ทีมนักวิจัยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิคค้นฟีโรโมนสังเคราะห์จาก “กลิ่นพ่อหมู” สูตรแรกของโลก ตอบโจทย์เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ กระตุ้นสุกรสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้สำเร็จ ลดความเสี่ยงติดโรคจากการสัมผัสพ่อพันธุ์จริง

เผด็จ ธรรมรักษ์
ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย “กลิ่นพ่อหมู” กล่าวว่า สุกรสาวจะถูกกระตุ้นให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 160-200 วัน หากสุกรสาวไม่แสดงอาการติดสัดภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะถูกคัดออกจากระบบ (เพื่อเข้าสู่ระบบการผลิตเนื้อ) แม้จะยังไม่เคยตั้งท้องมาก่อน ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจ เวลา และทรัพยากรของฟาร์ม
ปัจจุบัน วิธีมาตรฐานเพื่อกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ตามธรรมชาติที่ใช้ทั่วโลกคือ Boar Contact เป็นการให้สุกรสาว “สัมผัสพ่อ” หรือสุกรเพศผู้ที่โตเต็มวัย

ศ.น.สพ.ดร.เผด็จอธิบายว่า คำว่า “สัมผัสพ่อ” ไม่ได้หมายถึงการที่สุกรเพศเมียเห็นสุกรเพศผู้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น การได้ยินเสียงร้อง การดมกลิ่น การสัมผัสทางกาย เช่น การชนจมูกกันระหว่างสุกร
แต่วิธีสัมผัสพ่อก็มีข้อจำกัด ทั้งด้านความปลอดภัยและการจัดการแรงงาน การนำสุกรเพศผู้เข้ามาสัมผัสสุกรสาวไม่ใช่เรื่องง่าย สุกรเพศผู้ที่โตเต็มวัยมีขนาดใหญ่ แข็งแรง บางครั้งอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว ผู้ปฏิบัติงานต้องเชี่ยวชาญในการควบคุมสัตว์
และยังมีความเสี่ยงด้านโรคระบาดอีกด้วย โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever หรือ ASF) ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษา หากสุกรเพศผู้ที่ใช้กระตุ้นเพศเมียป่วยติดเชื้อ อาจเกิดการแพร่ระบาดไปทั้งฟาร์มได้

ศ.น.สพ.ดร.เผด็จกล่าวอีกว่า “กลิ่น” เป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสสำคัญที่ทำหน้าที่ส่งต่อสารเคมีหรือฟีโรโมน ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการกระตุ้นพฤติกรรมทางเพศของเพศเมีย
ขณะที่ ดร.อิศญา ทวีแสงสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารผ่านสารเคมี (Chemical Communication) และนักวิจัยหลังปริญญาเอก ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สุกรสาวแต่ละตัวอาจตอบสนองต่อกลิ่นของสุกรเพศผู้แตกต่างกัน

อิศญา ทวีแสงสกุลไทย
โดยอ้างอิงงานวิจัยจากแคนาดาที่พบว่าสุกรสาวบางตัวไม่ตอบสนองต่อสุกรเพศผู้ตัวหนึ่ง แต่กลับมีพฤติกรรมตอบสนองเมื่อเปลี่ยนเป็นสุกรเพศผู้อีกตัว อาจเกิดจากความแตกต่างของชนิดตัวรับกลิ่น (olfactory receptors) รวมถึงการประมวลผลสัญญาณกลิ่นในสมองที่แตกต่างกัน แม้จะได้รับสารให้กลิ่นชนิดเดียวกันก็ตาม
ศ.น.สพ.ดร.เผด็จ เสริมว่า แม้สุกรจะเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ แต่สุกรเพศผู้ยังคงปล่อยสารเคมีบางชนิดออกมาผ่านสารคัดหลั่งอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำลาย ซึ่งอาจมีสารฟีโรโมนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางเพศ
ทีมวิจัยจึงเก็บ “กลิ่นจริง” จากสุกรเพศผู้ 5 ตัว ทั้งน้ำลาย ปัสสาวะ สารคัดหลั่งในกระเปาะฉี่ และกลิ่นบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ตัวอย่างทั้งหมดถูกนำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการและวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโทกราฟี Gas Chromatography (GC) เพื่อแยกสารระเหยหรือ Volatile Organic Compounds (VOCs)

“สารคัดหลั่งจากหลายแหล่งที่เก็บจากตัวสุกรพ่อพันธุ์ มีองค์ประกอบทางเคมีร่วมกันถึงประมาณ 80% ที่น่าสนใจก็คือกลิ่นส่วนใหญ่ที่ตรวจพบ เป็นกลิ่นหอมในโทน woody-green มากกว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์ตามที่คนทั่วไปเข้าใจ” ดร.อิศญากล่าวถึงผลศึกษา
จากการวิเคราะห์กลิ่นจริงของสุกรเพศผู้ ทีมวิจัยคัดเลือกมา 23 กลิ่นเพื่อทำเป็นสูตรกลิ่นฟีโรโมนสังเคราะห์สูตรแรกของโลก และได้ทดสอบประสิทธิภาพกับกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่มเพื่อเปรียบเทียบ ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่มีการใช้สุกรเพศผู้สามารถกระตุ้นพฤติกรรมการเป็นสัดได้ประมาณ 75% ขณะที่ฟีโรโมนสังเคราะห์ให้ผลประมาณ 50% และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการกระตุ้นมีการแสดงพฤติกรรมเพียง 18%
“แม้ประสิทธิภาพของการใช้สุกรเพศผู้ยังสูงกว่า แต่ฟีโรโมนสังเคราะห์ก็มีข้อได้เปรียบด้านความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการจัดการสัตว์ขนาดใหญ่และในช่วงที่มีโรคระบาด” ศ.น.สพ.ดร.เผด็จกล่าว
ดร.อิศญาเสริมว่า ฟีโรโมนสังเคราะห์กลิ่นพ่อหมู สูตรนี้เลียนแบบกลิ่นเฉพาะตัวของสุกรเพศผู้ได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด จนสามารถใช้ทดแทนการนำสุกรเพศผู้มาใช้งานจริงได้ ซึ่งมีการปรับระดับความเข้มของกลิ่นให้เหมาะสมกับระบบประสาทการรับกลิ่นของสุกร เพื่อให้เกิดการตอบสนองทางพฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของนวัตกรรมนี้ ดร.อิศญา อธิบายว่าทีมวิจัยเลือกใช้กลิ่น plant based ingredient ที่ไม่ระคายเคือง มนุษย์สามารถสูดดมได้และสามารถใช้งานได้ทุกวัน นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ฟีโรโมนสังเคราะห์ให้เหมาะกับการใช้งานในภาคสนามด้วย
“เพียงพ่นฟีโรโมนกลิ่นพ่อหมูลงบนแผ่นกรองกลิ่น แล้วนำไปติดกับไม้สำหรับยื่นให้สุกรเพศเมียดม รูปแบบนี้ใช้งานง่าย สะดวก ปลอดภัย และลดข้อจำกัดในการจัดการฟาร์ม เหมาะสำหรับฟาร์มรายย่อยและการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม” ดร.อิศญา กล่าว

และแม้จะเป็นนวัตกรรมต้นแบบในระยะทดลอง แต่ปัจจุบันมีฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่งขอลองใช้ผลิตภัณฑ์ฟีโรโมนกลิ่นพ่อหมู
งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับ Tier 1 เมื่อต้นปี 2569 ศ.น.สพ.ดร.เผด็จกล่าวว่า “ผมอยากให้งานวิจัยชิ้นนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะถ้าสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยได้ เพราะผู้เลี้ยงสุกรส่วนใหญ่มีต้นทุนสูงและกำไรค่อนข้างจำกัด เราไม่ได้ต้องการสร้างภาระ แต่ต้องการลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการทำงาน
ดร.อิศญาเสริมว่าขณะนี้ ทีมวิจัยได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองนวัตกรรมดังกล่าวแล้ว และอยู่ในขั้นตอนติดต่อกับผู้ผลิตให้ผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเตรียมขอการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
จากฟีโรโมนสังเคราะห์ “กลิ่นพ่อหมู” ทีมวิจัยพร้อมเดินหน้าศึกษา “กลิ่นสุกรสาว” ในอนาคต เพื่อค้นหาความแตกต่างระหว่างสุกรสาวที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และสุกรสาวที่ยังไม่พร้อมสืบพันธุ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์กลิ่นสำหรับใช้ในฟาร์มในอนาคต
“ทีมวิจัยอยากพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยคนไทย ราคาเข้าถึงได้ และไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้จริง” ศ.น.สพ.ดร.เผด็จกล่าวทิ้งท้าย
เกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ อีเมล [email protected]