สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่ควรจะเป็น
สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่ควรจะเป็น : กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นทันทีสำหรับสูตรคำนวณส.ส.บัญชี รายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์
เมื่อฝ่ายหนึ่งยึดคะแนน 7.1 หมื่น เป็นเกณฑ์สำหรับการคำนวณหาส.ส.พึงมี
แต่อีกฝ่ายเห็นชอบกับหลักการกระจายส.ส.ไปให้พรรคขนาดเล็ก แม้จะมีเพียง 3-4 หมื่นเสียง
ขณะที่กกต.ไม่มีความชัดเจน
แล้วในมุมมองนักวิชาการคิดว่าต้องใช้สูตรไหน
นันทวัฒน์ บรมานันท์
คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
สูตรคำนวณเหล่านี้ควรมีความชัดเจนก่อนการเลือกตั้งคือต้องเปิดเผยให้คนได้รับทราบด้วย ยิ่งมีเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป หรือไม่
คงต้องไปถามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่าตอนร่างต้องการอะไร เป็นการค้นหาเจตนารมณ์การร่าง ฉะนั้นถ้ากกต.ชัดเจนตั้งแต่ต้น แล้วมีการคำนวณสูตรโดยทำความเห็นผ่านกรธ.มาแล้ว เพราะกฎหมายลูกต่างๆก็เกิดมาจากการร่างของกรธ.ทั้งนั้น ซึ่งจะได้ความเห็นที่เด็ดขาด ไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่วันนี้มาปล่อยให้กกต.คิดไปเอง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและนักการเมืองก็คิดกันไปอีกแบบหนึ่งไม่มีข้อยุติ หากจะให้มีข้อยุติได้ก็ควรกลับไปสอบถามนายมีชัย ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าเขียนเพื่ออะไรไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาโยนกันไปโยนกันมา แต่กกต.ควรทำเรื่องขอเข้าพบนายมีชัย เรื่องเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องที่จะมาถือศักดิ์อะไรกัน ต้องจบเร็วที่สุด เพราะวันนี้เกิดข้อกังขาเยอะมาก มีข่าวออกไปยังนอกประเทศด้วย
ไม่ใช่ว่าให้นายมีชัยเป็นคนตัดสิน แต่เพราะเบื้องหลังเป็นคนเขียนกฎหมายและตั้งสูตรคำนวณขึ้นมา แม้จะมีคณะอื่นๆที่เกี่ยวข้องมาร่วมงานก็ตาม แต่กรธ.ถือเป็นตัวหลักเขียนกฎหมาย หรือให้ผู้ที่เคยร่วมร่าง สูตรชี้แจงให้ทราบสูตรที่แท้จริงจะดีกว่า ปล่อยให้อึมครึมอยู่แบบนี้ไปอีก 1 เดือนคงไม่ไหว
สูตรที่พูดถึงมีทั้ง 2 ฝ่าย แต่แท้จริงต้องไปถามคนที่ออกแบบรัฐธรรมนูญต้องการให้มีพรรคจำนวนมากใช่หรือไม่ แล้วถ้าพรรคใหญ่ได้คะแนนเสียงมาก แต่ไม่มีสิทธิ์ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือว่าผิดปกติ
เพราะพรรคใหญ่ได้รับเสียงจากประชาชนจำนวนมากแต่ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ได้เลยก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก จะเข้าใจได้อย่างเดียวว่าพรรคใหญ่พอแล้วต้องการให้พรรคเล็กขึ้นมา แต่ก็สวนทางกับความพยายามทำให้พรรคเป็นปึกแผ่นบริหารประเทศได้
ถ้าเป็นแบบนี้จะอยู่ในช่วงรัฐบาลผสมเหมือนรัฐบาลยุคก่อนๆนี้ การบริหารประเทศก็จะไม่มั่นคง
วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต
การคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ จากตัวเลขที่พึงมี ตัวเลขขั้นต่ำคือ 7.1 หมื่นเสียงโดยประมาณ ถ้าพรรคเล็กได้ที่นั่งไปด้วยมองว่าไม่ยุติธรรม เกิด ความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างคะแนนค่อนข้างสูง
พรรคเล็กที่ได้ที่นั่งส.ส. ที่ได้คะแนนเพียงแค่ 3 หมื่นเสียง เปรียบเทียบเท่ากับคะแนนการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น บางจังหวัดยัง มีคะแนนมากกว่านี้ จึง ไม่สามารถอธิบายได้ว่าการคำนวณแบบนี้จะเกิดความเป็นธรรมหรือความหลากหลายได้เลย สูตร 7 หมื่นของการเลือกตั้งระดับชาติเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้
ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งของ กกต.คือไม่ได้อธิบายให้ส.ส.รับทราบเรื่องการคำนวณจำนวนส.ส. ซึ่งต้องอธิบายตั้งแต่ต้นก่อนมีกติกาการเลือกตั้ง สมมติหากมีผู้มาใช้สิทธิ์ 5 หมื่นคน หรือผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งประเทศ 50 ล้านคน ตัวเลขขั้นต่ำของเก้าอี้บัญชีรายชื่อควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งควรชัดเจนแบบนี้ตั้งแต่ต้น
ตอนนี้เหมือนกับปล่อยให้พรรคคำนวณกันเองก็นำไปสู่ความแตกแยก การตีความแบบเข้าข้างตัวเองก็ทำให้เกิดความรู้สึกกระทบกระทั่งกัน อีกทั้งการตีความหรือวินิจฉัยของกกต.ก็ขัดกับหลักผลประโยชน์ของพรรคการเมือง
สูตรเพิ่มส.ส.ให้พรรคเล็กที่คะแนนต่ำกว่า 7 หมื่นเสียง ไม่เป็นธรรมกับพรรคใหญ่ จะยิ่งนำไปสู่การสร้างอำนาจการต่อรองของพรรคเล็กด้วยกันเอง นำไปสู่การก่อตัวของกลุ่มผลประโยชน์เพื่อต่อรองเก้าอี้หรือการขอเสียงสนับสนุนได้ พรรคใหญ่เขารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการมองว่าคะแนนตกน้ำแต่ไม่ถูกนำมาพิจารณาซึ่งไม่ยุติธรรม
พูดง่ายๆว่าเป็นข้อบกพร่องของกกต.โดยสิ้นเชิงที่ไม่ยอมชี้แจงเรื่องการ กระจายคะแนนตั้งแต่ต้น เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้วความบกพร่องคือปล่อยให้เกิดการคาดเดากัน จนนำไปสู่การตีความที่อาจจะนำไปสู่ความแตกแยกได้
ประเด็นต่อมาระบบเลือกตั้งแบบนี้จะนำไปสู่การทำให้พรรคเล็กมีโอกาสยุบรวมกับพรรคใหญ่กว่าในอนาคต เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ท้ายที่สุดความเป็นสถาบันพรรคการเมืองก็ไม่สามารถอยู่ได้
เชื่อว่ากกต.จะไม่ประกาศเรื่องสูตรจนกว่าจะถึงวันที่ 9 พ.ค. เพราะ หากประกาศล่วงหน้าจะทำให้พรรคใหญ่ พรรคกลาง วิ่งจับขั้วแต่
หากยังไม่ประกาศจะทำให้ยืนระยะห่าง พรรคไม่สามารถจับขั้วกันได้ อย่างถนัด ซึ่งจะเข้าทางคสช.
สติธร ธนานิธิโชติ
นักวิชาการชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า
เมื่อคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อตาม มาตรา 128 พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นแบบ 16 พรรคที่จะได้ส.ส. ตามที่หลายพรรคทั้งเพื่อไทย อนาคตใหม่ คำนวณ ไม่ใช่แบบ 20 กว่าพรรค
วิธีคิดที่ส่งผลให้พรรคเล็กได้ส.ส.กันจำนวนมากไม่สมเหตุสมผล เพราะพรรคที่ได้คะแนนไม่ถึง 7.1 หมื่น ไม่ได้ส.ส.พึงมี ไม่อาจมีส.ส.ได้
หากคำนวณตามมาตรา 128 ทีละข้อจะได้ผลลัพธ์ตรงกัน จะเห็นว่าเมื่อคิดจำนวนส.ส.พึงมีแต่ละพรรค หักจากส.ส.เขตที่แต่ละพรรคชนะได้ส.ส.แล้ว ก็จะได้จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค
ตามผลคะแนนล่าสุด คิดแล้วผลรวมของส.ส.บัญชีรายชื่อได้ 152 จึงปรับสัดส่วนตาม (7) โดยนำจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับคูณกับ 150 แล้วหารด้วย 152 จากนั้นนำผลลัพธ์ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคมาคิดตาม (4) และ (5) ที่ให้ยึดเฉพาะจำนวนเต็มก่อน จะได้ผลรวมคือ 138 ขาดไป 12 ก็ปัดเศษให้ 12 พรรคที่มีเศษทศนิยมสูงสุด
ผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบที่มี 16 พรรคที่จะได้ส.ส. โดยพรรคอันดับที่ 16 ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คนก็จะสอดคล้องกับจำนวนส.ส.พึงมีที่จะได้รับ เพราะได้คะแนนเกินกว่า 1 ขึ้นไป ไม่ขัดต่อ (5) ท่อนสุดท้าย ที่กำหนดว่าพรรคที่จะได้รับส.ส.บัญชีรายชื่อต้องไม่เกินกว่าจำนวนส.ส. ที่แต่ละพรรคพึงมี เว้นแต่พรรคที่ชนะส.ส.เขต เกินจำนวนส.ส.พึงมี ก็จะได้รับส.ส.ไปตามที่ชนะ ซึ่งก็คือเพื่อไทย
ตอนนี้สูตรส.ส.บัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 ถูกนำมาใช้เป็นเรื่องทางการเมือง เริ่มมีการตีความกันว่าถ้าหากพรรคเล็กนับสิบพรรคได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ทั้งที่จำนวนส.ส.พึงมีของพรรคนั้นไม่ถึง 1 จะเอื้อประโยชน์ให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เช่นเดียวกับเพื่อไทยและอนาคตใหม่ที่คิดตามสูตรของมาตรา 128 แบบเป๊ะๆ ถึงแม้ว่าจะถูกต้อง แต่ก็จะถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน ได้ประโยชน์เหมือนกัน
ขณะเดียวกัน กรธ.ยืนยันตามสูตรคิดแบบที่จะทำให้พรรคเล็กได้ส.ส.บัญชีรายชื่ออย่างละ 1 คน นับสิบพรรค แม้จำนวนส.ส. พึงมีจะได้ไม่ถึง 1 ครั้งกรธ.จัดทำพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.คงคิดแบบหนึ่ง แต่เมื่อร่างมาตรา 128 ออกมาวิธีคิดจะทำให้ได้ผลอีกแบบหนึ่ง จินตนาการกับข้อความที่เขียนในกฎหมายไม่ตรงกัน
เมื่อคิดตามข้อ (7) ต้องหารด้วย 152 แต่เมื่อคิดแบบนี้จะนำไปหาร 176 อ้างว่ามาจากการนำ 150 จำนวนของส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด บวกกับ 26 ซึ่งเป็นส่วนเกิน จากพรรคเพื่อไทยที่ได้ส.ส.เขต 137 ที่นั่ง แต่จำนวนส.ส.พึงมี 111 ที่นั่ง แต่สูตรนี้ไม่ได้อยู่ในมาตรา 128
เมื่อสูตรคิดส.ส.ถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองจึงเห็นกกต.ถอยออกมาก่อน ยังไม่ยืนยันชัดเจนถึงวิธีคิดคำนวณ กกต.ควรเลือกยึดตามหลักที่กำหนดไว้ เผื่อไม่ให้ผลเบี้ยวไป
อีกทั้งการแจกใบเหลืองใบแดงของกกต.ทั้งก่อนประกาศผลและหลังประกาศผลคะแนนที่ต้องเลือกตั้งซ่อมก็ต้องถูกนำมาคิดหาส.ส.บัญชีรายชื่อกันใหม่อีก จนกว่าจะครบ 1 ปี
สูตรการคิดส.ส.บัญชีรายชื่อจะเป็นระเบิดเวลาทางการเมืองอีกลูกหนึ่งในอนาคต ที่ต้องมีผู้ร้องให้ศาลตีความแน่นอน
ยุทธพร อิสรชัย
รศ.ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ.
ถ้าดูจากมาตรา 128 พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. วิธีคำนวณจะมีขั้นตอน โดยตัวเลขส.ส.พึงมี ต้องได้เสียงประมาณ 7.1 หมื่นกว่าๆ ฉะนั้นถ้าดูแง่นี้แล้วจะสะท้อนให้เห็นว่าการไปเติมส.ส.ให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงสัดส่วนส.ส.พึงจะมี ก็คงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามสิ่งที่กฎหมายเขียนไว้
การไปตีความเช่นนี้จะส่งผลทำให้เกิดคะแนนเสียงฟรี คือคะแนนที่เลือกพรรคใหญ่จะถูกมาถ่วงคะแนนให้บรรดาพรรคเล็กที่ได้สัดส่วนไม่ถึงส.ส.พึงมี 7.1 หมื่น แสดงว่าคนที่เลือกพรรคใหญ่ส่วนหนึ่งเป็นคะแนนเลือกฟรี เพราะเป็นคะแนนที่ไม่ได้มีความหมายในส่วนนั้น
อีกประการคือในการทำหน้าที่ส.ส.ในสภา อำนาจหน้าที่ บทบาท เหมือนกันทุกประการ ดังนั้นส.ส.ประเภทเดียวกันต้องมีที่มาเดียวกันด้วย ส.ส.เขตต้องที่มาเดียวกัน ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องที่มาเดียวกัน ถ้าส.ส.บัญชีรายชื่อมาด้วยสัดส่วน 7.1 หมื่น ทุกคนก็ต้องมาด้วย 7.1 หมื่นขึ้นไปเหมือนกัน จึงจะมีความเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ส.ส. ไม่ใช่คนหนึ่งมาด้วย 7.1 หมื่น แต่อีกคนมาด้วย 2-3 หมื่น จึงคิดว่าหลักมาตรา 128 เขียนไว้ชัดอยู่แล้ว
แน่นอนจะเกิดความไม่เป็นธรรมกับพรรคใหญ่เพราะทำให้เกิดคะแนนเสียงฟรี พรรคใหญ่ก็จะถูกถ่วงคะแนนส่วนหนึ่งลงไปให้กับพรรคเล็ก อันที่จริงเสียงตกน้ำที่ถูกอ้างนั้นก็ไม่มีทางตกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่ต้องยึดวันนี้คือเจตจำนงของประชาชนคืออะไร ถ้าเจตจำนงคือ 7.1 หมื่น ได้เป็นส.ส.ก็ต้องยึดเป็นหลัก ใครได้ไม่ถึงก็ไม่ควรจะได้รับเลือกเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ
ตรงนี้เป็นความผิดพลาดเชิงระบบจัดสรรปันส่วนผสม ระบบนี้ซับซ้อน มากเกินไป แม้จะพยายามจะทำให้พรรคเฉลี่ย ส.ส.ออกไปก็จริงแต่ว่าหลักคิด ดังกล่าวต้องสอดคล้องกับวิธีการอื่นๆด้วย
ที่เกิดปัญหาเพราะเราใช้ระบบนี้แต่เอามาใช้ไม่หมด ไปจำกัดจำนวนส.ส.ไว้จึงเกิดปัญหาผกผันอย่างนี้ ถ้าให้พรรคเล็กตกน้ำพรรคใหญ่ก็ได้ แต่ถ้าพรรคใหญ่ตกน้ำพรรคเล็กก็ได้ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าไม่ให้คะแนนตกน้ำเลยคงเป็นไปไม่ได้ภายใต้กติกานี้
คิดว่าสิ่งที่สำคัญวันนี้คือกกต.ต้องแถลงหลักการให้ชัดเจน เพราะหลักการสามารถประกาศได้ทันทีไม่ต้องรอจำนวนส.ส.เขต การประกาศหลักการก่อนจะทำให้สังคมไม่ต้องมีข้อถกเถียงว่าสูตรไหน เพราะทุกวันนี้เป็นสูตรคำนวณกันเองทั้งนั้น ยังไม่ใช่สูตรที่กกต.รับรอง ถ้ากกต.กำหนดกติกาก่อนจะมีตัวเลขคิดว่าจะสร้างความเป็นธรรม กกต.เองก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้นด้วย
อย่าลืมว่าการยื่นถอดถอนกกต.ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว แต่มีอีกหลายเรื่อง เช่น บัตรเขย่ง บัตรนิวซีแลนด์ ตัวเลขที่เปลี่ยนไป ฉะนั้นถ้ากกต.ประกาศหลักการให้ชัดเจน ข้อสงสัยข้อซักถามก็จะลดลงไปได้พอสมควร