กูเกิ้ล ผู้พัฒนาสมาร์ตโฟนตระกูล “พิกเซล” เตรียมเปิดตัวมือถือภาคต่อ กูเกิ้ล พิกเซล 11 (Google Pixel 11) ประกอบด้วยรุ่น The Pixel 11, Pixel 11 Pro, Pixel 11 Pro XL และรุ่นพับได้ Pixel 11 Pro Fold
แอนดรอยด์อูธอริตี (Andriod Authority) เว็บไซต์ข่าวสารและรีวิวชื่อดัง นำประสบการณ์ทดลองสัมผัสครั้งแรกมาเล่าว่าน่าประทับใจเพียงใด

สิ่งแรกน่าประทับใจเป็นโมดูลกล้องด้านหลัง นอกเหนือจากเลนส์ต่างๆ ที่กูเกิ้ลติดตั้งมาครบครันเหมือนรุ่น Pixel 10 แล้ว เลนส์หลักยังอัพเกรดความละเอียดเพิ่มเป็น 48 ล้านพิกเซล (MP) และช่องรับแสงขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้มีความไวต่อแสงเพิ่มขึ้นร้อยละ 56
ชัดเจนที่สุดในส่วนนี้เป็นการออกแบบแถบกล้องด้านหลังใหม่โดยใช้วัสดุใหม่เป็นกระจก ทำให้แลดูหรูหรามีราคากว่า Pixel 10 นอกจากนี้ แถบกล้องยังมีความหนาที่ร้อยละ 40 น่าเสียดายที่จุดนี้บางลงเฉพาะในรุ่น Pixel 11 ส่วนรุ่น Pro ขึ้นไปยังหนาเตอะเหมือนรุ่นก่อน
ถัดมาเป็นพื้นผิวด้านหลังเครื่อง รุ่นใหม่เป็นแบบด้าน (matte) ในรุ่น Pro และ Pro XL ทำให้ไม่ดูดลายนิ้วมือ จับสบายไม่ลื่น โดยสีที่นายโจ แมริง ผู้ทดสอบของแอนดรอยด์อูธอริตี มองว่าสวยเท่กลมกลืนที่สุดเป็นสีดำด้าน Obsedian

ฟีเจอร์ HiLight
มาถึงไฮไลต์ที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดให้หลายคนคือ ภาคต่อสมาร์ตโฟนพับได้จากทางกูเกิ้ล หลัง Pixel 10 Pro Fold เมื่อปีก่อนค่อนข้างน่าผิดหวัง เนื่องจากทั้งใหญ่เทอะทะ หนัก กล้องก็สู้เรือธงไม่ได้ แถมมีประสิทธิภาพที่ไม่น่าประทับใจมากนัก
แต่ทางกูเกิ้ลยังไม่ยอมแพ้ ปล่อยภาคต่อออกมาในปีนี้ใช้ขุมพลังจากชิพ Tensor G6 และออกแบบภายนอกใหม่ให้ดูน่าใช้มากขึ้น
นายแมริงระบุว่า Pixel 11 Pro Fold มีความหนาน้อยลงกว่ารุ่นก่อน 1 มิลลิเมตร น้ำหนักน้อยลงกว่าร้อยละ 10 แม้อาจจะดูเล็กน้อย แต่ในการใช้งานจริงผู้ใช้สามารถรู้สึกได้ค่อนข้างชัดเจน แม้จะไม่หวือหวาเท่า Samsung Galaxy Z Fold 8 Ultra แต่ถือเป็นพัฒนาการที่น่าชื่นชม

Google Pixel 11 Pro Fold (ซ้าย) Google Pixel 10 Pro Fold (ขวา)
Pixel 11 Pro Fold ยังมีแถบกล้องด้านหลังที่นูนออกมาจากเครื่องน้อยลง โดยทางกูเกิ้ลใช้วัสดุเป็นกระจกไฟเบอร์ที่ให้ความรู้สึกนุ่ม สบายมือเวลาถือ ในแง่ความประทับใจแรกพบนายแมริงมองว่าน่าใช้ขึ้นกว่า Pixel 10 Pro Fold มากทีเดียว
มาถึงฟีเจอร์ “ไฮไลต์” (HiLight) ที่หลายคนจับตามองหลังมีข่าวรั่วออกมาก่อนหน้านี้พบว่าน่าผิดหวัง เพราะเป็นเพียงแสงดวงใหญ่ๆ อยู่ในแถบกล้อง (ตอนแรกๆ เรียกกันว่า พิกเซลโกลว)
The Pixel Watch 5
นายแมริงมองว่า แม้แสงของไฮไลต์จะสว่าง เห็นชัด แต่สีดูไม่เตะตา แสงจากหลอด LED ตรงจุดนี้เลือกได้เพียง 5 สีเท่านั้น
ไฮไลต์จุดนี้จะกะพริบเวลาที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วยอย่าง Gemini กำลังสนทนาตอบโต้กับผู้ใช้ และกะพริบเวลาที่มีผู้อื่นโทรศัพท์เข้ามา แต่ต้องเป็นรายชื่อที่ผู้ใช้กำหนดไว้ใน Favorite เท่านั้น

Google Pixel 11 Pro Fold
แต่ทางกูเกิ้ลระบุฟีเจอร์อื่นๆ ของไฮไลต์จะมีอัพเดตตามมาอีกในอนาคต ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะเท่าที่มีตอนนี้ถือว่าน้อยเกินไป
มาถึงกล้อง Pixel 11 นายแมริงมองว่ามีทั้งส่วนที่แจ่มแมว และส่วนที่ยังมึนๆ งงๆ โดยส่วนที่แจ่มแมว ยังเป็นเอกลักษณ์ของภาพที่ได้จากกล้องของพิกเซลคือ โทนสีที่สมจริงแต่มีชีวิตชีวา และกล้อง Pixel 11 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Camera Looks ที่ทางกูเกิ้ลน่าจะคิดมาเสร็จแล้วเรียบร้อยในที่สุด

UX ของ Google Pixel 11 Pro
Camera Looks เป็นฟีเจอร์ที่กูเกิ้ลเตรียมเป็น Preset ไว้ให้ผู้ใช้เลือกโทนสีภาพถ่าย โดยให้อิสระในการปรับแต่งได้ทั้งหมดหลังจากเลือกแล้ว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่น่าจะถูกใจนักเลงกล้องหลายคน
ทว่าสิ่งที่ยังมึนๆ งงๆ ก็คือ อินเตอร์เฟซบริเวณนี้ที่อาจจะยังดูเยอะและใช้ไม่ค่อยสะดวกในการปรับแต่งเท่าใดนัก แตกต่างกับประสบการณ์ที่ได้จากอินเตอร์เฟซของค่ายแอปเปิ้ลที่ต้องยอมรับว่ายังคงเป็นหนึ่งในใต้หล้าเรื่อง UX
Google Pixel 11 กล้องหลังนูนน้อยลง
มาดูเรื่องอุปกรณ์เสริมกันบ้าง เริ่มที่สมาร์ตวอตช์ หรือนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ The Pixel Watch 5
น่าเสียดายที่รุ่นใหม่นั้นไม่ได้แตกต่างกับรุ่นก่อนอย่าง Pixel Watch 4 มากนัก แม้มีใช้ขุมพลังใหม่ที่ทำให้รู้สึกว่าตอบสนองได้รวดเร็วมากกว่าเดิมเล็กน้อย และสีใหม่ๆ ให้เลือกซื้อ
มองในแง่ดี Pixel Watch 4 ถือเป็นหนึ่งในสมาร์ตวอตช์ที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เหมาะสำหรับผู้กำลังมองหาสมาร์ตวอตช์ดีๆ สักเรือน แต่ใครที่มี Pixel Watch 4 อยู่แล้ว หรือรุ่นอื่นๆ ปีนี้ยังไม่เห็นมีรุ่นไหนน่าอัพเกรด แน่นอนว่ารวมถึง Pixel Watch 5 ด้วย
The Pixel Tag
สุดท้ายเป็นป้าย Google Pixel Tag ป้ายอัจฉริยะรุ่นแรกในตระกูลพิกเซลที่ท้าชนกับสินค้าเทียร์เดียวกันอย่าง Apple AirTag และ Moto Tag แน่นอนว่านายแมริงยังไม่ได้นำมาทดลองใช้จริงๆ
ความประทับใจในส่วนนี้จึงอยู่ที่ภายนอกล้วนๆ โดยนายแมริงมองว่าออกแบบมาได้เรียบหรูและดูน่ารักน่าใช้ ซึ่งวัสดุที่ทางกูเกิ้ลเลือกใช้เป็นอะลูมิเนียมประกบกับพลาสติกเนื้อเนียน ทำให้ได้สัมผัสที่นุ่มสบายมือ
ขณะที่แบตเตอรี่ภายในใช้ถ่านกลมแบน CR2032 ที่หาซื้อได้ทั่วไป เชื่อมต่อด้วยสัญญาณบลูทูธ เรียกได้ว่าทำมาอย่างดีแล้ว

ขุมพลังใหม่_Tensor_G6-removebg-preview
นายแมริงทิ้งท้ายว่า ตนเองค่อนข้างชอบการออกแบบ Pixel Tag ที่มีลักษณะกลมแบนโค้งมนไร้เหลี่ยม เวลาจับแล้วรู้สึกเหมือนหินกรวดสวยๆ ตามชายหาด สวยกว่า Apple AirTag ที่ใหญ่ๆ เว่อๆ
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุผลเพียงพอที่ผู้ใช้จะเลือก Pixel Tag มากกว่า Apple AirTag หรือไม่
ทีมข่าวสดไอที
ภาพ – Andriod Authority