เคยมีคน (ที่มีประสบการณ์) บอกว่าถ้าอยากฝึกภาษาอังกฤษ อย่าไปประเทศออสเตรเลีย
เพราะว่าคุณจะเจอคนไทยทุกหย่อมหญ้า แล้วจะพูดภาษาไทยกันอย่างเมาท์มันส์ จนลืมฝึกสปีกอิงลิช
เพียงไม่กี่ก้าวที่เหยียบสนามบินซิดนีย์ คิงส์ฟอร์ด สมิธ (Sydney Kingsford Smith Airport) ซึ่งเป็นสนามบินภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในซิดนีย์ก็เจอพนักงานขายของและเจ้าหน้าที่ในสนามบินบางจุดเป็นคนไทย และเป็นอย่างที่เขาไว้ ความเอิ๊กอ๊ากก็บังเกิดตามประสาคนบ้านเดียวกัน

อ่าวซิดนีย์
เสียงภาษาไทยในสนามบินซิดนีย์เหมือนเสียงเพื่อนบ้านโผล่มาทักกลางเมืองใหญ่ของซีกโลกใต้ เหมือนเราเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วเสียงพนักงานทักว่า “สวัสดีค่า รับอะไรเพิ่มไหมคะ?” ทำให้อุ่นใจได้อย่างดี

สะพานฮาร์เบอร์ บริดจ์ จากมุมห้องพัก
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางเรียนรู้ “วิถีออสซี่” ฉบับมินิซีรีส์ไปด้วยกัน
ออสเตรเลียมี ‘แคนเบอร์รา’ เป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่ ‘ซิดนีย์’ ตั้งอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด จึงเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งความหลากหลายของชาติพันธุ์ ที่ทำให้เมืองมีชีวิตชีวา และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ

โอเปร่า-เฮ้าส์&สะพานฮาร์เบอร์-บริดจ์
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดือนก.ย.-พ.ย. อากาศเย็นสบายกำลังดี ดอกไม้บาน ท่ามกลางเมืองใหญ่ อาคารสำนักงานสูงโปร่งเป็นอพาร์ตเมนต์เรียงราย สลับกับโบสถ์เก่าแก่ และสวนสาธารณะขนาดใหญ่

Bondi Beach
ผู้คนพลุกพล่าน กระฉับกระเฉง คล่องตัว แต่เรียบง่าย ในลุกส์ casual โทนสีพื้น ขาว ดำ เบจ น้ำเงินเป็นไลฟ์สไตล์ที่ดูสบายตา อบอุ่น ท่ามกลางสังคมที่เร่งรีบ แต่คนออสซี่ดูเป็นคนยิ้มง่ายแบบไม่ต้องใช้ความพยายามเหมือนในหลายเมืองใหญ่บางแห่งของโลก
เพราะซิดนีย์เป็นเมืองที่สะดวกสบาย ทุกอย่างสแกนจ่ายได้ครบจบด้วยโทรศัพท์มือถือ หรือบัตรใบเดียว ไม่ว่าจะเป็นค่ากิน ค่าช็อปปิ้ง ค่าเดินทาง ทั้งรถไฟระบบขนส่งฮอตฮิต ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 3-10 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)/เที่ยว แล้วแต่ระยะทาง

ซิดนีย์-สไตล์
รถบัสประจำทาง รถราง (Light Rail) ที่วิ่งผ่านกลางเมือง เส้นทางตัดเรียงขนานไปกับตึกเก่าและอาคารสมัยใหม่ ค่าโดยสาร 2-5 AUD/เที่ยว ราคาเดียวกับรถบัส หากใครอยากชมวิวทะเลสวยๆ ก็นั่งเรือเฟอร์รี่ 6-8 AUD/เที่ยว บัตรอิเล็กทรอนิกส์เอาอยู่…ไม่ว่าจะเป็นเดบิตหรือเครดิต หรือบัตร opal card ที่ครอบคลุมการเชื่อมระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบไว้ด้วยกันอย่างสะดวกสบาย เพียงเติมเงินขั้นต่ำในบัตร 10 AUD

ท่าเรือเฟอร์รี่
ส่วนสายสะดวกก็เรียกรถรับส่งตามจุดที่ต้องการ (Uber/didi) และฮอตสุดทุกซีตคือ รถไฟความเร็วสูง (Sydney Metro) ที่สามารถร่นเดินทางจากนอกเมืองเข้าสู่ในเมืองภายในเวลา 20-30 นาทีเท่านั้น ช่างเป็นสังคมอิเล็กทรอนิกส์ที่ลื่นไหลไม่มีสะดุด

ไชน่าทาวน์
แล้วรถรางสีแดงก็พาเรามาหยุดเพื่อให้เดินเท้ามุ่งหน้าสู่ Opera House (โอเปร่าเฮาส์) โรงอุปรากรซิดนีย์ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งอ่าวซิดนีย์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เมื่อปี 2550

รถรางกลางเมือง
ยิ่งเดินเข้าใกล้ยิ่งเห็นความงามของหลังคาทรงโค้ง เหมือนเรือใบกำลังสยายรับลมทะเลเบื้องหน้า ช่วงกลางวันทั้งนักท่องเที่ยวและหนุ่มสาวออฟฟิศในชุดสูทบางเบานั่งริมท่าเรือ จิบกาแฟรับลมชมความงามของสถาปัตยกรรมเป็นกิจวัตร
ด้านหนึ่งของโอเปร่า เฮาส์ หันเข้าหาสะพาน Harbour Bridge (ฮาร์เบอร์ บริดจ์) สะพานเหล็กโค้งขนาดใหญ่ที่ยาวที่สุดในโลก ทอดเชื่อมอ่าวซิดนีย์ฝั่งเหนือกับใต้ของเมือง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่นักท่องเที่ยวนิยมทำกิจกรรมปีนสะพาน (Bridge Climb)

ตึกสูงระฟ้า-กับรถราง-และโบสถ์เก่า
สำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้น ท้าทาย รู้สึกตะเกียกตะกาย ยิ่งพยายามขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสะพานที่ระดับความสูง 134 เมตรจากระดับน้ำทะเล ท้าแรงลมหนาวจนเหงื่อจับตัวเป็นน้ำแข็ง มันเป็น adrenaline rush ที่ปลอดภัย เพราะทุกคนมีอุปกรณ์นิรภัย มีไกด์และระบบความปลอดภัยรัดกุม เพื่อได้ชมวิวแบบ 360 องศาสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ไฮไลต์คือได้ชมพลุชุดใหญ่ที่ตระการตา เป็นฉากหลังในคืนข้ามปี หรือเทศกาลสำคัญ ทำให้ผู้คนมากมายแห่จองคิวล่วงหน้าหลายเดือน ราคาบัตรเริ่มต้นประมาณ 168 AUD สำหรับครึ่งทางตอนกลางวัน และสามารถพุ่งขึ้นไปสูงมากกว่า 300-400 AUD ขึ้นอยู่กับวัน/เวลาที่เลือกในแต่ละเทศกาล

หนุ่มนักโต้คลื่น
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ว้าว! มาก แต่คนออสซี่อาจชินคือ การขอแต่งงานบนฟ้า เป็นความตื่นเต้นที่ได้เห็นทุกวันช่วงระหว่างไม่กี่วันที่พักอยู่ในซิดนีย์ เครื่องบินลำเล็กลอยตัวสูงอยู่กลางอากาศบินพ่นไอสีขาวเป็นตัวอักษร “Marry Me” ตัดสีฟ้าครามเหนืออ่าวซิดนีย์ไม่ซ้ำชื่อลงท้าย เป็นฉากขอแต่งงานสุดโรแมนติก

แต่งงานกับฉันนะ
รถรางสีแดงยังพาเราไปอยู่ในย่านไชน่า ทาวน์ สุดคึกคัก กลิ่นอายวัฒนธรรมเอเชียท่วมท้น อาหารจานเด็ดจานด่วน ร้านหรู หรือจะลองชิมเกี๊ยว โจ๊ก ราดหน้า สตรีตฟู้ด ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งจีน ไทย เวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงร้านค้าเฉพาะทาง และซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชียก็มีให้ช็อปหลายแห่ง
แน่นอนว่าการมีคุณภาพชีวิตดีและการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายก็มีราคาที่ต้องจ่าย ซิดนีย์จึงขึ้นชื่อว่ามีค่าครองชีพแพงที่สุดเมืองหนึ่งของโลก อย่างค่าเช่าห้องแชร์เริ่มตั้งแต่ 300-450 AUD/สัปดาห์ ค่าอาหารในห้างหรือร้านเล็กๆ ก็สูงกว่าที่ไทยหลายเท่า

บะหมี่เกี๊ยว
แต่รายได้ที่ค่อนข้างดีและเป็นธรรม โอกาสทำงานหลากหลาย ที่สำคัญความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่เปิดรับทุกคน ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยอยากมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ซิดนีย์จึงเต็มไปด้วยต่างชาติที่มาเรียนภาษา บางคนก็มาหางานทำ หรือบางคนก็มาสร้างชีวิตใหม่ ซึ่งหลายคนบอกว่า “อยู่ซิดนีย์ไม่รวย แต่มีคุณภาพชีวิตที่คุ้มค่า”
ชาวซิดนีย์ยังชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง โต้คลื่น ปั่นจักรยาน หรือพายเรือคายัก ใช้เวลาช่วงเย็นออกกำลังกายกับสุนัขที่สวนสาธารณะ ริมชายหาด เหมาะต่อการพักผ่อนหย่อนใจ
แม้ในวันที่ลมแรงจนเสื้อคลุมแทบปลิว คนออสซี่ก็ยังยิ้มกว้างพร้อมลุย โดยเฉพาะวันหยุดคือช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ของครอบครัว เรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตแบบ work-life balance (สมดุลระหว่างงานและชีวิตจริง) ที่ลงตัว

ราดหน้าเนื้ออินซิดนีย์
ออกนอกเมืองสักหน่อย ผืนทรายชายหาด Bondi Beach กับแสงแดดอุ่นๆ เคล้าลมทะเลเย็นสดชื่น เกลียวคลื่นลูกใหญ่กำลังเรียกหานักโต้คลื่นกับเซิร์ฟบอร์ดคู่ใจให้วิ่งเข้าใส่โชว์ลีลาโต้คลื่นสุดเท่ ก่อนทะเลจะดูดกลืนซัดนักโต้คลื่นเข้าฝั่ง แล้วโผล่ขึ้นมายืนอยู่บนเซิร์ฟบอร์ดวนไปอีกไม่รู้กี่ครั้ง ราวกับหยอกล้อเล่นกันตามประสาคนสนิท
บ้างก็วิ่งออกกำลังกายริมชายหาด นั่งอ่านหนังสือ เห็นเด็กๆ ก่อปราสาททรายกับครอบครัว ท่ามกลางเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่ทอดตัวโค้งยาวจรดเนินเขา
หมดเวลาชิลกับแลนด์มาร์กของซิดนีย์ต้องไปปฏิบัติภารกิจแล้ว
ที่เล่าทั้งหมดก็นี่แหละ เสน่ห์ออสเตรเลียฉบับมินิซีรีส์ ที่ทำให้เมืองนี้ดึงดูดทั้งชาวโลกและคนไทยมากมายให้มาเยือนได้ถึงเพียงนี้
พรพิมล แย้มประชา