หากพูดถึงพืชที่ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้ยาวนาน “ไผ่” ติดโผอันดับต้นๆ ไม่ใช่แค่ให้ร่มเงาสวยงามหรือใช้ลำทำเฟอร์นิเจอร์ แต่ “หน่อไม้” ยังเป็นของกินยอดนิยมที่ขายดีตลอดปี หน่อไม้สดๆ ปลอดสารยังรองรับตลาดอาหารสุขภาพได้ดี
หลายคนอาจคิดว่าปลูกไผ่ต้องใช้พื้นที่เยอะ แต่ความจริงปลูกได้ทั้งแบบสวนใหญ่และสวนข้างบ้าน ขอแค่มีการจัดการที่ดี เลือกพันธุ์ให้เหมาะสม ก็ทำเงินหลักหมื่นต่อวันได้ไม่ยาก

เทคโนโลยีชาวบ้านพาไปดูแนวทางการปลูกไผ่แบบมืออาชีพ ตั้งแต่เลือกพันธุ์ การดูแล ไปจนถึงเทคนิคเพิ่มผลผลิต ให้ปลูกครั้งเดียวแต่ขายหน่อได้ไม่มีหมด

คุณบารมี วรานนท์วนิช เจ้าของ “สวนไผ่บารมี” ผู้เปลี่ยนสวนส้มเดิมให้กลายเป็นอาณาจักรไผ่เลี้ยงอีสานเขียว เริ่มจาก 30 ไร่ ก่อนขยายพื้นที่เพาะปลูกจนแตะ 212 ไร่ ในปัจจุบัน สวนไผ่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ต่อเนื่องทุกวัน เฉลี่ยวันละ 20,000 บาท ด้วยผลผลิตที่เก็บขายได้ตลอดทั้งปี โดยสร้างตลาดจากหน้าบ้านของเขาเอง

“ช่วงแรกของการปลูกไผ่ หากยังไม่มีประสบการณ์อาจท้อจนอยากเลิก หลายคนลองทำแล้วต้องถอยกลับเพราะเจออุปสรรคมากมาย แต่ถ้าเข้าใจธรรมชาติของไผ่ และเรียนรู้วิธีดูแลให้ถูกต้อง ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น เมื่อเข้าใจเส้นทางการเติบโตของไผ่แล้ว การปลูกไผ่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป” คุณบารมีกล่าว
พร้อมเผยว่า พันธุ์ไผ่แหล่งแรกที่นำมาปลูกมาจาก จ.เพชรบูรณ์ และยังมีแหล่งอื่นๆ เช่น อ.ประจันตคาม อ.บ้านนา จ.นครนายก โดยสายพันธุ์หลักที่ใช้คือ อีสานเขียว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หน่อไม้เลี้ยง” ซึ่งเป็นพันธุ์เบาที่ให้ผลผลิตดี

ปกติหน่อไม้มักพบมากช่วงฤดูฝน แต่เมื่อเข้าสู่หน้าแล้งกลับหายากในตลาดทั่วไป ทำให้เกิดคำถามว่า เราจะทำให้หน่อไม้ออกนอกฤดูได้ไหม? คุณบารมีอธิบายว่า หน่อไม้ในฤดูฝนเจริญเติบโตได้ดี เพราะได้รับน้ำและสารอาหารเพียงพอ ถ้าหน้าแล้งเราสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมือนฤดูฝน ทั้งเรื่องน้ำและปุ๋ย ก็น่าจะทำให้หน่อไม้ให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีเช่นกัน
หน่อไม้เกิดจากเหง้าของต้นไผ่ ใน 1 ต้น รากของไผ่ที่เราเห็นด้านบนจะมี “ตาหน่อ” อยู่ประมาณ 6 ตา เมื่อต้นไผ่ได้รับน้ำและอาหารเพียงพอตาเหล่านี้จะแตกออกเป็น “หน่อ” หรือหลังจากที่ตัดหน่อไปแล้ว เหง้าไผ่ยังสามารถให้ผลผลิตได้อีก ตาข้างล่างของเหง้าจะเริ่มแตกรากใหม่และพัฒนาเป็นหน่ออีกรอบ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไผ่จึงให้ผลผลิตต่อเนื่องได้ตลอดปี

โดยเทคนิคการไว้ลำไผ่และกระตุ้นหน่อไม้ให้ออกในหน้าแล้ง
1.การไว้ลำไผ่เพื่อเตรียมต้นทุนให้แข็งแรง เมื่อเข้าสู่ปลายฤดูกาลของต้นไผ่ (ประมาณปลายกันยายน) จะใช้เทคนิคไว้ลำเพื่อให้ไผ่มีลำใหม่ที่แข็งแรงและให้ผลผลิตดีต่อเนื่อง
วิธีการไว้ลำคือ ก่อนหมดฤดูกาลประมาณ 1 เดือน กอไผ่ 1 กอ มี 8 ลำ คัดไว้ 4 ลำที่แข็งแรง และตัดลำแก่ 4 ลำออก ต้นใหม่จะเติบโตขึ้นมาแทนที่ลำเก่า ทำให้ไผ่มีความสมบูรณ์และพร้อมให้ผลผลิตทุกปี
2.เทคนิคกระตุ้นหน่อไม้ให้ออกในหน้าแล้ง ปกติแล้วหน่อไม้จะออกช่วงหน้าฝน เพราะมีน้ำและปุ๋ยเพียงพอ แต่ในหน้าแล้ง หลายพื้นที่ไม่สามารถกระตุ้นหน่อไม้ได้เนื่องจากขาดน้ำและสารอาหาร จึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมือนฤดูฝน โดยวิเคราะห์ว่าน้ำฝนมีอะไรบ้าง มี N-P-K เท่าไร แล้วปรับการดูแลให้เหมาะสม

การให้ปุ๋ยจะให้ปุ๋ยเดือนละ 2-3 ครั้ง ให้น้อยแต่บ่อย ทุกๆ 5 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งหนึ่ง เพื่อให้ต้นไผ่ได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่อง
การให้น้ำช่วงหน้าแล้ง ถ้าต้องการให้หน่อไม้ออก รดน้ำวันเว้น 2 วัน ส่วนช่วงหน้าฝน ที่มีน้ำฝนตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ต้องรดเพิ่ม เทคนิคนี้ช่วยให้ไผ่ออกหน่อได้ตลอดปี แม้ในหน้าแล้งก็สามารถสร้างผลผลิต ทำให้มีหน่อไม้เก็บขายได้ทั้งปี
ที่ลานบ้านของเขายังทำเป็นโรงงานต้มหน่อไม้ด้วย เมื่อเก็บหน่อไม้เสร็จแล้วก็จะนำมาลงเตาทันที ใช้เวลาต้มประมาณ 45 นาที ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นมาตรฐานความร้อนที่ต้องรักษา เพื่อให้หน่อไม้ได้คุณภาพ สด สะอาด และพร้อมส่งต่อไปยังตลาด

“เคล็ดลับสำคัญของการต้มหน่อไม้ คือ ระยะเวลาและอุณหภูมิ ถ้าต้มทิ้งไว้แป๊บเดียวหน่อไม้จะขม แต่ถ้าต้มนานเกินไปรสชาติจะหวาน เราจึงใช้วิธีต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 นาที เพื่อให้ได้รสชาติ ขมอมหวานกำลังดี แต่ถ้าต้มนานถึง 1 ชั่วโมง หน่อไม้จะไม่ขมเลย” คุณบารมีกล่าว
พร้อมเผยว่า เตาแต่ละเตาสามารถต้มหน่อไม้ได้ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อรอบ และหลังจากต้มเสร็จต้องรีบ “น็อกน้ำ” หรือ เปลี่ยนจากน้ำร้อนเป็นน้ำเย็นทันที หากไม่ผ่านกระบวนการน็อกน้ำ ความร้อนที่สะสมในหน่อไม้จะค่อยๆ ระเหยออกไป ทำให้หน่อไม้เหี่ยวและปอกเปลือกได้ยาก

เราจึงใช้วิธีโยนหน่อไม้จากเตาลงน้ำเย็น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อน เมื่อน้ำเย็นเข้าแทนที่หน่อไม้จะยังคงความสด กรอบ และปอกง่าย พร้อมสำหรับการนำไปแปรรูปหรือจำหน่าย
โดยแนะนำให้คัดแยกและตัดแต่งหน่อไม้แต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าและเหมาะกับความต้องการของตลาด หน่อไม้จะแบ่งเป็นเกรด A และ B เพื่อขายในราคาสูง ส่วนเกรด C ซึ่งเป็นหน่อไม้ที่เหลือจากการคัดเกรด จะไม่ขายส่งให้แม่ค้า แต่นำมาอัดปี๊บเพื่อเพิ่มมูลค่าและควบคุมราคาขายได้เอง

สำหรับราคา หน่อไม้สดตามฤดูกาล หน้าร้อนจะราคาสูงสุด 20-25 บาท/ก.ก. ในหน้าฝนผลผลิตเยอะ ราคาลดลงเหลือ 8-12 บาท/ก.ก. ส่วนหน้าหนาวผลผลิตน้อย ราคาพุ่งขึ้นถึง 30 บาท/ก.ก. ซึ่งที่สวนเฉลี่ยช่วงหน้าหนาว รายได้ต่อวันอยู่ที่ 20,000 บาทขึ้นไป
ท่านไหนสนใจการปลูกไผ่ รวมถึงสนใจหน่อไม้ของที่สวน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook : สวนไผ่บารมี หรือเบอร์โทร.ติดต่อ 08-6031-3173 คุณบารมี
เรื่อง/ภาพ : เทคโนโลยีชาวบ้าน
https://www.facebook.com/technologychaoban/