ทุ่งแสงตะวันสรุปภาพรวมสามทศวรรษเด็กและเยาวชนไทยผ่านรายการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2568-2569

พี่นก นิรมล เมธีสุวกุล กล่าวว่า “ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ออกเดินทางเยี่ยมเยียนพื้นที่ต่างๆ ที่เคยถ่ายทำรายการโดยเฉลี่ยทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ อีสาน เหนือ กลาง ใต้ ประชุมทีมงานว่าเราจะไปพื้นที่ใดบ้าง ลำบากใจมาก เพราะทำงานมาสามสิบปี หลับตาจิ้มไปจังหวัดไหนก็มีแหล่งข่าวเด็กชาวบ้านที่เคยไปถ่ายทำมาแล้วเกือบทั้งนั้น แทบจะจินตนาการได้เลยว่า ใครอยู่ตรงไหน และโลกออนไลน์ทำให้เราติดต่อได้ง่ายสะดวกกว่าสมัยก่อนมาก มีเด็กบางคนบางกลุ่มที่ยังหากันไม่เจอ วันประชุมก็เลยบอกว่าเราจะเลือกเป็นภาคและเยี่ยมเยียนอย่างลึกซึ้ง ไม่เน้นความหลากหลายพื้นที่แต่เน้นหลากหลายประเด็น ไปคุยไปพบไปถ่ายทำให้รอบด้าน คล้ายๆ งานวิจัยเชิงคุณภาพ ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และอัพเดตปัจจุบัน”

พี่นก นิรมล เมธีสุวกุล

พื้นที่แรกที่เดินทางไปถึงคือ บ้านนาต้นจั่น อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และโฮมสเตย์ชื่อดังของประเทศ คนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด คือ วสวัณณ์ รองเดช ครีเอทีฟทุ่งแสงตะวันที่เข้าหมู่บ้านตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโฮมสเตย์

ความเปลี่ยนแปลงในมุมมองวสวัณณ์

“ยุคนั้นคือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำผ้าย้อมโคลน โดยไปควักโคลนเลนจากหน้าบ้านนั่นแหละมาหมักผ้าแล้วเล่ากระบวนการผลิตงานหัตถกรรมแบบบ้านๆ ที่ได้ไอเดียจากเสื้อผ้าใส่ทำนาคลุกโคลนแล้วใยผ้านุ่มทิ้งตัวใส่สบาย” วสวัณณ์เล่าให้ฟัง

ผ้าหมักโคลนบ้านนาต้นจั่น

มาถึงวันนี้ บ้านนาต้นจั่นพัฒนาเป็นชุมชนเข้มแข็งเรื่องเศรษฐกิจชุมชนขับเคลื่อนกันอย่างมีส่วนร่วม มีระบบ น่าภูมิใจและน่าทึ่ง จนคว้ารางวัลชุมชนดีเด่นจากหลากหลายสถาบัน เหตุปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทอผ้า ย้อมผ้า นำผ้ามาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่แปลกตาได้รับการตอบรับอย่างดี พร้อมๆ กับการจัดการโฮมสเตย์ที่ดึงดูดใจ นำภูมิปัญญาด้านอาหารท้องถิ่นมาปรับใช้กับปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัย ประเด็นเยอะมากจนกลายเป็นซีรีส์ชั้นดีหลายตอนจบ ผู้ชมตอบรับล้นหลาม

“อย่างไรก็ตาม…” พี่นก นิรมล ตั้งข้อสังเกต “เราตระหนักสองอย่าง หนึ่ง อยากทำซีรีส์ยาวๆ หลายตอนจบ เมื่อเข้าพื้นที่รู้สึกว่าควรนำเสนอหลายมิติ สอง พอชุดนาต้นจั่นออกเผยแพร่ ช่วยกันแชร์ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อย่างกว้างขวาง เราเลยบุกออนไลน์ให้มากขึ้น ระยะหลัง ขยันตัดเป็นคลิปสั้น และทำงานพีอาร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ให้มากขึ้น

อันที่จริงเราทำออนไลน์กันมานานแล้ว แต่เน้นผลิตคอนเทนต์ ไม่ค่อยสื่อสารเชิงพีอาร์ โฆษณาอะไรเยอะ ยังคิดแบบของดีเดี๋ยวคนก็คงมาดู แต่พบว่าโลกนี้คอนเทนต์เยอะเหลือเกิน เปิดเพจ เปิดช่องยูทูบไว้เฉยๆ คนไม่รู้ไม่เห็น ปีหน้าคงต้องยอมหันมาทำงานประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น”

“มากอย่างไรคะ” คนสงสัย ขอถามพี่นก นิรมล

“ก็สื่อสารมากขึ้นว่าทุ่งแสงตะวันทำอะไร มีเนื้อหาอย่างไร แต่คงไม่สามารถไวรัลมากมาย เพราะเราเกิดมาแบบสื่อทางเลือกตั้งแต่แรก ฮ่าๆ อยากไวรัลแหละ แต่คงจะยาก ส่วนมากที่เห็นไวรัลคือเวลาที่คนรุ่นใหม่เอารูปพี่นกไปขึ้นปกแล้วพาดหัวว่า หายไปนาน วันนี้ของพี่นก นิรมล ทุ่งแสงตะวัน เป็นอย่างไร เรื่องแบบนี้คนถึงจะสนใจ ก็ขอบใจและเข้าใจนะคะว่าคิดถึง แต่จะให้เราทำเรื่องของเราเองมันก็กระไรอยู่ ขอเล่าเรื่องของเด็กและชุมชนคงจะดีกว่า”

ในทัศนะของทุ่งแสงตะวัน สามทศวรรษที่ผ่านมา เยาวชนไทยเติบโตภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ทรัพยากรสิ้นสูญ ชุมชนเสื่อมสลาย พลัดพรากจากบ้าน ในพื้นที่ชนบทในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจพัฒนาก้าวกระโดดจากการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก เด็กเยาวชนชาวบ้านต้องเผชิญการถูกแย่งชิงทรัพยากรเชิงระบบจากนโยบายและกฎหมาย ป่าต้นน้ำ ภูเขา ทะเล ซึ่งเคยเป็นฐานชีวิตเกิดความเสื่อมโทรม เมื่อไม่มีความมั่นคงในบ้านเกิด ความจำเป็นผลักดันให้คนวัยหนุ่มสาวต้องย้ายถิ่นฐานจากชนบทเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในเมือง ส่วนคนที่ยังอยู่ในพื้นที่ต้องไขว่คว้าโอกาสหรือปรับตัวจัดการตนเองเพื่ออยู่ให้ได้

พลอย ครีเอทีฟ

พลอย กนกวรรณ อำไพ ครีเอทีฟทุ่งแสงตะวัน อายุการทำงานสิบปี เดินทางกับพี่นก นิรมล ไปเยือนบ้านค้อใต้ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นครั้งแรก เพื่อจัดทำซีรีส์อุบล ก่อนหน้านั้นเคยดูรายการทุ่งแสงตะวันเกี่ยวกับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลและเรื่องทุ่งแสงตะวันเยี่ยมเด็กชายจ่อยทุกสิบปีตั้งแต่อายุ 12 ขวบจนเติบโตเป็นวัยรุ่นและเข้าสู่วัยมีครอบครัว ครั้งนี้พลอยออกเดินทางในฐานะทีมงานทุ่งแสงตะวันไปเยือนในวันที่เด็กชายจ่อยกลายเป็นคุณตาจ่อย เพราะมีหลานวัยทารกให้อุ้มให้เลี้ยงและกำลังทำบ้านให้ลูกสาวลูกเขยและหลานตัวน้อยอยู่อาศัยอย่างมั่นคงแข็งแรง

ตุ้มยักษ์แห่งบ้านค้อใต้

พลอยกล่าวว่า “เสียดายที่ไม่มีโอกาสเห็นตุ้มยักษ์อลังการในแม่น้ำมูน เมื่อก่อนชาวบ้านลงเรือไปอย่างไรก็ได้ปลา วันนี้ต้องมานั่งลุ้นกันว่าลงทุนไปจะคุ้มได้ปลาพอกินไหม พอพึ่งพาแม่น้ำไม่ได้คนในชุมชนก็กระจัดกระจายหาอาชีพใหม่ที่ห่างออกจากแม่น้ำมากขึ้น ภาพเด็กวิ่งเล่น หาอยู่หากิน ชีวิตริมฝั่งแทบไม่มีให้เห็นแล้ว”

ความเหลื่อมล้ำของเมืองและชนบททำให้เด็กหลายคนที่ทีมงานทุ่งแสงตะวันเข้าไปทำงานด้วย มีทั้งเติบโตกับพ่อแม่และเติบโตในครอบครัวแบบฝากเลี้ยงด้วยอ้อมกอดและการดูแลโดยปู่ย่าตายาย สถิติการฝากเลี้ยงในปัจจุบันมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 2-3 ทศวรรษก่อน

ฝึกเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ท่ามกลางปัญหาต่างๆ นั้น มีข่าวดีอยู่บ้างว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ในชุมชน นักกิจกรรม หรือครูในโรงเรียน ช่วยโอบอุ้มประคับประคองให้เด็กๆ มีกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นเหมาะสมกับยุคสมัยและเชื่อมโยงตนเองกับชุมชนสิ่งแวดล้อม

รัตนาภรณ์ ละมูลเจริญ ครีเอทีฟอีกคนหนึ่งของทุ่งแสงตะวัน กล่าวว่าทำงานมาสิบปี เห็นคาตาคือเด็กฝากเลี้ยงในชนบทเยอะขึ้น “พี่ๆ ที่อยู่มาก่อนเคยเล่าว่าในเด็กสิบคนที่เราเจอ ส่วนใหญ่อยู่กับพ่อแม่ มี 1-2 คนอยู่กับปู่ย่าตายาย รัตน์มาทำงานช่วงแรกเด็กฝากตายายเลี้ยงมีครึ่งหนึ่งของเด็กที่เราเจอ พอมาปีนี้เด็กสิบคนเกือบทั้งหมดอยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ไปทำงาน มีทั้งไปทำงานแบบนานๆ กลับบ้าน แล้วก็แบบอยู่บ้าน แต่ว่าเช้าออกไปทำงาน เย็นค่ำกลับบ้าน เหมือนต่างคนต่างอยู่”

คุยกับรัตนาภรณ์

ความโดดเดี่ยวจากช่องว่างระหว่างวัยนับว่าเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน โลกเปลี่ยนไป ค่านิยม การมองโลก และทักษะชีวิตบางอย่างของรุ่นเก่าไม่สอดคล้องกับปัญหาปัจจุบัน รวมทั้งการรู้เท่าทันโลกดิจิทัล ยังคงมีแรงกดดันทางการศึกษาที่เหมือนลู่วิ่งแข่งขัน ใครไม่ทันตกจากเวที การเปรียบเทียบชีวิตบนโลกออนไลน์ ชีวิตลวงของอินฟลู การคุกคามจากการกลั่นแกล้งการลวงรักบนไซเบอร์ อาชญากรรมออนไลน์ กลายเป็นภัยเศรษฐกิจและภาระทางใจของเด็กและเยาวชน

การกลับมา ดำรงอยู่ และต่อยอด ความเข้มแข็งและการแสวงหาโอกาสของคนที่ไม่ยอมจำนนกับกระแสหลักและสร้างทางเลือกใหม่ๆ แสดงให้เห็นผ่านการดำเนินชีวิตและกิจกรรมต่างๆ อันหลากหลาย ผ่านทุ่งแสงตะวันที่สำรวจและคัดสรรมาเผยแพร่เพื่อให้เป็นตัวอย่างการเลือกดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่ต่างๆ

หลายชุมชนเลือกรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศเพื่อลูกหลาน ผ่านการอนุรักษ์สายน้ำ สร้างเครือข่ายดูแลพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำการเกษตรแบบผสมผสาน สร้างเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม (เช่น การท่องเที่ยวชุมชน) ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและโอกาสในการกลับมาเป็นกำลังและมีส่วนร่วม สืบทอดมรดกนิเวศสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เป็นการกลับมาทำงาน สร้างงาน สร้างรายได้ แต่ที่สำคัญคือการรักษาอัตลักษณ์และวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น

โลกทัศน์แห่งพลังดิจิทัล ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และเชื่อมต่อกับโลกได้อย่างอิสระ แพลตฟอร์มดิจิทัลเกิดโอกาส สร้างตัวตน นำเสนอความคิดเห็นและความสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบต่างๆ แต่ต้นทุนทางสังคมเราไม่เท่ากัน ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลแบ่งแยกโอกาสการเข้าถึงอุปกรณ์ อินเตอร์เน็ต และทักษะดิจิทัล ซึ่งเปิดประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้อันไม่สิ้นสุด

ทศวรรษนี้ ในมุมมองของทุ่งแสงตะวัน เด็กและเยาวชนกำลังเติบโตในโลกที่รวดเร็วและซับซ้อน พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า แต่ต้องได้รับการสนับสนุน การเรียนรู้ พัฒนาและใช้ศักยภาพของตน เชื่อมโยงตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สังคม ธรรมชาติ และมีความหวังถึงโลกที่ดีในอนาคตสำหรับคนรุ่นต่อไป

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับเรื่องราวสามทศวรรษเด็กและเยาวชนไทย ในทุ่งแสงตะวัน ตอน วันวานในวันนี้ เสาร์ที่ 20 ธ.ค. ช่อง 3 HD 05.05 น. และ 07.30 น. ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เฟซบุ๊กทุ่งแสงตะวัน ยูทูบ payaiTV

อาทร ริมทาง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน