัดฉีดลงไปที่กลุ่มรากหญ้า แต่ผลที่ปรากฏออกมากลับเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือโยนหินลงไปในมหาสมุทร

รัฐบาลจะสรุปบทเรียนจากความล้มเหลวที่ผ่านมาอย่างไร มีความสามารถจะฉุดให้ประชาชนส่วนใหญ่พ้นจากสภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” ได้อย่างไร

นี่จึงเป็นคำถามที่สำคัญกว่า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

บทบรรณาธิการ : บทพิสูจน์ กกต.

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน