เทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือ มติชน จับมือกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนาในหัวข้อ “Agri-Next พลิกโฉมเกษตรไทยสู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง” ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา

มีผู้บริหารเครือมติชน นำโดยนายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ น.ส.กรชุลี เสนะเวส ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ เส้นทางเศรษฐีและเทคโนโลยีชาวบ้าน พร้อมด้วยผู้บริหารในเครือมติชนร่วมรับฟัง


นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวในการเสวนาหัวข้อ “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง จากต้นแบบสู่โมเดลระดับชาติ” ว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภาวะโลกร้อน เทคโนโลยีใหม่ และแนวโน้มการเงินสีเขียว (Green Finance) เกษตรกรจึงต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันเทคโนโลยี เช่น โดรน เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบ AI มีราคาถูกลงจนเกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้ ช่วยลดความสูญเสีย เพิ่มคุณภาพผลผลิต และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมขยายสู่ “เกษตรยั่งยืน” ได้จริง
แนวคิด “เกษตรมูลค่าสูง” เปรียบเสมือนหลักบริหารธุรกิจพื้นฐานที่มุ่งเพิ่มรายได้และกำไรให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ควบคู่ไปกับหลัก ESG ดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยกรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมทำหน้าที่พี่เลี้ยง ถ่ายทอดองค์ความรู้ สนับสนุนเทคโนโลยี และช่วยเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน
ทั้งนี้ เกษตรกรที่ทำเกษตรแบบดั้งเดิมมีกำไรเฉลี่ยเพียง 10-15% ต่อปี แต่หากพัฒนาเป็น “เกษตรมูลค่าสูง” จะเพิ่มกำไรได้ 30-40% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 20%

ช่วง Special Talks หัวข้อ “Smart Farming” เกษตรยุคใหม่ ทำน้อยได้มาก
นำโดย นายณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของสวนจันทร์เรือง จ.จันทบุรี เกษตรกรรุ่นใหม่ที่พลิกโฉมสวนทุเรียนเดิมให้กลายเป็น “สวนแห่งอนาคต” ด้วย IoT และระบบควบคุมอัตโนมัติ และ นายสานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง Distar Fresh Farm การทำเกษตร Indoor Vertical Farming ด้วยระบบปลูกพืชแนวตั้งในห้องปลอดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงได้เกือบ 100% สามารถจำหน่ายผักในราคาคงที่ตลอดทั้งปี

นายสานสินเล่าให้ฟังว่า ฟาร์มใช้ระบบ Indoor Vertical Farm หรือการปลูกผักแนวตั้งในห้องปลอดเชื้อ ซึ่งควบคุมอุณหภูมิและแสงได้ตลอดปี ไม่ต้องพึ่งฤดูกาล ถือเป็นเกษตรสมัยใหม่ที่ให้ผลผลิตปลอดภัย แต่ยังเผชิญอุปสรรคใหญ่คือ “ข่าวปลอม” ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เช่น ข่าวลวงว่า กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงมะเร็ง ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายชะลอการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Distar Fresh Farm ได้ต้อนรับคณะศึกษาดูงานกว่า 300 คณะ โดยจำนวนไม่น้อยมีความตั้งใจจะนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ แต่กลับต้องชะลอหรือเปลี่ยนใจ เพราะได้รับอิทธิพลจากข่าวปลอม
ด้าน นายณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของสวนจันทร์เรือง จ.จันทบุรี กล่าวว่า สวนของผมปลูกพืชหลายอย่างมาก ทำให้เราดูแลไม่ทั่วถึง ผมใช้เทคโนโลยีเป็นทางผ่านมอนิเตอร์พืชได้ทันท่วงที ผมปลูกตั้งแต่ทุเรียน มังคุด ลองกอง โกโก้ และผำด้วย เวลาดูแลเขาต้องใช้เทคโนโลยีมาจัดการสวน 3 พาร์ต เริ่มตั้งแต่นำเทคโนโลยีมาช่วยการจัดการ ใช้เครื่องทุ่นแรงช่วยลดแรงงานในการตัดหญ้า พ่นปุ๋ย ฉีดยา”
สุดท้ายเป็นเรื่องพลังงานทดแทนทั้งไบโอแมส ไบโอแก๊ส เพื่อลดต้นทุนการปั๊มน้ำ ปั๊มไฟ นอกจากนี้ เวลาทำผลผลิตมักเกิดผลเสียในฟาร์ม ผมคิดว่าเมื่อมีของเสียนำมาแปรรูปอะไรได้บ้าง เรามาจัดการเป็นไบโอซายน์ เอามาทำเป็นพลังงาน ปั่นเป็นไฟฟ้า กลับมาใช้ในสวนด้วย

“ผมนำเทคโนโลยี IoT มาบริหารจัดการสวน 50 ไร่ ให้ทำงานได้ง่ายมากขึ้น เช่น ใช้เทคโนโลยีการเปิด-ปิดน้ำผ่านสมาร์ตโฟน สามารถลดต้นทุนแรงงานได้ 6-7 แสนบาท นอกจากนี้ ผมได้ออกแบบเครื่องตัดหญ้า และพ่นยาได้ ทำให้การทำงานกลายเป็นเรื่องสนุกเหมือนเล่นรถบังคับ”
ช่วง “ปลดล็อกโกโก้ไทย สู่โอกาสตลาดมูลค่าสูง”

นำโดย นายไพฑูรย์ กระโทกนอก เจ้าของอาณาจักร Cocoa Farm ลำตะคอง และ นายนที มาลีเพชร ผู้จัดการฝ่ายวัตถุดิบเมล็ดโกโก้ของ Kad Kokoa
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ก่อนมาปลูกโกโก้ผมเคยเป็นอาจารย์มาก่อน โกโก้จึงเป็นทั้งพืชและอาชีพสร้างรายได้หลังเกษียณ จุดเริ่มต้นที่เลือกปลูกโกโก้มาจากนิสัยส่วนตัวที่ชอบเรียนรู้และทดลอง ซึ่งโกโก้ตอบโจทย์ความชอบในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันโกโก้ได้กลายเป็นพืชอนาคตของฟาร์มเราไปแล้ว

“ผมเริ่มต้นทำเกษตรเหมือนเกษตรกรทั่วไป คือปลูกพืชตามกระแสราคาดี เริ่มตั้งแต่ยางพารา มะม่วง และมะยงชิด แต่พอทำไปแล้วเริ่มไม่สนุก เพราะทุกอย่างมีต้นทุน และขาดทุนทุกปี ผมจึงต้องมองหาวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงและหาทางอยู่รอด”

นายไพฑูรย์กล่าวว่า ผมเริ่มต้นจากความไม่รู้ ศึกษาเจาะลึก จนเริ่มเห็นความชัดเจนและตกผลึกว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการปลูกโกโก้ให้ยั่งยืนคือ การหมัก ซึ่งยุ่งยากและเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าเกษตรกรจะรอดหรือไม่

เราจึงต้องศึกษาและทำให้ขั้นตอนการหมัก (Fermentation) ในกระบวนการกลางน้ำเป็นไปอย่างถูกต้อง เพราะการหมักจะเปลี่ยนโครงสร้างของเมล็ด และเป็นจุดกำเนิดของรสชาติ สี และกลิ่น
ดังนั้น หากจะเดินบนเส้นทางโกโก้ สิ่งสำคัญคือ 1.การปลูก และ 2.การแปรรูป/การหมัก (Ferment) ในขั้นตอนกลางน้ำเพื่อให้ได้เมล็ดโกโก้คุณภาพดี ซึ่งตรงนี้แหละครับจะเป็นหนทางนำเกษตรกรไปสู่ความยั่งยืน”

ด้านนายนที กล่าวว่า แบรนด์ Kad Kokoa ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการโกโก้ไทย เห็นความสำคัญของการปลูกและแปรรูปโกโก้อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเดินทางไปศึกษากระบวนการแปรรูปในต่างประเทศ ก่อนเข้าร่วมประกวดจนสามารถคว้ารางวัล

และค่อยๆ ขยับขยายจนกลายเป็นแบรนด์ที่ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โกโก้ไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับนานาชาติ

ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำแบรนด์ของตนเอง หากทำในเชิงท่องเที่ยวสามารถเริ่มได้ด้วยงบประมาณราว 50,000 บาท แต่หากทำในเชิงอุตสาหกรรมต้องใช้เงินทุนตั้งแต่หลักล้านบาทขึ้นไป

และหากผลผลิตมีคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้จะช่วยให้โกโก้ไทยไปได้ไกลในตลาดโลก
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดพื้นที่ Agri Matching Zone พื้นที่การสร้างเครือข่ายให้ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้ร่วมฟังสัมมนาที่มีความสนใจเรื่องการเกษตรได้เชื่อมต่อแลกเปลี่ยนไอเดียและนวัตกรรมการเกษตรร่วมกัน