ในยุคที่ภาพเคลื่อนไหวรวดเร็วและคอนเทนต์สั้นเป็นตัวกำหนดจังหวะการรับรู้ของผู้คน “แสตมป์” กลับเป็นหนึ่งในสื่อไม่กี่ชนิดที่เลือกยืนหยัดด้วยความนิ่ง ทว่าในความนิ่งนั้นกลับแฝงพลังอันลุ่มลึก พลังของการหยุดมอง การค่อยๆ อ่าน และการตีความด้วยหัวใจของผู้ชมเอง

สดจากเยาวชน - งานศิลป์ในดวงตรา แสตมป์วันเด็ก 2569 

วันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 ไปรษณีย์ไทยจึงหยิบ “แสตมป์วันเด็ก” ขึ้นมาเป็นพื้นที่พิเศษในการส่งต่อศิลปะและจินตนาการ เชิญศาสตราจารย์เกริก ยุ้นพันธ์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2565 ศิลปินผู้ทำงานกับโลกของเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี เพื่อถ่ายทอด “โลกของเด็ก” ผ่านผลงานศิลป์บนดวงแสตมป์ แปลงวรรณกรรมให้มีชีวิตในพื้นที่หนึ่งตารางนิ้ว

สดจากเยาวชน - งานศิลป์ในดวงตรา แสตมป์วันเด็ก 2569 

ศ.เกริก ยุ้นพันธ์

 

ศ.เกริก ยุ้นพันธ์ อธิบายว่าการทำงานชิ้นนี้เริ่มจากการตั้งคำถามว่าอะไรคือหัวใจของเรื่องเล่าสำหรับเด็ก ไม่ใช่ในแง่เนื้อหา หากแต่ในแง่อารมณ์ ความรู้สึก และจังหวะของการมองโลก ภาพในแสตมป์จึงไม่พยายามเล่าเรื่องทั้งหมด แต่เลือกหยุดอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เปิดพื้นที่ให้จินตนาการของคนดูทำงานต่อเอง

สดจากเยาวชน - งานศิลป์ในดวงตรา แสตมป์วันเด็ก 2569 

เมื่อพิจารณาหน้าตาแสตมป์อย่างใกล้ชิดจะเห็นเส้นที่ดูไม่เนี้ยบ ตัวละครหน้ากลม แก้มแดง สีสันสดจัด และองค์ประกอบที่เหมือนหลุดจากกรอบศิลปะแบบวิชาการ ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือภาษาภาพที่ตั้งใจเลือกใช้ ราวกับวาดขึ้นด้วยมือของเด็กจริงๆ เพราะภาพที่สมบูรณ์แบบเกินไปคือภาพที่ปิดจินตนาการของเด็กโดยไม่รู้ตัว รวมถึงการจัดวางพื้นที่ การถ่วงน้ำหนักสี และการเลือกสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงโลกของเด็กเข้ากับวัฒนธรรมไทยอย่างแนบเนียน

ศ.เกริกเล่ามุมมองว่าแสตมป์วันเด็กไม่ใช่ของที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจเด็กในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่คือจดหมายถึงอนาคต เป็นการฝากร่องรอยความคิดและความรู้สึกบางอย่างไว้ให้เด็กไทยในวันนี้ได้ย้อนกลับมาอ่านตัวเองในวันข้างหน้า ภาพในแสตมป์จึงไม่ได้สรุปความ ไม่สอนตรงๆ และไม่ชี้นำว่าควรคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนตีความต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิต

สดจากเยาวชน - งานศิลป์ในดวงตรา แสตมป์วันเด็ก 2569 

“ปัจจุบันเด็กไทยไม่ได้ขาดข้อมูล แต่กำลังขาดพื้นที่ว่างให้จินตนาการทำงาน โลกดิจิทัลเต็มไปด้วยภาพ เสียง และคำอธิบายสำเร็จรูป จนแทบไม่เหลือช่องให้เด็กตั้งคำถามด้วยตนเอง งานศิลปะ วรรณกรรม และสื่อแสตมป์ จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นจุดพัก เป็นพื้นที่เงียบๆ ที่ไม่เร่งเร้า และไม่บังคับให้เข้าใจในทันที” ศ.เกริกกล่าว

แสตมป์วันเด็กปีนี้จึงไม่ได้พยายามแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่ยืนอยู่คนละจุด จุดที่ชวนให้เด็กหยุดมองภาพนิ่งเพียงภาพเดียวแล้วถามตัวเองว่าเรื่องราวก่อนหน้าและหลังจากนั้นคืออะไร ภาพที่ไม่เฉลยทั้งหมดกลับมีพลังมากกว่าภาพที่อธิบายทุกอย่าง เพราะจินตนาการจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพื้นที่ให้คิดต่อ

“ผมไม่เชื่อในการเร่งให้เด็กโตเร็ว ผมเชื่อในการปล่อยให้เด็กเติบโตตามจังหวะของตนเอง เช่นเดียวกับงานศิลปะสำหรับเด็กที่ไม่จำเป็นต้องตามกระแสหรือเอาใจตลาด แต่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกและธรรมชาติของวัยเด็ก แสตมป์คือบันทึกเล็กๆ ของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง วันหนึ่งเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นอาจกลายเป็นภาพจำที่ย้อนพาพวกเขากลับมาทบทวนว่าพวกเขาเคยถูกเลี้ยงดูด้วยจินตนาการแบบใด” ศ.เกริกกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน