กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดเวทีเสวนา ‘TH-AI Passport Forum’ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อเปิดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไป โดยได้รับเกียรติจาก ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานนำทีมหารือ พร้อมด้วย พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), เวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงฯ และผู้แทนจากกลุ่มบริษัทคู่สัญญา ร่วมขึ้นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะและตอบทุกข้อสงสัย
การเสวนาในครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนโครงการ ‘TH-AI Passport’ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ภายใต้หลักการสำคัญ ‘ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ เพื่อยกระดับทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่คนไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคนไทยในโลกการทำงานแห่งอนาคต

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
วิกฤตดัชนี AI ไทย กับโจทย์ท้าทายระดับชาติ
พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงเบื้องหลังและที่มาของการริเริ่มโครงการนี้ว่า ที่ผ่านมาพันธกิจของกระทรวงดีอี (นับตั้งแต่ยุคกระทรวง ICT) มีการจัดทำแผนระดับชาติและขับเคลื่อนตัวชี้วัดต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะส่วนเป็นระยะ ทั้งเด็ก บุคคลทั่วไป และนิติบุคคล ผ่านเครือข่ายของกระทรวง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปัจจุบันยังเติบโตได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะปัจจัยหลักด้าน AI ที่อันดับความสามารถของประเทศตกลงอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดในปี 2568 ดัชนีความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทยหล่นลงไปอยู่อันดับที่ 84 ของโลก ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล และเกือบจะรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน โดยยังคงเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น
ด้วยตัวเลขอันดับที่ถดถอยนี้เอง จึงกลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กระทรวงดีอีนำมาพิจารณาในการออกแบบโครงการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในภาพรวมอย่างเร่งด่วน ประจวบเหมาะกับช่วงที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่งในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณ รัฐบาลได้ประกาศ 5 นโยบายหลักที่ให้ความสำคัญกับการเสริมทักษะ พัฒนาทักษะ (Upskill / Reskill) ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
เปิดเบื้องหลัง TH-AI Passport พร้อมรองรับผู้ใช้ 5 ล้านคน
ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวต่อไปว่า จากการประเมินบทเรียนในอดีต การให้ความช่วยเหลือเฉพาะทางหรือการทดสอบในวงกว้างที่ผ่านมา ยังไม่สามารถสร้างความคืบหน้าได้เท่าที่ควร เมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดของประเทศและนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำ กระทรวงจึงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกและเข้าถึงประชาชนในวงกว้างที่สุด โดยอาศัย ‘เงินนอกงบประมาณ’ จากกองทุนดีอี ซึ่งในขณะนั้นมีวงเงินอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท มาใช้เป็นทุนประเดิมในการดำเนินงาน
ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย กระทรวงได้วิเคราะห์ว่า จากประชากรไทยทั้งหมดประมาณ 65 ล้านคน หากหักกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุออกไปราว 15 ล้านคน จะเหลือประชากรวัยแรงงานที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจและพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ประมาณ 50 ล้านคน ทางโครงการจึงตั้งเป้าหมายขั้นต่ำในการเข้าถึงไว้ที่ร้อยละ 10 ของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว หรือคิดเป็นจำนวน 5 ล้านคน

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
ต่อประเด็นคำถามและข้อกังวลในเวทีเสวนาเกี่ยวกับศักยภาพและความเสถียรของระบบ ว่าจะเกิดปัญหาระบบล่มหรือไม่ และระบบจะรองรับการใช้งานอย่างไรเมื่อมีผู้ได้รับสิทธิ์สูงถึง 5 ล้านคน ปลัดกระทรวงดีอี ให้คำตอบว่า นโยบายในกรอบวงเงินที่มีอยู่นี้เดิมทีระบบถูกออกแบบและกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำเอาไว้ให้สามารถรองรับผู้ใช้งานอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากการสร้างระบบขนาดใหญ่ที่ต้องมีสัดส่วนรองรับอย่างน้อย 10% ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 5 ล้านคน เพื่อรองรับผู้ใช้งานในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือช่วงพีก (Peak) ที่มีการเข้าระบบและออกระบบพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงดีอีได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่เข้มงวดและนโยบายตรงจากท่านรัฐมนตรีเพิ่มเติมว่า “ระบบงานของโครงการนี้ เราได้กำชับไปทางผู้รับจ้างแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้งานมากที่สุดหรือน้อยที่สุด โครงการนี้ก็ต้องรองรับการใช้งาน 5 ล้านคนได้พร้อมกัน อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างแล้ว ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย”
เจาะลึก 3 กลุ่มเป้าหมาย มุ่งสร้างทักษะยกระดับคนไทยทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ย้ำว่า ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำเงินไปแจกหรือให้สิทธิ์แล้วจบไป แต่เป็นการสร้างทักษะเพื่อการพัฒนาตนเองและกระตุ้นการมีส่วนร่วมในวงกว้าง โดยโครงการได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายหลักในข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) ออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้สามารถติดตามผลได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 นักเรียน นักศึกษา มุ่งเน้นลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างผู้เรียนในเขตเมืองและในภูมิภาค โดย AI จะเข้ามาช่วยลดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
กลุ่มที่ 2 บุคลากรภาครัฐ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมาก โดย AI จะช่วยลดกระบวนการ ระยะเวลา และทำให้ได้รายละเอียดข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
กลุ่มที่ 3 ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และกลุ่มอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือที่เท่าเทียมระหว่างคนในหัวเมืองใหญ่และในพื้นที่ห่างไกล โดยในส่วนของ SMEs นั้น รัฐมีกลไกช่วยเหลือเฉพาะทางด้านอื่นรองรับอยู่แล้ว โครงการนี้จึงเป็นเครื่องมือเสริมพลังเพิ่มเติม
แจงปม ‘ราคากลาง’ ยันเปิดโปร่งใส ไร้การล็อกสเปก
นอกจากนี้ พชร ยังได้ชี้แจงอย่างละเอียดถึงประเด็นข้อถกเถียงเรื่องขั้นตอนการทำราคากลางและการประกวดราคาว่า เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ กระทรวงดีอีได้ดำเนินการสืบค้นราคาจากผู้เคยให้บริการแก่ภาครัฐในโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เพื่อนำมาจัดทำราคากลางที่เหมาะสมในการดูแลผู้ใช้งานจำนวน 5 ล้านคน
ขณะที่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้ ขอยืนยันว่ากระทรวงดำเนินการเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างผ่านช่องทางของกระทรวงและกรมบัญชีกลาง การทำประชาพิจารณ์ ไปจนถึงการประกาศเชิญชวน ซึ่งเป็นการเปิดกว้างต่อสาธารณชน
โดยรัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญคือ ‘ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ กล่าวคือ รัฐจะจ่ายค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงเท่านั้น หากผู้ใดที่ไม่ได้เข้ามาใช้งานก็จะไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใดๆ แก่รัฐ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกองทุนเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดเป็นรูปธรรม

เผยสเปก ‘Pro / Premium’ ทลายข้อจำกัดโมเดลเวอร์ชันฟรี
ในส่วนของข้อซักถามที่สังคมสงสัยว่า “เหตุใดรัฐต้องทำโครงการนี้ ทั้งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบ Generative AI ในเวอร์ชันฟรีได้อยู่แล้ว” ปลัดกระทรวงดีอี และกลุ่มผู้แทนจากคู่สัญญา ได้ร่วมกันชี้แจงเพื่อทลายข้อจำกัดนี้ โดยย้ำว่า โครงการมุ่งสร้างทักษะ AI ให้คนไทยในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI และสิ่งที่โครงการจัดหาก็ไม่ใช่ AI เวอร์ชันฟรีทั่วไป เพราะหากเป็นเวอร์ชันฟรี รัฐก็ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ
แต่สิ่งที่โครงการจัดหาให้คนไทยคือ AI สิทธิ์โมเดลระดับ Pro / Premium จาก 14 ค่าย รวม 31 โมเดล มัดรวมไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งรวมโมเดลชั้นนำของโลกและของไทยไว้ในที่เดียว เพื่อรองรับการใช้งานจริงในระดับสูง ทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างเนื้อหา การทำงานเชิงลึก และการเรียนรู้ เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ได้ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการยกระดับศักยภาพตนเองอย่างเท่าเทียม
นอกเหนือจากนี้ บนเวทีเสวนาก็ได้มีการซักถามเจาะลึกถึงหลักเกณฑ์และวิธีการคิดคำนวณจำนวน Token ของ AI โมเดลแต่ละค่าย ว่าในโครงการนี้ประชาชนจะได้รับสิทธิ์จำนวนเท่าใด และมีวิธีการคำนวณที่ซับซ้อนจนผู้ใช้จำเป็นต้องรับรู้หรือไม่ ซึ่งปลัดกระทรวงดีอีได้ชี้แจงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่า กระทรวงดีอีอิงเกณฑ์มาตรฐานตามข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) เป็นหลัก
สอดคล้องกับรายละเอียดทางเทคนิค ที่มีคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกของ Token เพื่อสร้างความเข้าใจภาพรวมว่า ทุกๆ AI Model ไม่ว่าจะมาจากค่ายใดก็ตาม ล้วนมีหลักการคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวน Token ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้ง Token ฝั่งข้อมูลขาเข้า (Input) และข้อมูลขาออก (Output) โดย Token คือสิ่งที่ระบบใช้เรียกหน่วยข้อมูลที่เปลี่ยนมาจากข้อความ (Text) ที่ผู้ใช้ป้อนคำสั่ง (Prompt) เข้าไป เพื่อส่งไปประมวลผลในระบบ และเมื่อโมเดลสร้างผลลัพธ์กลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือรูปภาพ ก็จะถูกแปลงกลับมาในรูปของ Token อีกเช่นกัน
ชูหลักการ ‘Learn to Earn’ ควบคุมสิทธิ์ผ่านระบบคะแนน 12 เดือน
ในมิติของการบริหารจัดการสิทธิ์ผู้ใช้งาน ผู้แทนจากคอนซอร์เตียมคู่สัญญา (ผู้ให้บริการระบบ) อธิบายรายละเอียดในส่วนนี้ว่า เนื่องจากแนวคิดของโครงการมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้จริง ไม่ใช่การนำเครื่องมือไปแจกให้ใช้ฟรีๆ ดังนั้น ระบบจึงได้ออกแบบและเชื่อมการเข้าถึง AI เข้ากับระบบการเรียนรู้ หรือ LMS (Learning Management System) ภายใต้แนวคิด ‘Learn to Earn’ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ใช้งานจะต้องเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาทักษะเพื่อเก็บคะแนนในการปลดล็อกสิทธิ์การใช้งาน AI ในระดับที่สูงขึ้น
สำหรับการเข้าใช้งานในโครงการที่มีระยะเวลาสัญญารวม 12 เดือน ได้แบ่งระดับการเข้าถึงออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับผู้เริ่มต้น และ ระดับผู้สร้างสรรค์ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
การเข้าใช้งานครั้งแรก ตามคำแนะนำของคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้เป็นสิทธิประโยชน์ (Benefit) แก่ประชาชน ทุกคนที่ลงทะเบียนเข้ามาในระดับผู้เริ่มต้นจะได้รับโควตาฟรี และได้รับ 100 คะแนนแรกเริ่มทันที เพื่อใช้ทดลองเข้าถึงทุกโมเดลในโครงการ
การรักษาและต่ออายุสิทธิ์ในเดือนถัดไป ในเดือนต่อๆ ไป ผู้ใช้งานจำเป็นต้องเข้าเรียนรู้เพิ่มเติมในระบบเพื่อเก็บคะแนน หากไม่มีการเรียนรู้หรือเก็บคะแนนเพิ่ม สิทธิ์การใช้งานจะถูกปรับกลับมาอยู่ที่ระดับผู้เริ่มต้น ซึ่งจะไม่สามารถเข้าถึงตัวโมเดลระดับสูงทั้ง 31 โมเดลในโครงการได้ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง หรือหากขยันก็สามารถเข้าเรียนรู้ล่วงหน้าได้เช่นกัน
อัดแน่น 130 หลักสูตร อ้างอิงมาตรฐาน UNESCO การันตีรับใบเซอร์ฯ ต่อยอดอาชีพ
ในส่วนของระบบการเรียนรู้ โครงการได้จัดเตรียมเนื้อหาหลักสูตรเอาไว้มากกว่า 130 หลักสูตร โดยได้รับการพัฒนาขึ้นบนกรอบมาตรฐานสากล UNESCO AI Competency Framework และเสริมความเข้มข้นด้วยเนื้อหาหลักสูตรเฉพาะจากเจ้าของเทคโนโลยีระดับโลกโดยตรง ได้แก่ Google, Microsoft และ OpenAI
สำหรับเนื้อหาทั้ง 130 หลักสูตร จะครอบคลุมทักษะดิจิทัลทุกมิติ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับธุรกิจ ประกอบด้วย
ระดับพื้นฐาน ความรู้พื้นฐานด้าน AI และการใช้งาน AI อย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
ระดับคนทำงาน การเขียนพรอมต์ (Prompt), การสรุปรายงาน, การทำ Presentation, การวิเคราะห์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้ในงาน
ระดับธุรกิจ การนำ AI ไปใช้ขับเคลื่อนงานในภาคธุรกิจ (อาทิ AI Marketing, AI Sales, AI Customer Service)
นอกเหนือจากนี้ ระบบยังนำกระบวนการ Gamification เข้ามาปรับใช้เพื่อสร้างความสนุกสนานและไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย โดยหัวใจสำคัญคือ เมื่อผู้เรียนเรียนรู้และฝึกฝนจนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละหลักสูตร จะได้รับ ‘ใบรับรอง (Certificate)’ ทันที เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานยืนยันประกอบการสมัครงาน หรือเพิ่มโอกาสในการเจริญเติบโตในสายอาชีพ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน

ผู้ให้บริการระบบย้ำชัด ใช้ ThaiID เพื่อคัดกรองสิทธิ์ ยันรัฐเห็นแค่ ‘สถิติภาพรวม’ ไม่มีส่องข้อมูลรายคน
เพื่อขยายความโปร่งใสในส่วนของตัวระบบโครงสร้างพื้นฐาน ผู้แทนจากคอนซอร์เตียมคู่สัญญา (ผู้ให้บริการระบบ) ได้ร่วมชี้แจงประเด็นที่ประชาชนตั้งคำถามว่า “เมื่อเข้ามาใช้งานแล้ว ทางภาครัฐจะสามารถเข้ามาส่องดูข้อความแชตโต้ตอบของผู้ใช้ได้หรือไม่ ?”
ทางผู้ให้บริการระบบได้ชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนดังนี้
สิ่งที่ภาครัฐจะมองเห็นในระบบ ทางคู่สัญญายืนยันอย่างหนักแน่นว่า ระบบจะรายงานข้อมูลให้ภาครัฐเห็นเฉพาะในเชิง ‘ข้อมูลสถิติมุมมองภาพรวม’ (Macro-level Statistics) เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานและกระตุ้นการรับรู้เท่านั้น อาทิ ตัวเลขรวมว่ามีผู้ใช้งานกี่คน, มีการใช้งานระบบไปกี่ครั้ง, ฟีเจอร์ไหนเป็นที่นิยม หรือสถิติแยกรายจังหวัดว่าพื้นที่ใดใช้มากหรือน้อย เพื่อให้ภาครัฐนำไปวางแผนส่งเสริมทักษะในเฟสถัดไปได้ถูกจุด
“ระบบอาจจะรายงานข้อมูลภาพรวมเชิงสถิติ เช่น 30% ใช้เรื่องการศึกษา, 25% ใช้เรื่องธุรกิจ, 20% ใช้เรื่องการทำงาน แต่ระบบจะไม่เห็นว่า ผู้ใช้งานคนไหน ถามอะไร พิมพ์อะไร จะไม่มีการรู้ว่าใคร คนไหน ทำอะไร อย่างไร จึงขอยืนยันว่าจะไม่มีทางเห็นแน่นอน” ผู้แทนคู่สัญญากล่าวเชิญชวนให้มั่นใจ
ทางผู้ให้บริการระบบระบุทิ้งท้ายว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมาย PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของภาครัฐ) ซึ่งระบุไว้ในสัญญาจ้างอย่างชัดเจน ระบบจะแยก ‘ข้อมูลยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน’ ออกจาก ‘พฤติกรรมการใช้งาน AI’ อย่างเด็ดขาด รัฐจึงไม่มีทางทราบได้เลยว่าผู้ใช้คนใดกำลังปรึกษา AI ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องสุขภาพ ประชาชนจึงสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจ
เปิดตัวเลขความคุ้มค่า ‘27 บาทต่อคน’ เข้าถึง AI ระดับโลกในราคาสบายกระเป๋า
พร้อมกันนี้ ผู้แทนคอนซอร์เตียมคู่สัญญาได้ชี้แจงเพื่อไขข้อข้องใจแก่สาธารณชน เรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณและปมร้อนเรื่องการเบิกจ่ายเงิน โดยเริ่มต้นจากการเคลียร์ข้อครหาอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบันทางกลุ่มผู้รับสัญญายังไม่ได้รับเงินค่าจ้างเลยแม้แต่บาทเดียว ข้อมูลที่มีการตั้งคำถามในสังคมว่ามีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วนั้นจึงไม่เป็นความจริง
นอกเหนือจากนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของความคุ้มค่าด้านงบประมาณ ทางคู่สัญญาได้เปิดเผยตัวเลขเปรียบเทียบค่าบริการให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากประชาชนหรือผู้ประกอบการทั่วไป ต้องเดินไปซื้อบริการจากแพลตฟอร์ม AI ที่มัดรวมหลายโมเดลในลักษณะเดียวกันนี้ตามท้องตลาดปัจจุบัน จะต้องจ่ายค่าบริการสูงถึงประมาณ 259 บาท ต่อคนต่อเดือน
แต่จากการที่กระทรวงดีอีใช้วิธีบริหารจัดการรวมศูนย์ผ่านโครงการ TH-AI Passport ทำให้สามารถต่อรองราคาและให้ผู้รับจ้างเข้ามาดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 27 บาท ต่อคนต่อเดือน เท่านั้น ซึ่งการบริหารจัดการในราคานี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องมือเทคโนโลยีระดับโลกและหลักสูตรฝึกทักษะขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยช่วยลดต้นทุนในกระบวนการทำงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจไปพร้อมกัน
เวทีเสวนา ‘TH-AI Passport Forum’ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างความชัดเจนในทุกมิติ โดยกระทรวงดีอีเน้นย้ำว่า การดำเนินโครงการ TH-AI Passport มุ่งเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเปลี่ยนงบประมาณรัฐให้เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนา ‘ทุนมนุษย์’ ระยะยาว ผ่านกระบวนการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลที่เท่าเทียม เพื่อยกระดับและเตรียมความพร้อมด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวทันยุคเศรษฐกิจดิจิทัล